ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

สุดยอดจุลินทรีย์และโพรไบโอติก

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

โยเกิร์ตทุกชนิดมีแบคทีเรียชนิดเดียวกันในปริมาณสูงซึ่งเริ่มเกิดกระบวนการหมักในน้ำนมนั่นคือแบคทีเรียที่เรียกว่าแล็กติกแอซิดบาซิลไลหรือแล็กโตบาซิลไล จุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยในการย่อยแล็กโทส โยเกิร์ตแต่ละชนิดมีปริมาณและชนิดของสายพันธุ์แบคทีเรียแตกต่างกัน ไม่ว่าแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการเติมลงไป โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียส่วนใหญ่ ในโยเกิร์ตตามธรรมชาติเป็นสายพันธ์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในลําไส้ของเรา เมื่อมีการเติมแบคทีเรียที่ถือว่าดีต่อลําไส้ลงไปในอาหารในปริมาณที่เหมาะสมโดยอ้างว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ แบคทีเรียเหล่านั้นก็จะเรียกว่า “โพรไบโอติก” (probiotic) Continue reading ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 2

ชีสพิซซ่า

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 2

แดน แจนเซน อายุ 39 ปี มาจากเมืองเล็กๆในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักเพราะเป็นสถานที่ที่ เบบ รูธ แต่งงาน (Babe Ruth (1895 – 1948) นักเบสบอลผู้มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา) เขาโปรดปรานชีสและพิซซ่ามากถึงขนาดกินทุกวันและทุกมื้อมาตลอด 25 ปี เขาพอจะทนซอสมะเขือเทศบนพิซซ่าได้ แต่จะไม่แตะผักอื่นๆบนหน้าพิซซ่าเลย เขาดื่มโคลาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตาลตามลงไป และโดยปกติก็มักจะกินพิซซ่าขนาด 14 นิ้วทั้งถาดคนเดียว ซึ่งประกอบด้วยไขมันอิ่มตัว 45 กรัม และพลังงาน 1,300 แคลอรี Continue reading ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 2

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 1

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 1

ถ้าไขมันอิ่มตัวไม่ดีต่อสุขภาพ ทําไมชาวฝรั่งเศสซึ่งกินไขมันอิ่มตัวมากกว่าชาวอังกฤษมากนักจึงป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอังกฤษราวหนึ่งในสาม และมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่าชาวอเมริกัน 4 ปี เกือบหนึ่งในสามของไขมันอิ่มตัวที่ชาวฝรั่งเศสกินมาจากผลิตภัณฑ์นม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 เมื่อนักระบาดวิทยาสังเกตเห็นความแตกต่างของอัตราการตายถึงสี่เท่าระหว่างชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศส ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า French paradox (ความย้อนแย้งแห่งฝรั่งเศส) ก็ได้กลายเป็นหัวข้อซึ่งเป็นที่ถกเถียงและหยิบยกมาพิจารณา Continue reading ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 1

เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรหันมาบริโภค “อาหารเมดิเตอร์เรเนียน” กันให้มากขึ้น

“อาหารเมดิเตอร์เรเนียน” ต้องลองถึงจะรู้

เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรหันมาบริโภค “อาหารเมดิเตอร์เรเนียน” กันให้มากขึ้น

ท่ามกลางความสับสนในเรื่องไขมันในอาหารและคอเลสเตอรอลในเลือด ยังมีข้อเท็จจริงอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือผู้คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีอัตราการเป็น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่าคนยุโรปเหนือและอเมริกัน สาเหตุหลักมาจากอาหารของพวกเขา นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางพันธุกรรม อาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีความหลากหลายมากในปัจจุบัน แต่ที่จะพูดถึงต่อไปนี้คืออาหารดั้งเดิมที่กินกันในท้องถิ่นที่มีการเพาะปลูกมะกอกในกรีซและตอนใต้ของอิตาลีช่วงปลาย ทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960

ลักษณะเด่นของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนคือการบริโภคธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว ผักต่างๆ ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้ในปริมาณสูง มีการบริโภคไขมันค่อนข้างสูง (ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานรวม) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน) จากน้ำมันมะกอกเป็นหลัก บริโภคปลาในปริมาณค่อนข้างสูง ส่วนสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากนม (โดยมากเป็นโยเกิร์ตและชีส) บริโภคในปริมาณปานกลาง แต่กินเนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆในปริมาณต่ำ ทั้งยังดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณพอเหมาะ โดยมากมักดื่มไวน์แดงพร้อมกับมื้ออาหาร

เช่นเดียวกับเรื่องปรากฏการณ์ย้อนแย้งแห่งฝรั่งเศส มีคําอธิบายที่น่าเป็นไปได้มากมายเกี่ยวกับความแตกต่างเรื่องสถานการณ์โรคหัวใจในเมดิเตอร์เรเนียน ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าแสงแดดทําให้ผู้คนสดใสร่าเริงขึ้น และนั่นเท่ากับมีความเครียดลดลงและมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงขึ้น แต่น่าเศร้าที่ความจริงกลับต่างออกไป และผู้คนที่มีความสุขและพึงพอใจที่สุดกลับเป็นชาวสแกนดิเนเวียน (ชาวเดนส์ผู้เน้นการปฏิบัติ) ซึ่งได้รับแสงแดดน้อยมาก และเป็นกลุ่มที่อยู่ในอันดับต้นๆเสมอในผลสํารวจ

ส่วนใหญ่ในด้านนี้ แต่อันที่จริงในประเทศทางแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีแสงแดดเจิดจ้า ผู้คนกลับไม่ค่อยมีความสุขและพึงพอใจกับชีวิต เชื่อว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมแบบดั้งเดิมอย่างชีสและโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สําคัญ และแน่นอนว่าส่วนประกอบหลักอีกอย่างที่แยก ยุโรปเหนือและยุโรปใต้ออกจากกันก็คือน้ำมันมะกอก

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 นักวิจัยชาวสเปนกลุ่มหนึ่งตั้งโครงการที่โดดเด่นและท้าทายชื่อว่า PREDIMED เพื่อพิสูจน์ว่างานวิจัยเชิงสังเกตการณ์หลายงานที่บอกว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีประโยชน์นั้นสามารถยืนยันผลการทดลองทางคลินิกที่ได้มาตรฐานซึ่งใช้ระยะเวลาในการศึกษาหลายปีหรือไม่

ความคิดเริ่มแรกของพวกเขาคือพยายามให้คนไข้ชาวสเปนที่มีความเสี่ยงต่อโรคเปลี่ยนกลับไปกินอาหารทั่วๆไปแบบที่พ่อแม่ของพวกเขากินในช่วงทศวรรษ 1960 นักวิจัยรวบรวมอาสาสมัคร 7,500 คนจากทั่วประเทศ ทุกคนอยู่ในวัยหกสิบปีและมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ อาสาสมัครถูกสุ่มแบ่งเป็นสามกลุ่มที่รับประทานอาหารต่างกัน โดยทั้งสามกลุ่มจะได้รับคําแนะนําทั่วไปและการสนับสนุนที่ช่วยให้พวกเขาเข้มงวดกับรูปแบบอาหารที่กําหนดไว้

กลุ่มอาหารเปรียบเทียบถูกจัดให้กินอาหารไขมันต่ำตามที่แนะนําโดยโภชนากรส่วนใหญ่ และได้รับคําแนะนําให้ลดอัตราส่วนของไขมันในอาหาร ซึ่งโดยปกติอาหารสเปนมีไขมันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว เกือบจะเท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง ขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์จากนม (ยกเว้นชนิดไขมันต่ำ) และกินปลา ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และผักให้มากขึ้น โดยกลุ่มควบคุมกลุ่มนี้ได้รับอุปกรณ์ทําครัวเป็นรางวัลจูงใจ

ในทางกลับกัน กลุ่มอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้รับคําแนะนําให้กินปลา ผัก และผลไม้มากขึ้น แต่ยังคงกินผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อขาว ถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันมะกอก รวมทั้งดื่มไวน์ได้ต่อไป กลุ่มนี้ยังถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อย กลุ่มหนึ่งได้รับถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นวันละ 30 กรัม ส่วนอีกกลุ่มได้รับน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละขวดสําหรับนําไปปรุงอาหารและใช้บริโภคเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาบริโภคน้ำมันมะกอกวันละ 4 ช้อนโต๊ะ งานวิจัยโดยแรกเริ่มได้รับการออกแบบให้เปรียบเทียบอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและเบาหวานระหว่างกลุ่มต่างๆเป็นเวลาสิบปี

ทุกสิ่งเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งผ่านไปสี่ปีครึ่ง เมื่อคณะกรรมการอิสระยุติงานวิจัย ด้วยเหตุผลคือเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และป้องกันไม่ให้อาสาสมัครกินอาหารตามที่งานวิจัยกําหนดต่อไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ คณะกรรมการรายงานผลการศึกษาของพวกเขาในวารสาร New England Journal of 15 ปี 2013 งานวิจัยนี้นับเป็นหมัดเด็ดที่กองเชียร์อาหารไขมันสูงต่อยพวกหัวเก่าผู้นิยมอาหารไขมันต่ำจนหน้าคะมำ

กลุ่มอาสาสมัครที่กินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีไขมันสูงทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเกิดหัวใจวายและหลอดเลือดสมองน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งระดับไขมันในเลือด คอเลสเตอรอล และความดันโลหิต ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทั้งสองกลุ่มนี้ให้ผลที่ดีเมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำ แต่กลุ่มเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นกินน้ำมันมะกอกมากเป็นพิเศษได้ผลที่ดีกว่ากลุ่มที่กินถั่วเปลือกแข็งมากขึ้น ทั้งในเรื่องการป้องกันโรคเบาหวานและในแง่ของปัจจัยอื่นๆอีกหลายด้าน

งานวิจัยนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มอาสาสมัครที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจลดน้ำหนักตัว และเราต่างรู้กันดีว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนวัยหกสิบส่วนใหญ่มีแต่จะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การเข้าร่วมในการทดลองโดยทั่วไปแล้วมักเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และกลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำซึ่งได้รับคําแนะนําและการช่วยเหลือด้านอาหารอย่างสม่ำเสมอมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งกิโลกรัมตลอดช่วงระยะเวลาห้าปี กลุ่มที่กินถั่วเปลือกแข็งได้ผลดีกว่าเล็กน้อย โดยลดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย แต่กลุ่มที่กิน น้ำมันมะกอกนั้นนับว่าเหนือความคาดหมายที่เดียว พวกเขามีน้ำหนักลดลงมากกว่าหนึ่งกิโลกรัม และที่สําคัญกว่านั้นคือรอบเอวก็ลดลงด้วย นั่นหมายความว่าไขมันในช่องท้องลดลงนั่นเอง

แม้ว่างานวิจัยนี้จะใช้น้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษเป็นหลัก นักวิจัยก็ยังบันทึกข้อมูลเรื่องการใช้น้ำมันมะกอกชนิดที่ราคาถูกกว่าด้วย กล่าวคือน้ำมันคุณภาพเหล่านี้ไม่มีคุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนใดๆต่อความเสี่ยงของโรคหัวใจและเบาหวาน ซึ่งอธิบายว่าสาเหตุที่งานวิจัยเรื่องน้ำมันมะกอกก่อนหน้านี้ให้ผลการทดลองที่ขัดแย้ง เป็นเพราะไม่ได้คํานึงถึงคุณภาพน้ำมันที่นํามาใช้

เราเข้าใจกันมาตลอดว่าประโยชน์ของพอลิฟีนอลในน้ำมันมะกอกโดยหลักแล้วมาจากคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยขจัดสารเคมีส่วนเกินที่ทําลายเซลล์ ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้มีงานวิจัยที่แสดงว่าน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติปิดการแสดงออกของยีนบางตําแหน่ง (ผ่านกระบวนการอีพี่เจเนติกส์) ที่ส่งผลต่อกระบวนการอักเสบในทางเดินเลือด

งานวิจัยยังบอกถึงบทบาทที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นของจุลินทรีย์ด้วย กรดไขมันและสารอาหารจากน้ำมันมะกอกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ถูกส่งผ่านไปถึงลําไส้ใหญ่ (ก่อนที่จะถูกย่อยอย่างเต็มรูปแบบ) อันเป็นที่ซึ่งจุลินทรีย์ของเราได้รับส่วนผสมอันอุดมของกรดไขมันและพอลิฟีนอลเป็นอาหาร และจัดการย่อยสารอาหารเหล่านี้เป็นมวลสารพลอยได้ขนาดเล็กๆ และ ณ จุดนี้เอง ที่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากมายเกิดขึ้น

สารที่เกิดขึ้นบางชนิดทําหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยใช้พอลิฟีนอลเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างกรดไขมันสายสั้นซึ่งมีขนาดเล็กลงไปอีก ความน่าสนใจของสารประกอบเหล่านี้ไม่ได้สั้นเหมือนชื่อ เพราะมันเป็นตัวส่งสัญญาณให้ร่างกายลดระดับไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังส่งสัญญาณไปยังระบบภูมิคุ้มกันว่าต้องทําอะไร

พอลิฟีนอลกระตุ้นจุลินทรีย์บางชนิด เช่น แล็กโตบาซิลไลให้เพิ่มจํานวนขึ้น เพื่อทําหน้าที่จัดเก็บและห้มอนุภาคของไขมัน/ลิพิดในลําไส้ แล้วกวาดออกไปจากกระแสเลือด ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ก่อเชื้อเจริญเติบโตในลําไส้ จึงช่วยลดโอกาสการติดเชื้ออย่างเช่น อี. โคไล ที่ทําให้ท้องเสีย เชื้อเอช. ไพโลไร (H. plori) ที่ทําให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ตลอดจนจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่นๆที่ทําให้เป็นโรคปอดอักเสบและฟันผุ แม้แต่การก่อตัวของคราบไขมันในหลอดเลือดแดงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ลึกลับและผิดปกติของแบคทีเรียในกระแสเลือดที่ได้รับความเสียหาย และพอลิฟีนอลก็มีแนวโน้มที่จะช่วยลดกระบวนการนี้ด้วย

งานวิจัย PREDIMED นับเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญในการศึกษาด้านโภชนาการ และเป็นงานวิจัยแรกที่แสดงให้เห็นประโยชน์ในด้านสุขภาพของการบริโภคอาหารแบบยั่งยืน ทั้งยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการกินน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ และถั่วเปลือกแข็งเป็นประจํานอกเหนือจากอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอื่นๆ ช่วยลดการเกิดโรคและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วย นี่คือรูปแบบการกินเพียงอย่างเดียวที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน (งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์หรือที่ทําในระยะสั้นบ่งชี้เพียงการเปลี่ยนแปลงในค่าชี้วัดของอัตราเสี่ยงต่าง ๆ)

ถั่วเปลือกแข็งส่วนใหญ่มีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก (อัลมอนด์มีไขมันประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งทําให้มีแคลอรีสูง ชนิดของไขมันที่เป็นส่วนประกอบมีความแตกต่างกันไป แต่มีไขมันอิ่มตัวเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน การที่กลุ่มอาสาสมัครที่กินถั่วเปลือกแข็งได้ผลที่ดีเกือบจะเท่ากับกลุ่มที่กินน้ำมันมะกอกบ่งชี้ว่า อาหารทั้งสองชนิดนี้มีปฏิกิริยาที่คล้ายคลึงกันต่อจุลินทรีย์ของเราซึ่งเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะถั่วเปลือกแข็งนอกจากจะมีไขมันแล้วยังอุดมด้วยสารอาหารอื่นๆ เช่น โปรตีนและเส้นใยอาหาร รวมทั้งพอลิฟีนอล เช่นเดียวกับที่พบในน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ 

เหตุผลว่าทำไมเราจึงควรหันมาบริโภค “อาหารเมดิเตอร์เรเนียน” กันให้มากขึ้น

อันที่จริงแล้ว พอลิฟีนอลยังพบในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอีกหลายชนิด กล่าวคือ ในผักผลไม้สีสันสดใสหลายชนิดอย่างเช่น เบอร์รี่ เมล็ดโกโก้ ชาเขียว และชาดําบางชนิด ขมิ้น และไวน์แดง ข้อเท็จจริงที่ว่าเรารู้สึกดึงดูดกับอาหารเหล่านี้คงมีพื้นฐานมาจากวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด การคัดสรรอาหารสุขภาพโดยดูจากสีเป็นหลักมากกว่าที่จะคํานวณแคลอรีเป็นเรื่องที่เข้าท่ากว่ามาก น่าเสียดายที่เรายังรู้น้อยนักว่ามีพอลิฟีนอลกชนิดที่ส่งผลในทางชีวภาพหรือส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลําไส้ของเรา (sustainable diet คือ อาหารหรือการบริโภคอาหารที่ส่งผลกระทบน้อยต่อสิ่งแวดล้อม มีส่วนส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ ตลอดจนชีวิตที่มีสุขภาพดีสําหรับคนรุ่น ปัจจุบันและในอนาคตแบบยั่งยืน)

งานวิจัยหนึ่งศึกษาโซฟริโต้ (sofrito – ซอสมะเขือเทศที่มีส่วนผสมของหอมหัวใหญ่ กระเทียม และน้ำมันมะกอก เป็นซอสพื้นฐานที่ใช้กันในแถบเมดิเตอร์เรเนียน) หลากหลายชนิด และพบข้อมูลที่น่าตกตะลึงว่า ซอสเหล่านี้มีส่วนประกอบของพอลิฟีนอลไม่น้อยกว่า 40 ชนิด เป็นไปได้ว่าส่วนผสมแต่ละชนิดโดยตัวมันเองอาจแสดงคุณสมบัติได้ไม่ดีนักหากไม่นํามาประกอบกับส่วนผสมอื่นๆ เมื่อคุณนําผักและผลไม้ต่างๆมาดองหรือหมักเหล้า จํานวนพอลิฟีนอลก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การนําน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษมาใช้แบบครอบจักรวาลอาจเป็นตัวกระตุ้นที่สําคัญในการดึงประโยชน์ทั้งหลายของพอลิฟีนอลทุกชนิดออกมาใช้

น้ำมันมะกอกอาจมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ เพราะน้ำมันที่สกัดออกมานั้นมาจากมะกอกทั้งผลไม่ได้มาจากเมล็ดเพียงอย่างเดียว และนี่น่าจะเป็นกฎทั่วไปที่ใช้กับเรื่องอื่นๆได้อย่างกว้างขวางด้วย ทั้งยังหมายความว่าในกระบวนการสกัดน้ำมันมะกอกก็เป็นไปอย่างง่ายดายกว่าและไม่ต้องใช้สารเคมีหรือตัวทําละลายใดๆ ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกที่พิสูจน์ได้ยังขยายไปถึงเรื่องการลด อัตราเสี่ยงของโรคหัวใจและเบาหวาน และมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดน้ำหนักด้วย ทั้งยังมีการกล่าวอ้างว่าช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบจากคุณสมบัติต้านการอักเสบ

คุณสมบัติที่ไกลเกินจริงกว่านั้นก็ยังมีเรื่องของการรักษาศีรษะล้าน เพิ่มฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) และเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย แน่ละว่าผู้หญิงชาวกรีกและอิตาลีอาจโต้แย้งในเรื่องนี้

ด้วยเหตุผลทั้งหลาย น้ำมันมะกอกจึงเป็นตัวแทนหน้าใหม่ของกลุ่มอาหารสุขภาพ ซึ่งลบล้างความเชื่อเก่าๆที่ว่าการกินไขมันอิ่มตัวไม่ดีต่อสุขภาพ โยเกิร์ต ไขมันเต็มส่วน และชีสแท้ๆ ควรเอาออกจากรายการอาหารต้องห้าม ถ้าคุณไม่ได้เอาแต่กินพิซซ่าแช่แข็งเพียงอย่างเดียว คนช่างเลือกอย่างนายแจ็ก สแปรท ผู้ไม่กินไขมันอาจจะตายก่อนคุณนายสแปรทที่กินอาหารอุดมด้วยคุณค่า

จุลินทรีย์อยู่เบื้องหลังคุณประโยชน์ทางสุขภาพหลายอย่าง และการหยิบยื่นโพรไบโอติกให้เราก็ ถือเป็นความพยายามเบื้องต้นที่ดีของบริษัทผู้ผลิตทั้งหลายในการมอบสารอาหารเสริมในรูปของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้เราเล็กน้อย จุลินทรีย์ไม่กี่สายพันธุ์นี้ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อทุกคน เพราะเราแต่ละคนล้วนมีลักษณะเฉพาะในเรื่องของจุลินทรีย์ แต่ที่ไม่ต้องสงสัยเลยก็คืออาหารสดๆแท้ๆที่มีความหลากหลายในแบบเมดิเตอร์เรเนียนนั้นเป็นสิ่งที่เราควรกินกันให้มากขึ้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ไขมันไม่อิ่มตัวกับน้ำมันมะกอก ส่วนผสมมหัศจรรย์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

ไขมันไม่อิ่มตัวกับน้ำมันมะกอก ส่วนผสมมหัศจรรย์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา มุมมองที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับไขมัน การปรับปรุงพันธุ์ การตรวจสอบพันธุกรรม และเทคนิคการฆ่าสัตว์ที่พัฒนาขึ้น ทําให้ระดับไขมันในเนื้อสัตว์ในประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักรลดลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่เรายังต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ส่วนที่เป็นไขมันอยู่ไหม หรือว่านี่ก็เป็นความเชื่อผิดๆอีกเรื่องหนึ่ง Continue reading ไขมันไม่อิ่มตัวกับน้ำมันมะกอก ส่วนผสมมหัศจรรย์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 4

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 4

นอกจากดวงจันทร์ดวงใหญ่ทั้งสี่แล้ว ดาวพฤหัสฯยังมีดวงจันทร์อื่นๆอีก 65 ดวง ซึ่งเล็กกว่าและไม่ค่อยกลม ที่น่าสนใจมีอีก 6 ดวง คือ อมัลเชีย, ไฮเม เลีย, ธีบี, เอลารา, พาซิฟาอี, คาร์มี และในจํานวนหกดวงที่ว่า มีชื่อที่พอหาได้ว่าเกี่ยวข้องกับซูส ชื่อหนึ่งนะเกี่ยวอย่างใกล้ชิดคือ อมัลเธีย เป็นชื่อของนางแพะที่เลี้ยงดูซูสตั้งแต่วัยเด็ก กับอีกชื่อหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องอยู่เหมือนกันคือ พาซิฟาอี แต่เป็นการเกี่ยวข้องแบบแปลกๆอยู่เหมือนกัน

พาซิฟาอี

พาซิฟาอี-Pasiphae

น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ทําไมนักดาราศาสตร์ถึงเอาชื่อนี้ไปเป็นชื่อดวงจันทร์ของดาวพฤหัสฯ เพราะพาซิฟาอี-Pasiphae ชื่อนี้เป็นชื่อของมเหสีกษัตริย์ไมนอส ไมนอสซึ่งเป็นลูกของซูสกับนางยูโรปานั่นล่ะ นับไปนับมาก็คือลูกสะใภ้ของซูสเอง ประวัติของพาซิฟาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับซูสเลยสักนิด หรือจะเพราะว่าเจ้าหล่อนเป็นพวกรักวัวเช่นเดียวกับซูสก็ไม่รู้ นักดาราศาสตร์เลยเอาชื่อมาเป็นชื่อดวงจันทร์ของดาวพฤหัสฯซะเลย

ประวัติของพาซิฟาอีเกี่ยวกับวัวเริ่มขึ้นที่เกาะครีตดังนี้ เรื่องเริ่มในช่วงที่ไมนอสพยายามจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์กษัตริย์ของครีต ชะรอยว่าคนครีตอาจไม่ค่อยชอบไมนอสสักเท่าไหร่ เขาจึงต้องพยายามชนะใจชาวครีตเสียก่อน และในเมื่อศาสนาหรือสิ่งเคารพสูงสุดของเมืองนี้ไม่มีอะไรเกินเทพเจ้า และก็คือเทพเจ้าโพไซดอนเสียด้วย ไมนอสก็เลยเสี่ยง เขาประกาศแก่คนทั้งหลายว่าตนสมควรเป็นกษัตริย์แห่งครีต โดยอ้างเอาเทพเป็นพยานว่าแม้แต่โพไซดอนก็เห็นดีเช่นกัน ชาวครีตก็เลยร้องท้าให้ไมนอสอ้อนวอนเจ้าแห่งสมุทรส่งวัวพ่วงพีขึ้นมาจากทะเลให้ดูเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าไม่ได้โม้นะ ไมนอสรับคําท้าและยังว่าเทพเจ้าจะตอบรับคําขอของเขาทุกข้อ

ถึงชาวครีตอาจไม่ค่อยพอใจไมนอสสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมตามไปชายหาดเพื่อดูปาฏิหาริย์ ไมนอสตั้งพิธีวิงวอนแต่เทพให้พระองค์ส่งวัวมาให้เป็นการยืนยันคําขอ และสัญญาว่าจะฆ่าวัวตัวนั้นเป็นการบูชายัญเพื่อเป็นการสรรเสริญพระเกียรติแห่งโพไซดอน เจ้าแห่งสมุทรได้ฟังคําขอก็ทําตามจริงๆ พระองค์ส่งวัวขาวพ่วงพี่งดงามตัวหนึ่งว่ายตรงเข้าฝั่ง เหตุนี้ล่ะเองที่ทำให้คนครีตเชื่ออภินิหารที่เห็น เลยยกไมนอสขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างที่ต้องการ

ตามธรรมเนียมของชาวกรีก สิ่งใดที่เทพเจ้าส่งมายืนยันคําพูดของพระองค์ ผู้ที่ใช้สิ่งนั้นเสร็จหรือได้รับสิ่งที่ต้องการแล้วต้องส่งของคืน ในกรณีนี้ต้องคืนวัวอย่างที่สัญญาเหมือนกัน และวิธีคืนก็คือฆ่าบูชายัญอย่างที่บอกไว้ แต่ปรากฏว่าไมนอสไม่ทําสิ่งที่ควรทํา แทนที่จะบูชายัญวัวตัวนั้น เขากลับเก็บมันไว้แล้วบูชายัญวัวธรรมดาๆไปแทน ส่วนวัวขาวที่สวยเกินกว่าจะเชือดลงตัวนั้นก็ปล่อยไว้กับฝูงสัตว์หลวง

โพไซดอนเจ้าสมุทรซึ่งได้รับการบูชายัญอย่างบิดเบือน ย่อมรู้สึกคั่งแค้นกับเล่ห์เหลี่ยมไม่ชื่ออย่างที่ไมนอสทํากับพระองค์ยิ่งนัก และแล้วพระองค์ก็คิดหาวิธีดัดหลังเจ้าคนโฉดได้ โพไซดอนสาปให้พาซิฟาอี มเหสีของไมนอสหลงรักวัวตัวที่ไม่ยอมบูชายัญคืน พาซิฟาอีต้องคําสาป นางเฝ้าถนอมลูบโลมเจ้าวัวตัวผู้พ่วงพีตัวนั้นประดุจมันเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลางดงาม แค่นั้นยังไม่โจ๋งครึ่มสะใจ เมื่อความรักสุกงอม เธอก็หาทางร่วมภิรมย์กับเจ้าวัวนั่น เธอสั่งให้ตามตัวแดดาลัส นักประดิษฐ์ตัวยงมาที่ครีต เพื่อให้ทําอะไรอย่างหนึ่งที่น่าตระหนกสําหรับราคะของนาง นั่นคือสั่งให้เขาทําแม่วัวปลอมเพื่อตบตาเจ้าวัวหนุ่ม โดยนางเองจะเข้าไปหมอบสวมรอยอยู่ใต้ร่างแม่วัวปลอมนี้ คอยท่าวัวงามของโพไซดอนมาร่วมภิรมย์

หลังจากพาซิฟาอีมีอะไรๆกับวัวหนุ่มไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบถ้วนทศมาส นางก็คลอดบุตรออกมา ความลับทั้งหลายที่พึงปิดบังมานานก็แตกโพละ ในเมื่อพยานรักต่างพันธุ์เป็นทารกประหลาดที่มีหัวเป็นวัวตัวเป็นคน

ไมนอสกระอักเพราะความอับอาย พระองค์เพิ่งนึกได้ว่านี่คือการแก้แค้นที่เจ้าสมุทรเล่นงานตน แม้ว่าจะต้องการสังหารเจ้าเด็กปีศาจเพียงไร แต่ไมนอสก็ต้องทนขมขื่นเลี้ยงมันไว้ เพราะพระองค์เกรงว่าหากทําอะไรให้เป็นการขุ่นเคืองโพไซดอนซ้ำ สอง คราวนี้ครีตอาจไม่พ้นความพินาศ

ชาวครีตพากันเรียกขานมันว่า มิโนทอร์ Minotaur โอรสวัวแห่งไมนอส มันเป็นสัตว์ประหลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าเขาเล็กๆของมันก็ใหญ่เป็นวงกว้างกว่าแขนคน และกลายเป็นสัตว์กระหายเลือด ต้องการกินเนื้อคนเป็นอาหาร

Labyrinth

ไมนอสได้ทําสิ่งหนึ่งที่จะสามารถยับยั้งสัตว์ร้ายไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านตามอําเภอใจ ด้วยการสั่งให้แดดาลัสนักประดิษฐ์สร้างคุกที่ไม่มีทางออกไว้ขังเด็กปีศาจตนนี้ แดดาลัสก็สร้างห้องโถงที่มีทางเข้าทางออกวกวนน่าเวียนหัว มีทั้งชั้นล่างชั้นบน เรียกกันว่า ลาปิรินธ์-Labyrinth แปลเป็นไทยได้ว่าเขาวงกต (อันที่จริงสถานที่ทั้งสองนี้ไม่เหมือนกัน ลาบีรินธ์ เป็นคล้ายๆกําแพงซ้อนกัน มีทางตันบ้าง ทางโผล่ได้บ้าง ถ้าเรามองจากด้านบนคงเห็นทางไปไม่ยาก แต่ลองจินตนาการดูว่าเราถูกย่อให้เหลือตัวเล็กแล้วหลงอยู่ในกําแพงที่มีขนาดสูงท่วมหัว มีทางเปิดอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เราจะหาทางออกได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนคําว่าเขาวงกต คือภูเขาลูกหนึ่งอยู่ที่เชิงป่าหิมพานต์ในประเภทตํานานความเชื่อของคนไทย ที่นี่มีต้นไม้ขึ้นทึบหนาแน่นจนหาทางออกไม่ได้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความคล้ายก็เลยอนุโลม เอาคําว่าเขาวงกตมาใช้เป็นคําแปลของลาบีรินธ์) มิโนทอร์กับลาบีรินธ์ก็เลยเป็นของคู่กันชนิดแยกไม่ออก และเพราะคุกนี้แหละ มิโนทอร์ก็หาทางออกไปไม่ได้จริงๆเสีย ด้วย

เรื่องของพาซิฟาอีและมิโนทอร์ก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าเราจะคิดเอาว่าการที่มันถูกขังลืมอยู่ในเขาวงกตน่าจะเป็นจุดสิ้นสุด แต่ไม่ใช่ยังงั้น บังเอิญเหลือเกินว่ามันมีเรื่องต่อมาด้วยก็ตอนที่มิโนทอร์เกิด ลูกชายสุดรักของไมนอสชื่อแอนโดรจีอัส-Androgeus ได้เดินทางไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่เอเธนส์ แอนโดรจีอัสเป็นคนมีความสามารถ เขาจึงชนะการแข่งขันหลายรายการ ทําให้ชาวเอเธนส์ไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะชนะในกีฬาอีกครั้ง ชาวเอเธนส์ที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬาก็ลากเขาไปเชือดหลังพุ่มไม้

ไมนอสรู้ข่าวด้วยหัวใจที่ช้ำซ้ำสอง ความเดือดดาลจากเคราะห์กรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกทําให้แรงพิโรธมากขึ้นเป็น สองเท่า พระองค์กรีฑาทัพเข้าล้างแค้น กองทัพเรือครีตโอบล้อมและเข้าตีจนชาวเอเธนส์ยอมแพ้ ไมนอสยื่นข้อเสนอโหดเพื่อกดหัวชาวเอเธนส์ไม่ให้เงยหน้า คือให้เอเธนส์ส่งหญิงสาวเจ็ดคน ชายหนุ่มเจ็ดคนลงกระบวนเรือที่ชักใบดําส่งไปครีตให้มิโนทอร์รับประทานทุกปี เพื่อเป็นการเตือนให้ระลึกว่าอย่างไรเสียเอเธนส์ก็ไม่มีวันพ้นเงื้อมมือครีตไปได้

ชาวเอเธนส์ต้องทนขมขื่นรับความพ่ายแพ้และต้องส่งหญิงชายตามจํานวนที่ไมนอสยื่นข้อเสนอมาตลอดยี่สิบเจ็ดปี ในปีที่ยี่สิบเจ็ดนั่นเองก็เกิดวีรบุรุษขึ้น เขาคือธีสซิอัส-Theseus โอรสแห่งราชาอีจีอัสแห่งเอเธนส์ เวลานั้นเขาโตเป็นหนุ่มเต็มที่ มีความสามารถในเชิงอาวุธและการต่อสู้เพียบพร้อม ธีสซิอัสสงสารเหยื่อกรรมพวกนี้มากจึงขอแลกที่กับเหยื่อเคราะห์ร้ายรุ่นใหม่ที่จะโดนเชือด มิไยที่ราชาอีจีอัสจะห้ามปรามไม่อยากให้ลูกรักต้องตาย แต่ธีสซอสก็ว่าเขาจะต้องเป็นคนฆ่ามิโนทอร์ให้ได้และจะกลับมาหาพระบิดา ด้วยถึงอีจีอัสจะไม่อยากให้ลูกชายไปแต่ก็ทนรบเร้าไม่ไหว พระองค์จึงขอให้สัญญาเพียงแต่ว่า เมื่อกลับมาให้ใช้ใบเรือขาวเพื่อเป็นสัญญาณแต่ไกลว่าลูกปลอดภัย ธีสซิอัสก็รับคําแม้ว่าตอนนั้นจะยังคิดไม่ออกเลยว่าจะจัดการกับสัตว์ประหลาดมิโนทอร์ยังไงดี ว่าแล้วเขาก็ลงเรือที่ใช้ใบสีดําเดินทางไปเกาะครีต

เรื่องมาสําเร็จลงได้เพราะความรักเป็นเหตุ เมื่อธีสซิอัสไปถึงครีต เดินแถวขึ้นเกาะตามประสาเชลย อาริแอดนี-Ariadne ธิดาของไมนอสนั้นแหละที่เห็นเข้าและเกิดตกหลุมรักเจ้าชายหนุ่มเข้าอย่างจัง เธอจึงหาทางช่วยด้วยการยัดกลุ่มด้ายเข้าในมือ เมื่อทหารยามผลักธีสซิอัสเข้าไปในเขาวงกต ธีสซิอัสรู้ว่าอาริแอดนีกําลังหาทางช่วยด้วยว่ามิโนทอร์และลาบีรินธ์มีความน่ากลัวพอกัน มิโนทอร์ สัตว์ประหลาดมีพละกําลังเกินคนกระหายเลือดและต้องการฆ่า ยิ่งมันถูกขังเดียวดายก็ยิ่งดุหนัก

เรื่องนี้เป็นปัญหาของเขาที่จะต้องใช้ไหวพริบและความสามารถในการรบช่วงชิงชัยชนะเอาเองให้ได้ เจ้าชายหนุ่มไม่ได้กลัวปัญหานี้เลย เขากลับกลัวลาปิรินธ์มากกว่า ในเมื่อเขาวงกต ลาปิรินธ์ ใช่ว่าเข้าไปแล้วจะออกได้ง่ายๆ ความวกวนและเวียนไปมาทําให้คนเข้าไปแล้วหลงทางกันทั้งนั้น ถึงจะฆ่ามิโนทอร์ได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ตาย อาจหาทางออกไม่ได้ อดตายอยู่ในลาบีรินธ์ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้สูง ดังนั้นเมื่ออาริแอดนียัดกลุ่มด้ายใส่มือให้มา เขาจึงรู้อุบายทันที

ธีสซิอัสโรยด้ายมาตามทางเดินพลางก็คอยเงี่ยหูฟังเสียงมิโนทอร์อย่างระมัดระวัง จนมาถึงทางคดเคี้ยวแห่งหนึ่ง ฉับพลันเขาได้ยินเสียงฝีเท้าคนตามด้วยเสียงหายใจฟืดฟาดหนักหน่วงของวัว เท่านั้นก็บอกให้รู้ว่าเจอมิโนทอร์เข้าแล้ว ธีสซิอัสเพียงเหลียวไปก็เห็นมันกําลังพุ่งเข้าหา เขาเบี่ยงหลบทันควัน มิโนทอร์รุกไล่แต่ธีสซิอัสก็ว่องไวมาก สามารถกระโดดหลบหลีกสัตว์ประหลาดจนมันไม่สามารถทําอะไรได้ ระหว่างที่กําลังพัลวันอยู่นั้นเอง ธีสซิอัสได้ที่คว้าเขามิโนทอร์ได้ใช้กําลังยัน จนมันตกเป็นเบี้ยล่าง มิโนทอร์ร้องดังด้วยความโกรธ เสียงของการต่อสู้ระหว่างวัวประหลาดกับมนุษย์ผู้แข็งแรงดังออกไปนอกเขาวงกต และแล้วผู้คนก็ได้ยินเสียงเจ้าชายจับเขาตัวมิโนทอร์ออกแรงบิดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทําให้คอของมันหักสนั่น มิโนทอร์แห่งครีตก็สิ้นชื่อในบัดดล

เรื่องมันน่าจะจบแค่นี้แต่ก็ไม่อีกแหละตามประสาตํานานกรีกที่ดี ยังต้องมีรักรันทดโศกสลดกันต่อไป หลังจากฆ่ามิโนทอร์ได้ ธีสซิอัสเดินตามเส้นด้ายออกมาข้างนอก เขาหาทาง ชหนีกษัตริย์ไมนอสออกจากครีต แต่การจะไปเดี๋ยวไม่สนใจราชธิดาอาริแอดนีก็เกินไป เขาจึงพาเธอหนีมาด้วยกันให้พ้นอาญาไมนอส กระนั้นคงจะเป็นด้วยเจ้าหญิงมีใจกับเขาเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่คิดมีจิต ปฏิพัทธ์ตอบกับนางเลย

Ariadne

เมื่อเดินทางไปถึงเกาะแนกซอสและขึ้นไปพักผ่อน นางเผลอหลับไป ธีสซิอัสก็ทิ้งนางไว้ที่นั่นเลยไม่เอากลับไปเอเธนส์ด้วย (อาริแอดนีผู้นี้ ต่อไปเทพไดโอไนชัสมาพบเข้า จนหลงรักและได้นางเป็นสนม แต่ตํานานหนึ่งก็จบลงด้วยความเศร้า เล่าว่าหลังจากพบรักกับไดโอไนซัสได้ไม่นานนักนางก็ตาย) และอาจเป็นเพราะไม่รู้คุณคนหรือเปล่าก็ไม่รู้กรรมเลยสนอง ทําให้ธีสซิอัสลืมเปลี่ยนใบเรือเป็นสีขาวตามสัญญาณที่ตกลงกันไว้กับบิดา เมื่อราชาอีจีอัสเห็นใบเรือยังเป็นสีดํา แสดงว่าลูกตายแล้วก็เสียใจเป็นอันมาก โดดหน้าผาลงมาตายก่อนที่เรือจะเข้าเทียบท่า ทะเลตรงนั้นเลยได้ชื่อว่าทะเลอีเจี้ยนเพราะความรักที่บิดามีต่อบุตรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

เรื่องนี้น่าจะเป็นเค้าลางให้ซูสรู้ว่าเฮราเป็นเทวีขี้หึงมากขนาดไหน ความหึงของนางยิ่งทวีขึ้นตามจํานวนปีที่อยู่ด้วยกัน จนกระทั่งเธอขึ้นชื่อดังทั่วสวรรค์ว่าเป็น “มเหสีขี้หึงเหมือนหนึ่งเสือ” ลูกเมียที่นอกเหนือจากเธอจะโดนราวีหนักหนา บางรายแทบเอาชีวิตไม่รอด จนใครๆก็พากันเอือมระอาไปตามๆกัน แต่ถึงแม้ว่าซูสจะได้มเหสีที่แสนจะขี้หึงไล่ตามราวีพระองค์อย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็ไม่ได้ยอมหยุดความเจ้าชู้ลงแต่อย่างใด วิถีความรักของพระองค์ยังคงดําเนินต่อไปเรื่อยๆ แค่หลบๆไม่ให้เจอะจังหน้าเสียหน่อยเท่านั้นแหละ แบบนี้ละทําให้เรื่องราวความพิศวาสระหว่างซูสกับสาวงามอื่นที่ไม่ใช่เมียแต่งอย่างเฮรามีอยู่มากมายทีเดียว แต่ในบรรดานางเหล่านั้นมีเรื่องที่จับจิตและมักนํามาเล่าถึงมีอยู่สองสามราย Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 2

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

พวกเทพอาศัยอยู่ด้วยกันในวังขนาดมหึมาบนยอดเขาโอลิมปัส เป็นเขาสูงเยี่ยมเหนือเมฆในเธสซาลี ทางเข้าเป็นประตูเมฆขนาดใหญ่ มีเทพีแห่งฤดูกาลคอยรักษา เทพีจะเป็นผู้อนุญาตการผ่านออกจากสวรรค์ลงไปยังโลกมนุษย์และรับพวกเขากลับ ภายในวังขนาดมหึมานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเทพต่างๆ แต่ละองค์ต่างมีที่อยู่ของตัวเอง แต่ทุกผู้ที่นั่นเมื่อถูกเรียกหาก็จะไปชุมนุมกันในห้องสภาของซูสเช่นเดียวกับเทวาที่ไม่ได้อยู่ ณโอลิมปัส ไม่ว่าเทพแห่งปรโลก เทพแห่งโลก หรือเทพแห่งทะเล จะมาที่นี่เมื่อมีโองการของซูสเช่นกัน Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 2

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง

ดาวพฤหัสบดี จูปิเตอร์-Jupiter โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 5 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 778.3 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 142,984 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 11.9 ปี ใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 9.50 ชั่วโมง มวลของดาวพฤหัสฯ คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้ ตอนที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้โชคดีเช่นครั้งแรก ถ้วยใบนี้หายสาบสูญไปอย่างถาวรจนทุกวันนี้แล้วก็ไม่มีใครทราบว่ามันไปอยู่ที่ใด แม้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกันวางแผนโจรกรรมจะถูกจับกุมได้ก็ตาม โดยหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมที่ถูกจับได้ก็คือ เซอร์จิโอ เพเรรา ไอเรส (Sergio Pereira Ayres) หรือมักรู้จักกันในชื่อ เซอร์จิโอ เพราลตา (Sergio Peralta) มีอาชีพเป็นนายธนาคาร และเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอล Cube Atletico Mineiro เพราะเป็นผู้เริ่มวางแผนการ

โดยชักชวนอดีตตํารวจผู้หนึ่งชื่อ ฟรานซิสโก ริเวรา (Francisco Rivera) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ซิโก บาร์บูโด (Chico Barbudo) กับนักตกแต่งบ้านคนหนึ่งชื่อ โฮเซ ลูอิซ วิเอรา (Jose Luiz Vieira) หรือรู้จักกันในชื่อ ลูอิซ บิโกเด (Luiz Bigode) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่ลงมือบุก เข้าไปในอาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลภายหลังจากที่ยามกะกลางคืนเดินตรวจตราโดยรอบเสร็จสิ้นลงแล้วจึงทําการโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ พร้อมทั้งถ้วยสําคัญใบอื่นๆอีก 2 ใบออกจากอาคารแห่งนั้น โดยมีผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ แอนโตนิโอ เซ็ตตา (Antonio Setta) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ โบรอา (Broa) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นนักไขตู้เซฟ เป็นผู้เปิดสลักกุญแจให้

แต่ต่อมาภายหลังเมื่อถูกจับได้โบรอาก็อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจาก เซอร์จิโอ เพราลตา จริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการดีใจสุดขีดจนหัวใจวายตายในวันที่ทีมบราซิลได้รับชัยชนะในฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1970 ครั้งนั้นด้วย เขาจึงเกิดสํานึกขึ้นไม่ขอร่วมมือในการทําลายศักดิ์ศรีของชาติงานนั้นด้วย และโบรอานี้เองที่น่าจะเป็นคนทําข่าวรั่วจนผู้ร่วมกระบวนการโจรกรรมครั้งนี้ถูกจับตัวได้

ภายหลังจากตํารวจบราซิลได้สืบทราบจนแน่ชัดแล้ว จึงเข้าทําการจับกุม เซอร์จิโอ เพราลตา ชิโก บาร์บูโด และ ลูอิซ บิโกเด ได้ทั้ง 3 คน และจากการถูกเค้นอย่างหนักทั้งสามจึงให้การตรงกันว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยถูกส่งให้ ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ (Juan Carlos Hernandez) ซึ่งเป็นช่างทองไปหลอมละลายเป็นทองคําแท่ง แล้วนํามาแบ่งกัน แต่เมื่อ เฮอร์นันเดซ ถูกจับกุม เขากลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทําการตรวจพิสูจน์หลักฐานเบ้าหลอมทองที่โรงงานของเฮอร์นันเดซก็ไม่พบหลักฐานของเศษทองใดๆที่ตรงกับทองซึ่งมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่อย่างใด

ส่วนคําให้การเรื่องที่ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถูกหลอมเป็นทองคําแท่งก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลนัก เพราะจากการเปิดเผยของทางฟีฟานั้น ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ไม่ได้ทําจากทองคําบริสุทธิ์แต่อย่างใด หรือถ้าหากนํามาหลอมเพื่อแยกเอาเฉพาะเนื้อทองออกมาได้ มันก็ไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไรมากนักเท่ากับปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ถ้วย จูลส์ ริเมต์ จึงจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเสียอีก เมื่อผู้ร่วมในแผนการนี้ทั้งหมดถูกส่งฟ้องศาลรวมไปถึงตัว ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ช่างทองด้วยนั้น ทุกคน ต่างก็ถูกตัดสินจําคุกตามขนาดความผิดของตน แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็หลบหนีออกจากเรือนจําได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1985 แอนโตนิโอ เซ็ตตา นักเปิดเซฟเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ ซิโก บาร์บูโด ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเรื่องกันในบาร์เหล้าในปี ค.ศ. 1989 ลูอิซ บิโกเด ถูกจับกุมได้ในภายหลังและถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจํา แต่ต่อมาก็หลบหนีไปได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1998 โดยที่ไม่มีใครทราบข่าวอีกเลย ส่วน เซอร์จิโอ เพราลตา นั้นหลบหนีออกจากเรือนจํา ได้ในปี ค.ศ. 1998 และลอยนวลอยู่ได้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 2003 สําหรับคนสุดท้ายที่ร่วมอยู่ในขบวนการนี้ซึ่งถูกซัดทอดด้วยคือช่างทอง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้น ตํารวจไม่อาจที่จะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้จึงไม่ได้รับโทษจําคุกอย่างเช่นคนอื่นๆ

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไม่นาน เขาก็เกิดร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไม่มีใครทราบแหล่งที่มาของเงินซึ่งเขานํามาจับจ่ายซื้อหาข้าวของมากมายอย่างเศรษฐีได้ เขาซื้อบ้านสุดหรูหลังหนึ่งในย่านของคนรวยจนน่าสงสัย แต่ที่มาของความร่ำรวยนี้อาจไม่ได้มาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็เป็นได้ ถ้าหากถ้วยใบนั้นไม่ได้ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์อย่างที่มีการเปิดเผยออกมา มันจะมีมูลค่ามากมายได้อย่างไร จึงเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของเขาอาจมาจากทางอื่น เพราะภายหลัง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้นถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1998 ในโทษฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด และต้องโทษจําคุกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 2005 จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา

จนถึงทุกวันนี้เรื่องถ้วย จูลส์ ริเมต์ ที่หายไปก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่ากลุ่มโจรกรรมจะบอกว่ามันได้ถูกหลอมละลายไปแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยเชื่อว่ามันอาจตกอยู่ในการครอบครองของเศรษฐีนักสะสมคนหนึ่งคนใดในโลกนี้ และเก็บความลับนั้นเอาไว้มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet