ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

สุดยอดจุลินทรีย์และโพรไบโอติก

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

โยเกิร์ตทุกชนิดมีแบคทีเรียชนิดเดียวกันในปริมาณสูงซึ่งเริ่มเกิดกระบวนการหมักในน้ำนมนั่นคือแบคทีเรียที่เรียกว่าแล็กติกแอซิดบาซิลไลหรือแล็กโตบาซิลไล จุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยในการย่อยแล็กโทส โยเกิร์ตแต่ละชนิดมีปริมาณและชนิดของสายพันธุ์แบคทีเรียแตกต่างกัน ไม่ว่าแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการเติมลงไป โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียส่วนใหญ่ ในโยเกิร์ตตามธรรมชาติเป็นสายพันธ์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในลําไส้ของเรา เมื่อมีการเติมแบคทีเรียที่ถือว่าดีต่อลําไส้ลงไปในอาหารในปริมาณที่เหมาะสมโดยอ้างว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ แบคทีเรียเหล่านั้นก็จะเรียกว่า “โพรไบโอติก” (probiotic)

โพรไบโอติกกลายเป็นธุรกิจใหญ่ในปัจจุบัน มีข้อถกเถียงกันมากถึงคุณประโยชน์ที่อวดอ้างในการเติมโพรไบโอติกลงในโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ โพรไบโอติกมักวางจําหน่ายแยกต่างหากในร้านอาหารสุขภาพเพื่อสู้กับการใช้ยาปฏิชีวนะหรืออาการไม่สบายท้องต่างๆ บ้างก็ว่าช่วยเสริมและกระตุ้นระบบภูมิต้านทานทั้งในคนที่สุขภาพดีและคนที่เจ็บป่วย และยังถูกทําการตลาดด้วยคํากล่าวอ้างด้านสุขภาพประหลาดๆมากขึ้นเรื่อยๆ สายพันธุ์ที่จําหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ แล็กโตบาซิลไลหรือไบฟิโดแบคทีเรีย

อันที่จริงแล้วหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับโพรไบโอติกไม่ได้มาจากโฆษณาโยเกิร์ต แต่มาจากงานวิจัยที่พบว่ามันช่วยป้องกันโรคที่อาจอันตรายถึงชีวิตหรือก็คือโรคจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มักพบในเด็กทารกคลอดก่อนกําหนด ซึ่งได้รับผลกระทบได้ง่ายหรือในผู้ป่วยสูงอายุ ยาปฏิชีวนะจะถูกนํามาใช้รักษาโรคติดเชื้ออย่างแพร่หลาย เมื่อสายพันธุ์แบคทีเรียก่อโรคชนิดหนึ่งซึ่งพบไม่บ่อยเติบโตจนเกินการควบคุมยาปฏิชีวนะมักใช้ได้ผลเสมอ

แต่โดยทั่วไปก็ก่อให้เกิดผลเสียควบคู่กันไปด้วยนั่นคือทําให้แบคทีเรียที่ดีจํานวนมากถูกฆ่าตาย และเกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชีพแบคทีเรียหรือไมโครไบโอมตามธรรมชาติ ผลก็คือทําให้แบคทีเรียก่อโรคบางชนิดหมดศัตรูทางธรรมชาติและสามารถเข้ายึดครองพื้นที่ ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านทานแม้แต่กับยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพที่สุดด้วย

องค์ประกอบของจุลินทรีย์แล็กโตบาซิลไลและไบฟิโดมักถูกเติมลงในโยเกิร์ตหลายชนิด ซึ่งแนะนําว่าช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในลําไส้ที่เรียกว่า C. diff (ชื่อเต็มคือ Clostridium difficile) นี่คือแบคทีเรียก่อเชื้อที่เข้ายึดครองลําไส้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณมากพอที่จะส่งผลต่อผู้ป่วยซึ่งรับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้สูงอายุ งานวิเคราะห์อภิมานจากการทดลอง 21 งานเมื่อไม่นานนี้พบว่าการกินโพรไบโอติกเหล่านี้เป็นเวลาสามสัปดาห์มีประโยชน์ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่ได้ผลเสมอแต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อ C. diff ได้ถึงหนึ่งในแปดกรณีซึ่งนับว่าคุ้มราคามาก

อย่างไรก็ตาม โพรไบโอติกในท้องตลาดหรือที่ขายตามอินเทอร์เน็ตไม่ได้รับการควบคุมมากนัก เช่นเดียวกับที่ประสิทธิภาพของมันมักกล่าวอ้างเกินจริงโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกหลายชนิดมีการปนเปื้อน หรือแม้กระทั่งเป็นแบคทีเรียที่ตายแล้วหรือมีจํานวนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้มีอํานาจในยุโรปและสหรัฐอเมริกาควบคุมการอวดอ้างต่างๆที่บริษัทโยเกิร์ตทําโดยไม่มีการทดลองที่ดีมาสนับสนุน

สถานการณ์นี้ทําให้ผู้ผลิตตกที่นั่งลําบาก เพราะปัจจุบันมีการควบคุมโพรไบโอติกเหมือนเป็นยาตัวใหม่ และหากทําการทดสอบคุณประโยชน์ด้านสุขภาพก็จะต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย นั่นหมายถึงงบประมาณหลายล้านทีเดียว บริษัททั้งหลายจึงโต้แย้งว่าโพรไบโอติกเป็นเพียงอาหารและเปรียบเทียบกับตอนที่มีโจ๊กชนิดใหม่ออกวางตลาด FDA ก็ไม่ได้ขอตรวจสอบหรือให้แสดงการทดลองยืนยันขนาดนี้ ถึงตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีใครยอมใคร และงานวิจัยขนาดใหญ่เพื่อทดสอบโพรไบโอติกในมนุษย์ก็ยังเป็นเรื่องห่างไกล

งานวิเคราะห์อภิมานที่สรุปการทดลองโพรไบโอติกหลายงานให้ข้อสรุปว่ามีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ที่สอดคล้องกันซึ่งอาจเป็นเพราะมันใช้ไม่ได้ผล หรือเพราะงานวิจัยส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและทําในระยะเวลาสั้นก็ได้ ยกเว้นในงานทดลองโพรไบโอติกที่โดดเด่นงานหนึ่งซึ่งศึกษาเฉพาะโพรไบโอติกสายพันธ์แล็กโตบาซิลลัส รูเทอรี (Lactobacillus reuteri) ในคนที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม

หรือจุลินทรีย์จะเป็นตัวกินไขมัน

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

ความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับไขมันในเลือดกําลังเป็นที่กล่าวถึงหนูปลอดเชื้อมีไขมันในเลือดและคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพราะพวกมันขาดสารสําคัญในถุงน้ำดีที่เรียกว่า “เกลือน้ำดี” เราพบว่าจุลินทรีย์เป็นกุญแจสําคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกลือน้ำดีทํางานเก็บกวาดตามหน้าที่ของมัน กลุ่มนักวิจัยจากมอนทรีออลได้ทําการทดสอบในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูง โดยให้กินโพรไบโอติกในโยเกิร์ตตลอดสองสัปดาห์และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ พวกเขาจึงทดลองนําจุลินทรีย์ชนิดเดียวกันใส่ในแคปซูลแล้วให้กลุ่มตัวอย่างเดิมกินต่ออีกเก้าสัปดาห์ พวกเขาพบว่าไขมันในเลือดที่เป็นอันตรายลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ และมีไขมันชนิดดีที่ช่วยปกป้องสุขภาพเพิ่มขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเกลือน้ำดีในหนูทดลอง

สิ่งที่แปลกคือแม้จะมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าโยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่กลับมีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่ยืนยันว่าแบคทีเรียมีประโยชน์จากโพรไบโอติกจะสามารถอยู่รอดและขยายจํานวนในลําไส้มนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น โพรไบโอติกพื้นฐานอย่างแล็กโตบาซิลไล งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านกระเพาะอาหารที่มีสภาวะเป็นกรดเข้าไปสู่ลําไส้เล็ก จากนั้นก็ไม่สามารถติดตามได้อีก งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่พบร่องรอยการมีชีวิตอยู่ของจุลินทรีย์ในอุจจาระหรือหลักฐานที่แสดงว่ามันเคยมีชีวิตอยู่ในลําไส้ใหญ่

การเพิ่มความเข้มข้นของจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต หรือใช้โยเกิร์ตสายพันธุ์ที่ต่างจากเดิมเล็กน้อยอาจได้ผลบ้างบางครั้ง แต่ในภาพรวมแล้วดูเหมือนจะไม่มีจุลินทรีย์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่เหมาะกับเราทุกคนเหมือนๆกัน สายพันธุ์โพรไบโอติกที่พบในโยเกิร์ตทั่วไปอาจได้ผลดีสําหรับคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ผล สําหรับอีกคน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะลําไส้ของบางคนมี “สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม” เนื่องมาจากสัญญาณทางเคมีหรือสภาวะบางอย่างในร่างกาย หรือเหมือนกับเด็กหน้าใหม่ในโรงเรียน เมื่อจุลินทรีย์ที่มีอยู่มีจํานวนมากกว่าอย่างมหาศาลพากันรังแกจุลินทรีย์น้องใหม่จนไม่สามารถตั้งรกรากอยู่ได้

มีงานทดลองขนาดเล็กแต่พิถีพิถันงานหนึ่งเกี่ยวกับโยเกิร์ตและให้ผลที่น่าสนใจ อาสาสมัครซึ่งเป็นคู่แฝดแท้เพศหญิง 7 คู่ กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่รู้จักกันดีห้าสายพันธุ์ที่พบในโยเกิร์ตหลายยี่ห้อ ทุกคนกินโยเกิร์ตวันละ 2 ครั้งติดต่อกันเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทีมทดลองของสหรัฐฯซึ่งนําโดย เจฟ กอร์ดอน ผู้บุกเบิกด้านไมโครไบโอม พบหลักฐานที่ยืนยันว่าจุลินทรีย์ทั้งห้าสายพันธุ์ในระดับที่ค่อนข้างสูงผ่านเข้าสู่ลําไส้ใหญ่ของคู่แฝด โดยเฉพาะสายพันธุ์หนึ่งของไบฟิโด ซึ่งมีชีวิตอยู่นานถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากหยุดกินโยเกิร์ตแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชวนให้ผิดหวังคือเห็นได้ชัดว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก ทีมวิจัยไม่พบความแตกต่างในองค์ประกอบของจุลินทรีย์อื่นๆที่อาศัยอยู่ในลําไส้ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ยินดียินร้ายต่อการมาเยือนของเพื่อนใหม่ เมื่อพวกเขาลองนําจุลินทรีย์ทั้งห้าสายพันธุ์นี้ไปใส่ในหนูที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสูง ผลที่ได้ก็ออกมาเหมือนกัน พวกเขาตรวจพบจุลินทรีย์จากโยเกิร์ต แต่จุลินทรีย์เหล่านั้นไม่สร้างความก่อกวนใดต่อจุลินทรีย์เจ้าถิ่น

นักวิทยาศาสตร์บางคนอาจจะหยุดการทดลองเพียงแค่นี้ แต่ทีมวิจัยยังคงทําการทดสอบที่ซับซ้อน อีกหลายชุด เพื่อแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์จากโยเกิร์ตเป็นผู้ส่งผลกระทบสําคัญอยู่เบื้องหลังฉาก ด้วยเหตุผลบางอย่าง จุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยเพิ่มระดับการทํางานของยีนที่ทําหน้าที่ควบคุมการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและน้ำตาลในผักและผลไม้

เพราะฉะนั้นการบริโภคจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตจึงช่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการย่อยอาหาร และสร้างกระบวนการต้านการอักเสบ ชุมชีพจุลินทรีย์ในร่างกายเรา ทํางานร่วมกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ในการเผาผลาญอาหารด้วยกลไกที่หลากหลาย และซับซ้อน ดังนั้นแม้การเพิ่มจุลินทรีย์เพียงหนึ่งสายพันธุ์อาจไม่เพียงพอที่จะ ปรับเปลี่ยนสมดุลของจุลินทรีย์ทั้งหมดได้ แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนสมดุลการ เผาผลาญโดยรวมในชุมชีพจุลินทรีย์ และส่งผลต่อสุขภาพของเรา

ข้อพึงระวังคือ โยเกิร์ตหลายยี่ห้อกําลังโฆษณาคุณประโยชน์เกินจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการเติมสายพันธ์จุลินทรีย์ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรพิเศษเพียงหนึ่งหรือสองสายพันธุ์ในปริมาณต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำหลายชนิดเต็มไปด้วยน้ำตาล (หรือเนื้อผลไม้) ซึ่งจะทําลายประโยชน์ทั้งหลาย เพราะน้ำตาลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และเนื่องจากโดยปกติแบคทีเรียโยเกิร์ตไม่สามารถอยู่รอดได้ในร่างกายมนุษย์หากไม่มีการเสริมอย่างสม่ำเสมอ คุณจึงต้องกินโยเกิร์ตทุกวันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ก็ยังอาจมีแบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่จําเป็นต่อเรามาก เราจึงต้องรู้จักจับคู่ให้แม่นยําว่าคู่แท้แบคทีเรียของเราคือสายพันธุ์ไหน

จุลินทรีย์เฉพาะตัวบุคคลและโยเกิร์ตที่ออกแบบมาเพื่อคุณ

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

งานวิจัยโพรไบโอติกส่วนใหญ่ให้ผลการทดลองที่ดีและสอดคล้องในหนูทดลองซึ่งมีพันธุกรรมเหมือนกันและอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่งานวิจัยในมนุษย์นั้นน่าผิดหวัง เพราะให้ผลที่เหมือนกันเพียงเล็กน้อยเมื่อนํามาเปรียบเทียบกัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะลําไส้ของมนุษย์มีความหลากหลายของสายพันธุ์จุลินทรีย์ต่างกันไปในแต่ละคนอย่างน่าอัศจรรย์ นําไปสู่คําถามที่ว่ายีนของเราเป็นตัวกําหนดว่าจุลินทรีย์สายพันธุ์ไหนเข้ากับเราได้ใช่หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะอาจเป็นคําตอบที่อธิบายว่าทําไมโพรไบโอติกหรือโยเกิร์ตได้ผลสําหรับบางคน แต่ไม่ได้ผลสําหรับคนอื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานด้านพันธุศาสตร์ส่วนใหญ่มักเชื่อว่ายีนมีความสําคัญต่อทุกอย่างในร่างกายที่มีประโยชน์ทางชีวภาพ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย นักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นเห็นว่าความหลากหลายที่เห็นได้ชัดระหว่างมนุษย์แต่ละคนแสดงให้เห็นว่าผลจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผนและอาหารที่เรากินต่างหากที่เป็นตัวกําหนด การศึกษาในฝาแฝดสองงานที่ทําก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนอิทธิพลของพันธุกรรมได้

การศึกษาฝาแฝดในด้านต่างๆนับร้อยๆด้านตั้งแต่ความเชื่อทางศาสนา รสนิยมทางเพศ ไปจนถึงวิตามินดี และระดับไขมันในร่างกาย เพื่อตัดสินว่าบุคลิกลักษณะหรือโรคต่างๆได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากยีนหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่ากันจึงเกิดขึ้น การทดลองถูกออกแบบอย่างง่ายๆเพียงเปรียบเทียบความเหมือนในฝาแฝดแท้กับความเหมือนในฝาแฝดเทียม หากความเหมือนใน ฝาแฝดแท้มีมากกว่าในฝาแฝดเทียมก็แสดงว่าพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เพราะแฝดแท้มียีนชุดเดียวกัน ในขณะที่แฝดเทียมมีชุดยืนเหมือนกันเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกับพี่น้องทั่วๆไป

ด้วยสูตรคํานวณง่ายๆ คุณก็สามารถหาสัดส่วนด้านความแตกต่างระหว่างผู้คนที่มีผลมาจากยีนของพวกเขาได้ สิ่งนี้เองที่เราเรียกว่าอัตราพันธุกรรม (percent heritability) แฝดผู้ซื่อสัตย์ของเรามีอันต้องถูกแยกด้วยตัวอย่างอุจจาระ ซึ่งถูกแช่แข็งและส่งไปให้ รูธ เลย์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เธอและทีมงานทําการสกัดดีเอ็นเอ และหาลําดับยีน 16S ซึ่งช่วยแยกสายพันธุ์แบคทีเรีย เมื่อระบุสัดส่วนของกลุ่มจุลินทรีย์หลักที่มีราวๆพันกลุ่มในแต่ละคนได้แล้ว เราก็จะเริ่มเปรียบเทียบความ แตกต่างได้ สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นคือไม่มีความเหมือนกันเลยระหว่างคู่ไหนๆ ความหลากหลายของแบคทีเรียในอุจจาระนั้นน่าอัศจรรย์มาก โดยรวมแล้วแฝดแท้จะมีลักษณะของจุลินทรีย์ร่วมกันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อย ในขณะที่คนทั่วไปมีความใกล้เคียงกันเพียง 40 เปอร์เซ็นต์

ต่อเมื่อเราจัดหมวดหมู่จุลินทรีย์เป็นกลุ่มหลักหรือไฟลา (phyla) เราจึงเห็นรูปแบบบางอย่าง แม้ว่าอาหารและสภาพแวดล้อมจะมีอิทธิพลในจุลินทรีย์กลุ่มหลักหลายกลุ่ม เช่น แบคที่รอยดิทิส แต่แบคทีเรียกลุ่มเล็กกว่าอีกหลายกลุ่ม เช่น แล็กโตบาซิลลัส หรือไบฟิโด ซึ่งพบว่ามีผลต่ออาหาร ความอ้วนและโรคภัยนั้น ก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของพันธุกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมมีผลเพียงบางส่วน และ 60 เปอร์เซ็นต์ของอิทธิพลที่มีต่อจุลินทรีย์เหล่านี้ก็ยังคงมาจากสิ่งแวดล้อม

ผลการทดลองนี้สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในวงการ เพราะมันหมายความว่าจํานวนและชนิดของจุลินทรีย์ (อย่างแล็กโตบาซิลไล) ซึ่งเติบโตดีในลําไส้นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมบางส่วนจากยีนของเรา คล้ายๆกับที่ดอกไม้หรือไม้พุ่มบางชนิดชอบดินต่างกัน ผลการทดลองนี้ช่วยอธิบายว่าทําไมโพรไบโอติกในขอบเขตที่จํากัดในปัจจุบันจึงได้ผลในบางคนเท่านั้น จนกว่าจะมีการพัฒนาให้โพรไบโอติกมีขอบเขตสายพันธุ์ที่กว้างขึ้น และมีวิธีที่ดีขึ้นในการลําเลียง โพรไบโอติกไปยังลําไส้ใหญ่ อาหารแท้ๆที่ประกอบด้วยแบคทีเรียมีประโยชน์ที่หลากหลายและปุ๋ยบํารุงจุลินทรีย์น่าจะมีแววช่วยพวกเราส่วนใหญ่ได้ดีกว่าการเสี่ยงดวงกับแบคทีเรียที่เสริมเข้ามาเพียงไม่กี่สายพันธุ์

ด้วยการทํางานร่วมกับฝาแฝดนับพันและ มาริโอ โรเดอเรอร์ จากสถาบันสุขภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (US National Institute of Health) การทดลองรูปแบบใหม่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวจึงเกิดขึ้น ซึ่งพบทั้งในลําไส้และในเลือด ทั้งยังเป็นเซลล์ที่สื่อสารกับจุลินทรีย์มากที่สุด เซลล์นี้มีชื่อย่อว่า Tregs (T-regulatory cells) เราพบว่าเซลล์เหล่านี้มีความแตกต่างในแต่ละคน และถูกควบคุมโดยยีนเป็นหลัก ดังนั้นยินจึงมีส่วนกําหนดว่าจุลินทรีย์สายพันธุ์ใดจะมีชีวิตและเจริญได้ดีในลําไส้ของเรา และที่สําคัญคือกําหนดว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราจะมีปฏิกิริยาและตอบสนองต่อจุลินทรีย์เหล่านั้นอย่างไร

ยีนไม่ได้เป็นสิ่งตายตัวดังที่เคยเชื่อกันมาก แต่เหมือนสวิตช์หรี่แสงที่สามารถปรับระดับแสงสูงหรือต่ำได้ “กระบวนการอีพีเจเนติกส์” ช่วยให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและอาหารใหม่ๆได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเราสื่อสารกับจุลินทรีย์ของเราอย่างไร และจุลินทรีย์ของเราสามารถเปิดปิดสวิตช์ยืนและควบคุมเราได้อย่างไร เมื่อเวลาผ่านไปอาหารของเรา (หรือจุลินทรีย์) จะค่อยๆปรับเปลี่ยนวิถีที่ยีนของเราสร้างความอดมสมบูรณ์ให้ลําไส้ (ซึ่งเปรียบเสมือนดินของจุลินทรีย์) ส่งผลให้เกิดการ ตั้งหลักแหล่งและเติบโตของจุลินทรีย์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นในที่สุด

ฟังเสียงจากสมองในลำไส้

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

จุลินทรีย์ในลําไส้มีส่วนสําคัญต่อพัฒนาการสมองและระบบประสาทในทารกแรกเกิด มีหลักฐานที่น่าสนใจว่าจุลินทรีย์โดยเฉพาะแล็กโตบาซิลไลและไบฟิโดในโยเกิร์ตส่งผลต่อศูนย์บัญชาการในสมองผ่านระบบสมอง-ลําไส้ (brain-gut axis) ลําไส้ เป็นศูนย์รวมเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ใหญ่เป็นอันดับสอง และถูกเรียกว่าสมองที่สอง มีการประมาณกันว่าเซลล์ประสาทและเส้นประสาทลําไส้นั้นมีความยาวในระดับเดียวกับสมองของแมว (สัตว์ที่พวกเราชื่นชอบในความเจ้าเล่ห์ หลงตัวเอง และมีเก้าชีวิต) เราจึงควรฟังลําไส้ของเราให้มากขึ้น

ระบบรับส่งสัญญาณระหว่างสมองและลําไส้เป็นไปอย่างซับซ้อน การสื่อสารระหว่างกันนี้ควบคุมกลไกต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการกินและการย่อยอาหาร แต่เราพบว่ายังมีมากกว่านั้นอีก เช่น ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกเป็นต้น ผู้ป่วยและหมอรู้ดีว่าอาการไม่สบายท้องจะส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้และป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร ลดความอยากในการทํากิจกรรม และทําให้อารมณ์หม่นหมอง ซึ่งอาจนําไปสู่ภาวะซึมเศร้าในระยะสั้นได้

เมื่อไม่นานนี้เราได้ศึกษากรณีคู่แฝดที่พบได้ยากที่แฝดคนหนึ่งซึมเศร้า ในขณะที่อีกคนสดใสร่าเริง เราพบว่าระดับสารเซโรโทนินในเลือดของคู่แฝดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสําคัญในสมอง สารเคมีชนิดนี้ได้จากอาหารที่กิน ยกเว้นเวลาที่เราอดอาหาร จุลินทรีย์ในลําไส้จะผลิตสารดังกล่าวให้เรา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์จึงทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีชนิดนี้ และมีโอกาสที่จะส่งผลต่ออารมณ์ กลไกนี้อาจอธิบายการที่คนบางคนรู้สึกอิ่มเอมเป็นสุข (Epigenetics พันธุศาสตร์ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกของยีนที่เกิดจากกระบวนการอื่นนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงลําดับดีเอ็นเออย่างประหลาดหลังจากการอดอาหาร)

ร่างกายมีสารเคมีที่จัดเป็นสารสื่อประสาทในลําไส้อย่างน้อย 16 ชนิด เรียกว่า ฮอร์โมนของกระเพาะและลําไส้” (gut hormones) ซึ่งหลังจากลําไส้เข้าสู่กระแสเลือด ส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อสั่งการให้กินมากขึ้นหรือน้อยลง สารเหล่านี้ถูกควบคุมโดยยืนและอาหารที่เรากินในเวลาเครียด สมองยังสามารถเปลี่ยนกลไกในลําไส้ผ่านทางสภาวะอารมณ์ของเรา ซึ่งจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอื่นๆตามมา และนําไปสู่การขัดขวางไมโครไบโอมและภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นอาการที่วนเวียนเป็นวงจรอันเลวร้าย แต่ฮอร์โมนสื่อประสาทเหล่านี้ไม่ได้ทํางานตามลําพัง

เราเรียนรู้ว่าระบบภูมิคุ้มกันเป็นอีกหนึ่งกลไกสําคัญในกระบวนการสื่อสารที่สําคัญระหว่างสมองและลําไส้ เซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างเช่น Tregs ที่กล่าวถึงก่อนหน้าสื่อสารกับจุลินทรีย์และสมองของเราอย่างต่อเนื่อง และทําหน้าที่เป็นผู้ส่งสารระหว่างทั้งสองฝ่ายหนึ่งในโรคเกี่ยวกับลําไส้ที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์คือ โรคลําไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome: IBS) ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อ ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและพบมากในวัยระหว่าง 30 – 60 ปี

แม้ว่าความเครียดจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เหตุผลที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด สิ่งที่มักทําให้หมอสับสน และบางครั้งทําให้คิดว่าอาการของโรคและตัวโรคเองเป็นสิ่งที่คนไข้สร้างขึ้นทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ป่วย 50 เปอร์เซ็นต์มีอาการทางจิตใจร่วมด้วย เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรืออาการปวดเรื้อรังแบบไม่จําเพาะ (chronic nonspecific pain)

ความเครียด สระว่ายน้ำ และลําไส้แปรปรวน

ไขมันอิ่มตัวกับความสำคัญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้ ตอนที่ 3

แซลลี่บอกว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดของการเป็นโรคลําไส้แปรปรวนมากว่า 27 ปีคือเราไม่รู้เลยว่าจะมีอาการขึ้นมาเมื่อไหร่และจะนานแค่ไหน อาจจะจู่ๆก็เป็นขึ้นมาก่อนสอบสัมภาษณ์ หลังจากตกใจสุดขีด เช่นตอนที่ลูกสาวฉันถูกทําร้าย หรือแค่ตอนที่ฉันรู้สึกกังวลมากๆ อาการที่กําเริบมักเป็นอยู่สองสามสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ฉันไปตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่มะเร็ง จะว่าไปก็เป็นเรื่องตลกที่ฉันโตมาโดยไม่รู้เลยว่าคนปกติถ่ายอุจจาระทุกวัน เพราะอุจจาระของฉันเคยสะสมอยู่ในลําไส้ถึงสามสัปดาห์กว่าจะถ่ายออกมา และใช่ มันทรมานมาก ตั้งแต่เป็นโรคลําไส้แปรปรวน ฉันก็เข้าห้องน้ำวันละห้าถึงหกครั้ง เท่ากับว่าตอนนี้ฉันเข้าห้องน้ำเกือบทุกวัน”

“มีช่วงหนึ่งตอนปี 1989 ฉันติดเชื้อซาลโมเนลลา แต่มันไม่ได้ส่งผลอะไรต่ออาการลําไส้แปรปรวนเลย สิ่งที่กระตุ้นฉันน่าจะเป็นความเครียดตอนฉันอายุสิบเจ็ด พี่สาวฉันถูกข่มขืน แฟนของเธอและพ่อของฉันถูกตีแล้วถูกปล่อยให้ตาย จากไม่กี่สัปดาห์อาการของฉันก็เริ่มขึ้น ฉันลองรักษามาหลายวิธีแล้วแต่ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ฉันยอมรับว่ายังคุมเรื่องอาหารไม่ดีนัก ฉันกินขนมปังขาวเยอะมากและไปแมคโดนัลด์บ่อยกว่าที่ควร และจริงๆแล้วเบอร์เกอร์มักจะกระตุ้นอาการปวดท้องหรือทําให้ท้องไส้ปั่นป่วน ฉันไม่เคยลองกินโพรไบโอติกหรือโยเกิร์ตเลย เพราะแค่คิดก็ชวนสยองแล้ว”

แซลลีน้ำหนักตัวเกิน เธอหนัก 86 กิโลกรัม และไม่สามารถลดได้ เธอโทษความเครียดเรื้อรังและการว่างงานสิบปีว่าเป็นสาเหตุที่ทําให้สุขภาพและการกิน เราตรวจวัดส่วนประกอบของชุมชีพจุลินทรีย์ในลําไส้ของแซลลี แล้วเปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงหนึ่งพันคน แซลลีมีแบคทีเรียสายพันธุ์แบคทีรอยดิทิสน้อยกว่าคนทั่วไป และที่น่าสนใจคือเธอมีแอคติโนแบ็กเตอร์ (Actinobacter) มากกว่าผู้หญิงคนอื่นถึงเจ็ดเท่า ซึ่งโดยปกติแล้วแบคทีเรียชนิดนี้จะพบบนผิวหนังมากกว่า นอกจากนี้ความหลากหลายของแบคทีเรียในลําไส้เธอยังน้อยกว่าคนอื่นมาก

โรคลําไส้แปรปรวนเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเมื่อห้าสิบปีก่อน แต่ปัจจุบันพบได้มากถึง 10 เปอร์เซ็นต์จากประชากรในการสํารวจส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเพราะไม่มีการทดสอบที่เฉพาะเจาะจง อาการที่พบคือการถ่ายผิดปกติ ท้องอืด ปวดท้อง ท้องผูกสลับท้องเสีย และหลายครั้งต้องรีบลุกไปเข้าห้องน้ำหลังอาหาร มีงานวิจัยเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในผู้ป่วยโรคลําไส้แปรปรวนกว่า 20 งาน ผลที่ได้ชี้ให้เห็นความผิดปกติชัดเจนในผู้ป่วย แต่ไม่พบรูปแบบที่บ่งชี้ได้ชัดเจนว่า จุลินทรีย์ชนิดไหนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทุกคนมีระดับความหลากหลายของจุลินทรีย์ลดลง เช่นเดียวกับแซลลี

บางงานวิจัยมีการทดลองใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา แต่ผลที่ได้ไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก มีบางบริษัทที่กําลังพัฒนายาปฏิชีวนะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยการผลิตแคปซูลที่มีคุณสมบัติพิเศษในการนําพายาไปถึงลําไส้เล็กและลําไส้ใหญ่ ส่วนการทดลองใช้โพรไบโอติกในงานวิจัยกว่า 40 งานนั้นพบว่าส่วนใหญ่ได้ผลอยู่บ้างในการรักษาอาการลําไส้แปรปรวนแม้ว่าหลายงานจะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ทําในระยะสั้น และยังไม่น่าเชื่อถือนักก็ตาม

ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคลําไส้แปรปรวนมีภาวะลําไส้รั่ว ทําให้สารเคมีปริมาณเล็กน้อยหรือแม้แต่จุลินทรีย์สามารถหลุดเข้าสู่กระแสเลือด แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์ หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังโรคก่อตัวขึ้นแล้ว

เราทุกคนทราบกันดีว่าอารมณ์และพฤติกรรมการกินมักเป็นไปในทิศทางเดียวกัน งานวิจัยในมนุษย์และสัตว์ฟันแทะหลายงานแสดงให้เห็นว่าความเครียดอาจทําให้น้ำหนักตัวลดลงหรือกินมากเกินไป และทําให้ไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นได้ มีเพียงกลุ่มตัวอย่างเดียวจากหลายการทดลองที่ต้านทานความเครียดรุนแรงและนิ่งเฉยอยู่ภายใต้ภาวะกดดันได้ เจ้าสิ่งมีชีวิตพันธุ์อึดนั้นก็คือหนูปลอดเชื้อที่กลับมาเป็นหนูปกติเมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ลําไส้ เห็นได้ชัดว่าจุลินทรีย์มีความสําคัญในการส่งผ่านความวิตกกังวล

นักวิจัยสามารถตรวจจับความเครียดในสัตว์ฟันแทะและสร้างสถานการณ์เดียวกันให้ลูกหนู พวกเขา แยกลูกหนูออกจากแม่ของมันแล้วบังคับให้มันว่ายน้ำไปตามลู่ ผลปรากฏว่า ไมโครไบโอมของพวกมันถูกขัดขวางและความหลากหลายของจุลินทรีย์ลดลง แต่เมื่อได้รับโพรไบโอติกแล็กโตบาซิลไล ความกังวลและภาวะตึงเครียดของพวกมันก็ลดลงไป ซึ่งหมายความว่าเราควรกินโยเกิร์ตหลังว่ายน้ำแทนที่จะเป็นขนมกรุบกรอบ

งานทดลองที่ดีด้านโพรไบโอติกที่มีต่ออารมณ์มนุษย์ยังมีไม่มากนัก มีงานหนึ่งให้กลุ่มตัวอย่างหญิงดูภาพใบหน้าที่โกรธและใบหน้าที่เป็นมิตร จากนั้นตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงในสมองทั้งก่อนและหลังกินโพรไบโอติกเป็นเวลาสี่สัปดาห์ นักวิจัยไม่พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทางอารมณ์ แต่เห็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่นิ่งขึ้น

งานทดลองอีกงานที่คล้ายกัน ซึ่งศึกษาทั้งผู้ชายและผู้หญิง พบระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ที่ลดลงหลังจากกินโพรไบโอติกเป็นเวลาหนึ่งเดือน งานวิจัยหนึ่งที่ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทโยเกิร์ตพบว่าจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต (ไม่ใช่ในนม) ช่วยเพิ่มการทํางานของศูนย์สั่งการในสมองด้วยการลดความคิดแง่ลบลง ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานว่าไอศกรีมให้ผลแบบเดียวกัน และกลายเป็นจุดขายทางการตลาดของฮาเก้นดาซส์ เอาละ อย่าเพิ่งตื่นเต้นกันไป!

โดยรวมแล้ว คุณประโยชน์ต่อสุขภาพของโพรไบโอติกนับว่าน่าชื่นใจแต่ก็ยังต้องระวัง แน่นอนว่าโพรไบโอติกใช้ได้ผลดีเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแอที่สุดและจุลินทรีย์ถูกขัดขวางหรือยังไม่ได้ก่อตัว เช่นในเด็กทารกหลังจากการติดเชื้อหรือในผู้สูงอายุ สําหรับคนส่วนใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง (ซึ่งต่างจากหนูในห้องทดลอง) ยังไม่พบหลักฐานใดๆจากการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มที่สามารถบ่งชี้ได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งถึงประโยชน์ที่ชัดเจนจากการกินโพรไบโอติกเป็นประจํา แต่นี่เป็นแค่การ เริ่มต้น เราเพิ่งจะทดสอบจุลินทรีย์ชนิดดีไปเพียงหยิบมือเดียว และเรายังไม่รู้ว่าสภาวะที่สมบูรณ์แบบสําหรับจุลินทรีย์ควรจะเป็นอย่างไร

กว่าเจ็ดสิบปีมาแล้วที่จุลินทรีย์สายพันธุ์คลาสสิกไม่กี่กลุ่มถูกเติมลงในโยเกิร์ต และด้วยยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นจึงไม่มีผู้ผลิตรายไหนอยากเปลี่ยนสูตรทําเงินนี้ โยเกิร์ตหลายยี่ห้อที่ทําโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำล้วนประกอบด้วยเนื้อผลไม้เข้มข้นและน้ำตาลหรือสารให้ความหวานซึ่งเป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตและการทํางานของจุลินทรีย์หลายชนิด

เพราะฉะนั้นจง “หลีกเลี่ยง” โยเกิร์ตจําพวกนี้ พยายามกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติและอุดมด้วยจุลินทรีย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีจุลินทรีย์จํานวนนิดหน่อยที่รอดชีวิตไปจนถึงลําไส้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาส จงมองหาโยเกิร์ตแท้ๆที่มีจุลินทรีย์จํานวนมาก นั่นหมายถึงมากกว่า 1 พันล้านซีเอฟยู (CPUs ย่อมาจาก colony-forming units) ซึ่งน่าจะมีระบุไว้ด้วยตัวหนังสือเล็กๆบนฉลาก

ข้อสรุปโดยรวมก็คือไขมันอิ่มตัวไม่ใช่ผู้ร้ายจนต้องหลีกเลี่ยงในทุกกรณี ไขมันอิ่มตัวที่พวกเราหลายคนกินอย่างเช่นชีสและโยเกิร์ตไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างที่เราเคยได้ยินกันมา ทั้งยังน่าจะมีประโยชน์ต่อพวกเราด้วยซ้ำ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นอาหาร “แท้ๆ” และประกอบด้วยจุลินทรีย์มีชีวิต รวมทั้งไม่ผ่านการแปรรูปมากเกินไปหรือเต็มไปด้วยสารเคมีอื่นๆ หรือสารให้ความหวานที่ไม่เป็นที่ต้องการ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet