ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 2

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

พวกเทพอาศัยอยู่ด้วยกันในวังขนาดมหึมาบนยอดเขาโอลิมปัส เป็นเขาสูงเยี่ยมเหนือเมฆในเธสซาลี ทางเข้าเป็นประตูเมฆขนาดใหญ่ มีเทพีแห่งฤดูกาลคอยรักษา เทพีจะเป็นผู้อนุญาตการผ่านออกจากสวรรค์ลงไปยังโลกมนุษย์และรับพวกเขากลับ ภายในวังขนาดมหึมานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเทพต่างๆ แต่ละองค์ต่างมีที่อยู่ของตัวเอง แต่ทุกผู้ที่นั่นเมื่อถูกเรียกหาก็จะไปชุมนุมกันในห้องสภาของซูสเช่นเดียวกับเทวาที่ไม่ได้อยู่ ณโอลิมปัส ไม่ว่าเทพแห่งปรโลก เทพแห่งโลก หรือเทพแห่งทะเล จะมาที่นี่เมื่อมีโองการของซูสเช่นกัน

ผู้สร้างวังแห่งนี้คือพวกไซคลอปส์ ยักษ์ไทแทนตาเดียวที่ซูสปล่อยออกมาจากทาร์ทารัส พวกเขาสร้างห้องส่วนตัวของซูสและเฮราให้ตั้งอยู่ฟากข้างใต้ของโอลิมปัส เป็นที่ๆจะได้มองเมืองกรีกสําคัญๆอย่างเอเธนส์, ธีบส์, สปาร์ตา, โครินธ์, การ์กอส และไมซีนี ส่วนด้านเหนือของวังหันเข้าหาเนินป่าของมาซีโดเนีย เป็นที่ตั้งของห้องเครื่อง, ห้องเลี้ยง, คลังแสง, ห้องประชุม และ ส่วนของคนรับใช้

สภาเทพบนเขาโอลิมปัส

สภาเทพบนเขาโอลิมปัส

ส่วนตรงกลางเป็นห้องสภาสี่เหลี่ยม เพดานเปิด มีห้องส่วนตัวทุกด้าน เป็นห้องของเทพโอลิมเปียนชาย 5 องค์ เทพโอลิมเปียนหญิงอีก 5 องค์ ผ่านห้องครัวและส่วนของคนรับใช้ เป็นตําหนักหลัง เล็กๆของเทพชั้นรอง อีกทั้งคอกม้า โรงราชรถ รังสุนัข และสวนสัตว์ส่วนตัวของเทพโอลิมเปียนที่ บรรดาเทวาทั้งหลายขังสัตว์วิเศษของตนไว้

บัลลังก์ที่ซูสใช้จัดการปกครองโอลิมปัสคือ บัลลังก์หินอ่อนอียิปต์สีดําประดับลวดลายทองคํา มี บันได 7 ขั้นทอดขึ้นบัลลังก์ แต่ละขั้นเป็นสีแต่ละสีของแถบรุ้ง ส่วนสีฟ้าใสที่สุดที่ครอบอยู่ด้านบน หมายถึงท้องฟ้าทั้งหมดที่ซูสครอบครองเพียงองค์เดียว บนที่พักแขนของบัลลังก์มีนกอินทรีทองตา สีทับทิมจับอยู่ ตรงที่นั่งมีผืนหนังแกะสีม่วงปูทับเบาะนั่ง ซูสใช้หนังแกะวิเศษผืนนี้ทําฝนในเวลาเกิด ความแห้งแล้ง

เฮรา ราชินีสวรรค์ นางมีบัลลังก์ของตนทําจากงาช้าง มีบันไดแก้วคริสตัลสามชั้นทอดขึ้นสู่บัลลังก์ หลังบัลลังก์มีลายนกดุเหว่าทองและใบวิลโลว์ตกแต่ง มีจันทร์เต็มดวงแขวนตัวเหนือบัลลังก์นั้น ผ้าหุ้มเบาะรองนั่งของเฮราเป็นหนังโคขาวที่นางใช้ทําฝนเมื่อซูสยุ่งเกินไปหรืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจถูกรบกวน เพื่อทําฝนระงับความแห้งแล้ง

บัลลังก์ของซูสและเฮราหันหน้าเข้าหาที่ประชุมในห้องใกล้กับประตูที่นําไปสู่สนามในสวน ด้านข้างของสภาเป็นบัลลังก์ขนาดรอง 10 องค์ แบ่งเป็นข้างละ 5 เป็นของเทพโอลิมเปียนองค์สําคัญอีก 10 องค์

สภาเทพบนเขาโอลิมปัส

โฮเมอร์กล่าวว่า ไม่มีลมใดฝนใดหรือหิมะใดจะอาจสั่นคลอนสันติสถาพรของโอลิมปัสได้ หลังคาแห่งสวรรค์นั้นไร้เมฆปกคลุม เหยียดตัวยาวไปรอบๆ ทุกด้านมีแสงเรืองขาวของแสงอาทิตย์เรืองรองอยู่บนกําแพงวัง วังนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่ที่บรรดาเทพใช้ร่วมกันกินดื่มแอมโบรเซียและเนคต้าร์ ซึ่งเทพีฮีบี-Hebe เป็นผู้ส่งให้กับมือทุกวัน เนคต้าร์เป็นเครื่องดื่มรสหวานทําจากน้ำผึ้งหมัก ส่วนแอมโบรเซียว่ากันว่ามาจากส่วนผสมน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ น้ำมันมะกอก เนยแข็ง และบาร์เลย์ บางคนเชื่อว่าอาหารองเทพยังมีเห็ดด้วย (เทพเจ้าได้เห็ดมาเป็นอาหารเมื่อคราวที่ซูสขว้างสายฟ้ากระทบพื้นดิน แล้วเห็ดกระเด็นออกมาจากพื้นดิน และเพราะเห็ดนี้จึงทําให้พวกเขาเป็นอมตะ เทพโอลิมเปียนชอบกลิ่นเนื้อและแกะย่าง แต่ไม่ชอบรสชาติของมัน ดังนั้นมนุษย์จึงบูชายัญแกะและวัวให้ แต่หลังจากเซ่นเทพเจ้าแล้วก็ได้กินเนื้อเอง)

ระหว่างกินดื่ม เทพสนทนากันในเรื่องภารกิจของสวรรค์และโลกอย่างมีความสุข เพลิดเพลินกับเสียงพิณไลร์ของอพอลโล เทพแห่งดนตรี มีพวกมิวส์ร้องประสาน ครั้นอาทิตย์ตก เทพทั้งหลายก็จะแยกย้ายกันออกไปยังที่พักของตน

เครื่องแต่งกายและเสื้อผ้าของพวกเทพและเทพีเป็นฝีมือการทอของอธีน่า และคณะเทพีสามสง่า ส่วนสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในรูปของแข็งจะเป็นฝีมือของเฮพเฟสตัส ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนทั้งหลายรวมทั้งสิ่งศิลปะบนโอลิมปัสล้วนเป็นฝีมือของเทพพิการองค์นี้ทั้งสิ้น เฮพเฟสตัสเป็นทั้งสถาปนิก ช่างโลหะผู้ผลิตอาวุธ ผู้สร้างราชรถ สร้างบ้านทองเหลืองให้แก่เทพ ทํารองเท้าทองคําแก่เทพซึ่งอาจไปบนอากาศหรือน้ำ พาเทพเคลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความเร็วเท่ากับลมพัด หรือแม้แต่เร็วเท่าความคิด เขายังทํารองเท้าม้าสวรรค์ด้วยทองเหลืองเพื่อลากราชรถเทพผ่านอากาศหรือไปตามผิวคลื่นทะเล เฮพเฟสตัสยังสามารถประสาทพรให้งานของเขาไม่ว่าโต๊ะหรือเก้าอี้ของเทพ สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไปทั้งนอกและในห้องโถงสวรรค์ได้

แม้ว่าซูสจะกินตําแหน่งเทพสูงสุด แต่ในทางการปกครอง เทวบดีไม่เคยละทิ้งผู้คน ตั้งแต่ผู้ที่จนที่สุดถึงผู้มีอันจะกินมากที่สุด ทั้งนักโทษและผู้ดี ไม่เคยละทิ้งความเป็นครอบครัว ในฐานะหนึ่ง พระองค์จึงเป็นเทพที่รักษามิตรภาพและการแต่งงาน แต่อย่าพึ่งวาดภาพซูสที่แสนจะใจดีเอาไว้ เพราะนั่นยังไม่ใช่ซูสแบบตัวจริงเสียงจริง ในยามโกรธเกรี้ยวและต้องลงทัณฑ์ เทพองค์นี้ใช่เล่น ก็ดูอย่างกรณีโพรมิธิอัสขโมยไฟจากสวรรค์มาให้มนุษย์นั่นสิ พระองค์ไล่ล่าจนได้ตัวแล้วนําโพรมิธิอัสล่ามกับเสาหินยอดเขาคอเคซัส สาปให้เขาอยู่ที่นั่น 30,000 ปี แถมยังส่งนกอินทรีมากินตับโพรมิธิอัสทุกวันอีกต่างหาก

น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ซูสมักจะสูญเสียความน่านับถือไปกับเรื่องผู้หญิงอยู่ตลอดเวลา กระทั่งเมียเพื่อนยังไม่มีเว้น ถ้าท้าวเธอพระองค์ต้องตาแล้วไซร้ย่อมไม่มีความปลอดภัยเหลืออยู่ ซูสจะพยายามทุกทางจนแม้ถ้าศิลปะการล่อลวงของพระองค์ไม่อาจทําให้สําเร็จสมประสงค์แล้ว พระองค์ยอมลดตัวลงไปใช้เล่ห์กลโกงจนถึงขั้นข่มขืนเอาดื้อๆ นับเป็นเทพที่ใช้ผู้หญิงเปลืองอย่างยิ่ง

ผู้หญิงของซูสนั้นมีทั้งอย่างที่เป็นเทพด้วยกันหรือเป็นนางมนุษย์และนางไม้ หลายครั้งความรักของพระองค์สําเร็จสมประสงค์ แต่ก็อีกหลายครั้ง ถ้าผู้หญิงไม่ยอมตกลงปลงใจด้วย พระองค์ก็อาจเล่นบทโหดเพื่อให้ได้ดังใจ พระองค์เคยแปลงเป็นวัวเข้าข่มขืนดีมีเตอร์ เทพีแห่งธัญญาหาร เพราะเธอไม่ยอมอย่างงี้ก็มี กระนั้นแม้การกระทําของซูสจะพราวไปด้วยเหลี่ยมคูมากมายเช่นนี้แล้ว แต่ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันที่ทรงพระแห้วไม่ได้ดังใจ มีคนที่พ้นมือไปได้ซึ่งต้องไวกว่าซูสเล็กน้อย เป็นต้นว่า นางพรายนิมฟ์ที่มีนามว่า แอสทีเรีย เธอแปลงเป็นนกกระทาบินหนีไป หรือเทย์จีดี ลูกสาวของแอตลาสก็เฉียดไปเส้นยาแดง เพราะเทพีอาร์เทมิสมาพบเข้าพอดี จึงช่วยแปลงนางเป็นกวางจนนางวิ่งเร็วกว่าซูส หายไปในราวป่า

เทพซูสมักจะโปรดปรานพวกที่ได้ยากๆอย่างนางพรายป่าหรือไม่ก็เป็นพวกนางมนุษย์ที่ได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ท่านคงจะสนุกสนานที่ได้คิดหาวิธีการต่างๆนานาอย่างแน่นอน ดูอย่างเมื่อไปชอบนางดานาอี ลูกสาวของกษัตริย์อครีซิอัสนั่นสิ ขนาดตัวพ่ออุตส่าห์จับลูกสาวขังไว้ในหอคอยบรอนซ์ ซูสยังอุตส่าห์แปลงร่างเป็นฝนทองชําแรกแทรกตัวตามรอยแตกของหลังคาลงไปได้นางเป็นเมียจนได้ หรืออย่างตอนที่เข้าหานางลีดา มเหสีของกษัตริย์ทินดาริอัส ซึ่งกําลังเปลือยกายอาบน้ำอยู่ในสระ ซูสก็แปลงร่างเป็นหงส์ขาวแสนสวยค่อยๆลอยเข้าหาจนแม่หญิงอดเรียกมากกกอดไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเมื่อมหาเทพทรงแสดงองค์ก็สายเกินไปเสียแล้ว

การก่อคดีนับไม่ถ้วนของซูสนี่ละที่นําพาเอาสารทุกข์มาให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดยเฉพาะกับหญิงสาวพวกนั้น นอกจากต้องสละร่างกายให้ซูสเชยชม หลายนางต้องเจอกับมรสุมชีวิตหนักหนาสาหัสจากเจ้าแม่เฮราเมียแต่ง บางรายถึงขนาดเสียชีวิตไปเลยก็มี เช่นนางเซมิลีที่ตายเพราะหลงกล เฮราดลใจให้ทูลขอเห็นร่างเทพแท้ของสามี ซึ่งซูสเตือนแล้วว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างนางจะทนฉัพพรรณรังสีเทพไม่ได้ คดีสวาทนับครั้งไม่ถ้วนทําให้หน่อเนื้อของซูสออกมายั้วเยี้ย ทั้งพวกเป็นเทพเป็นมนุษย์ และความยุ่งยากที่ลูกเด็กเล็กแดงเหล่านี้ก่อขึ้นก็ทําให้พระองค์ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าติดต่อมาอีกนับศตวรรษ

เฮรา ราชินีตัวจริง

เฮรา ราชินีตัวจริง

เมื่อเอ่ยถึงซูสแล้วไม่เอ่ยถึงราชินีของพระองค์ก็เห็นจะขาดสิ่งสําคัญที่สุดไป รสชาติเผ็ดมันอันสําคัญของตํานานกรีกอยู่ที่สามีภรรยาสวรรค์คู่นี้ล่ะ เพราะเหตุที่ทั้งสองมีชีวิตแต่งงานล้มเหลวมาก ทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลาขนาดที่ว่าวันไหนฟ้าคะนองชาวกรีกก็ต้องว่าซูสกับเฮราทะเลาะกันอีกแล้ว สําคัญที่สุดนอกจากขี้หึง เฮรายังชอบเล่นงานบรรดาเมียและลูกที่ไม่ใช่เทพของซูสทุกคนอีกด้วย

ตามประวัติ เฮรา (Hera) เป็นพระพี่นางของซูสเอง เกิดจากเทพรีอาและเทพโครนัสหรือแซทเทิร์นในภาษาโรมัน แต่นางรีอามอบเฮราให้อยู่ในความดูแลของทีธิส มเหสีของโอซีอานัส ทีธิสนํานางหลบไปตามวังต่างๆของสวามีตามริมขอบสมุทรในระหว่างสงครามเทพ บางตํานานว่ากันไว้ว่าซูสกับพระพี่นางองค์นี้ได้หมั้นหมายกันมานานตั้งแต่ช่วงที่โครนัสยังครองโลก (ต้องเป็นการแอบหมั้นแน่นอน ก็โครนัสไม่รับรู้การมีตัวตนของซูสอยู่ในตอนนั้นนี่นา)

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นสมัยที่ซูสแตกเนื้อหนุ่ม พระองค์ชอบเที่ยวไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากมายโดยไม่คิดจะจริงจังด้วย แล้ววันหนึ่งกรรมก็ตามสนอง ถูกบีบให้เข้าสู่การแต่งงานอย่างแท้จริงเข้าจนได้นั่นคือตอนไปพบกับ เฮรา ราชินีแห่งท้องฟ้า นางเป็นเทพไทแทนที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกับซูส (สมัยนั้นดูเหมือนเรื่องพี่น้องแต่งงานกันเองจะไม่ใช่เรื่องเสียหาย แล้วอีกอย่างวงศ์เทพก็มีอยู่ไม่กี่คน จะไปแต่งกับเทพต่างวงศ์ก็ไม่มี) ซูสหลงรักเธอเข้าขั้น

แต่เฮราซึ่งรู้กิตติศัพท์ความเจ้าชู้เหลือขนาดไม่สนใจเอาเลย เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ซูสจึงแปลงร่างเป็นนกดุเหว่าร่วงลงมาต่อหน้าเฮรา แกล้งทําเป็นโดนความหนาวจนตัวแข็ง เฮราหลงกลพานกแปลงเข้าไปกกในห้องนอนของนาง แต่พอซูสคืนร่างเข้าโอ้โลม เฮราที่รู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมแขนผู้ชายเข้าแล้วกลับไม่ยอมให้มหาเทพล่วงล้ำข้ามเส้นตายจนหัวเด็ดตีนขาด กระทั่งซูสเอ่ยคําสาบานว่าจะแต่งงานด้วยนั่นเอง

คําปฏิญาณสาบานคํานั้นแหละที่กลายเป็นโซ่ตรวนอันหนักอึ้งของซูส คําสาบานในสมัยโบราณซึ่งถือเป็นคําตาย ใครไม่ทําตามก็ตายจริงๆ (แม้แต่เทพซึ่งไม่ตายก็ต้องโดนทัณฑ์ชนิดอื่นที่ตายเสียยังดีกว่านั่นแหละ) ซูสจึงต้องยอมแต่งงานกับเฮรา

ยามแรกรักโบราณว่าน้ำต้มผักก็ว่าหวาน เห็นจะเป็นความจริงสําหรับซูสและเฮรา แต่ถึงขั้นเฮราก็เริ่มแผลงฤทธิ์เล็กๆให้ซูสเห็นบ้าง เล่าว่าครั้งหนึ่งหลังแต่งงานกันแล้ว ทั้งซูสและเฮราเกิดทะเลาะทุ่มเถียงกัน เฮราเลยหนีซูสลงมาจากสวรรค์ คราวนั้นซูสเสียใจมาก เขาลงไปปรึกษากับกษัตริย์ซิเทรอน-Cithaeron ซิเทรอนก็ออกจะสงสาร จึงวางแผนให้ทั้งสองคนดีกัน เขาจัดการปล่อยข่าวลือซุบซิบไปทั่วว่าซูสไปได้ลูกสาวของ อโซโปส-Asopus เทพแห่งแม่น้ำเป็นเมียและกําลังจะทําพิธีแต่งงาน ครั้นแล้วก็จัดหาหุ่นไม้สลักเป็นรูปผู้หญิงแต่งองค์ทรงเครื่องในชุดเจ้าสาวครบครันวางไว้บนรถเข้าขบวนแห่ที่แล่นไปตามถนน เฮราได้ยินข่าวก็รู้สึกลมเพชรหึงขึ้นหน้า รีบออกจากที่ซ่อน รุดมาขวางหน้ารถ กระชากเสื้อคลุมของผู้หญิงปลอมนั้นและพบว่าเธอโดนหลอก ซูสรีบเข้ามากอดเฮราจนได้ตัวเธอกลับสวรรค์ไป (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet