เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้ ตอนที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้โชคดีเช่นครั้งแรก ถ้วยใบนี้หายสาบสูญไปอย่างถาวรจนทุกวันนี้แล้วก็ไม่มีใครทราบว่ามันไปอยู่ที่ใด แม้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกันวางแผนโจรกรรมจะถูกจับกุมได้ก็ตาม โดยหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมที่ถูกจับได้ก็คือ เซอร์จิโอ เพเรรา ไอเรส (Sergio Pereira Ayres) หรือมักรู้จักกันในชื่อ เซอร์จิโอ เพราลตา (Sergio Peralta) มีอาชีพเป็นนายธนาคาร และเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอล Cube Atletico Mineiro เพราะเป็นผู้เริ่มวางแผนการ

โดยชักชวนอดีตตํารวจผู้หนึ่งชื่อ ฟรานซิสโก ริเวรา (Francisco Rivera) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ซิโก บาร์บูโด (Chico Barbudo) กับนักตกแต่งบ้านคนหนึ่งชื่อ โฮเซ ลูอิซ วิเอรา (Jose Luiz Vieira) หรือรู้จักกันในชื่อ ลูอิซ บิโกเด (Luiz Bigode) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่ลงมือบุก เข้าไปในอาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลภายหลังจากที่ยามกะกลางคืนเดินตรวจตราโดยรอบเสร็จสิ้นลงแล้วจึงทําการโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ พร้อมทั้งถ้วยสําคัญใบอื่นๆอีก 2 ใบออกจากอาคารแห่งนั้น โดยมีผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ แอนโตนิโอ เซ็ตตา (Antonio Setta) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ โบรอา (Broa) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นนักไขตู้เซฟ เป็นผู้เปิดสลักกุญแจให้

แต่ต่อมาภายหลังเมื่อถูกจับได้โบรอาก็อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจาก เซอร์จิโอ เพราลตา จริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการดีใจสุดขีดจนหัวใจวายตายในวันที่ทีมบราซิลได้รับชัยชนะในฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1970 ครั้งนั้นด้วย เขาจึงเกิดสํานึกขึ้นไม่ขอร่วมมือในการทําลายศักดิ์ศรีของชาติงานนั้นด้วย และโบรอานี้เองที่น่าจะเป็นคนทําข่าวรั่วจนผู้ร่วมกระบวนการโจรกรรมครั้งนี้ถูกจับตัวได้

ภายหลังจากตํารวจบราซิลได้สืบทราบจนแน่ชัดแล้ว จึงเข้าทําการจับกุม เซอร์จิโอ เพราลตา ชิโก บาร์บูโด และ ลูอิซ บิโกเด ได้ทั้ง 3 คน และจากการถูกเค้นอย่างหนักทั้งสามจึงให้การตรงกันว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยถูกส่งให้ ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ (Juan Carlos Hernandez) ซึ่งเป็นช่างทองไปหลอมละลายเป็นทองคําแท่ง แล้วนํามาแบ่งกัน แต่เมื่อ เฮอร์นันเดซ ถูกจับกุม เขากลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทําการตรวจพิสูจน์หลักฐานเบ้าหลอมทองที่โรงงานของเฮอร์นันเดซก็ไม่พบหลักฐานของเศษทองใดๆที่ตรงกับทองซึ่งมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่อย่างใด

ส่วนคําให้การเรื่องที่ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถูกหลอมเป็นทองคําแท่งก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลนัก เพราะจากการเปิดเผยของทางฟีฟานั้น ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ไม่ได้ทําจากทองคําบริสุทธิ์แต่อย่างใด หรือถ้าหากนํามาหลอมเพื่อแยกเอาเฉพาะเนื้อทองออกมาได้ มันก็ไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไรมากนักเท่ากับปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ถ้วย จูลส์ ริเมต์ จึงจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเสียอีก เมื่อผู้ร่วมในแผนการนี้ทั้งหมดถูกส่งฟ้องศาลรวมไปถึงตัว ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ช่างทองด้วยนั้น ทุกคน ต่างก็ถูกตัดสินจําคุกตามขนาดความผิดของตน แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็หลบหนีออกจากเรือนจําได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1985 แอนโตนิโอ เซ็ตตา นักเปิดเซฟเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ ซิโก บาร์บูโด ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเรื่องกันในบาร์เหล้าในปี ค.ศ. 1989 ลูอิซ บิโกเด ถูกจับกุมได้ในภายหลังและถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจํา แต่ต่อมาก็หลบหนีไปได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1998 โดยที่ไม่มีใครทราบข่าวอีกเลย ส่วน เซอร์จิโอ เพราลตา นั้นหลบหนีออกจากเรือนจํา ได้ในปี ค.ศ. 1998 และลอยนวลอยู่ได้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 2003 สําหรับคนสุดท้ายที่ร่วมอยู่ในขบวนการนี้ซึ่งถูกซัดทอดด้วยคือช่างทอง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้น ตํารวจไม่อาจที่จะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้จึงไม่ได้รับโทษจําคุกอย่างเช่นคนอื่นๆ

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไม่นาน เขาก็เกิดร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไม่มีใครทราบแหล่งที่มาของเงินซึ่งเขานํามาจับจ่ายซื้อหาข้าวของมากมายอย่างเศรษฐีได้ เขาซื้อบ้านสุดหรูหลังหนึ่งในย่านของคนรวยจนน่าสงสัย แต่ที่มาของความร่ำรวยนี้อาจไม่ได้มาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็เป็นได้ ถ้าหากถ้วยใบนั้นไม่ได้ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์อย่างที่มีการเปิดเผยออกมา มันจะมีมูลค่ามากมายได้อย่างไร จึงเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของเขาอาจมาจากทางอื่น เพราะภายหลัง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้นถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1998 ในโทษฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด และต้องโทษจําคุกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 2005 จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา

จนถึงทุกวันนี้เรื่องถ้วย จูลส์ ริเมต์ ที่หายไปก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่ากลุ่มโจรกรรมจะบอกว่ามันได้ถูกหลอมละลายไปแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยเชื่อว่ามันอาจตกอยู่ในการครอบครองของเศรษฐีนักสะสมคนหนึ่งคนใดในโลกนี้ และเก็บความลับนั้นเอาไว้มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet