เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เรื่องของฟุตบอลโลกนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มักเป็นที่สนใจของผู้คน แต่มักไม่มีใครทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนักก็คือเรื่องของถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกที่เรียกว่า “เวิร์ลด คัพ โทรฟี (World Cup Trophy)” ซึ่งจัดสร้างขึ้นโดยฟีฟาเพื่อมอบให้แก่ผู้ชนะเลิศเป็นแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งหมุนเวียนกันครอบครอง ถ้วยที่ใช้มอบกันอยู่ในปัจจุบันนี้นับว่าเป็นถ้วยรางวัลใบที่ 2 ถ้วยใบแรกนั้นมีชื่อเรียกว่า “จูลส์ ริเมต์ โทรฟี (Jules Rimet Trophy)” ซึ่งตั้งขึ้นมาตามชื่อของนาย จูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นประธานฟีฟาคนที่ 3 และเป็นผู้ที่นั่งอยู่ในตําแหน่งนี้ยาวนานที่สุดถึง 33 ปี

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งแรก

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งแรก

นับจากปี ค.ศ. 1921 จนถึง ค.ศ. 1954 ถ้วย จูลส์ ริเมต์ นี้ถูกใช้เป็นถ้วยรางวัลสําหรับผู้ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย จนกระทั่งถึงฟุตบอลโลกครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 และเป็นปีที่ถ้วยใบนี้ถูกโจรกรรมไปเป็นครั้งแรกที่อังกฤษที่ในปีนั้นอังกฤษเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน และได้รับมอบถ้วยใบนี้ไปตั้งแสดงเอาไว้ที่ เวสต์มินสเตอร์ เซ็นทรัล ฮอลล์ (Westminster Central Hall) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1966

แต่ต่อมาในภายหลังก็ได้รับถ้วยคืนมาก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนั้นจะเริ่มต้นขึ้น และอังกฤษก็ได้เป็นผู้ครอบครองถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบนี้ในปีนั้นเมื่อเป็นผู้ครองตําแหน่งชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนั้น กระทั่งในปี ค.ศ. 1970 เมื่อมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อมานับเป็นครั้งที่ 9 โดยมีประเทศเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันครั้งนั้นประเทศบราซิลเป็นผู้ครอง ตําแหน่งชนะเลิศ และถือเป็นการครองตําแหน่งแชมป์ครั้งที่ 3 เป็นทีมแรก (ครั้งแรกบราซิลครองแชมป์ในปี ค.ศ. 1958 และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1962) ซึ่งถือเป็นการทํา แฮตทริก (Hat Trick) ที่ถือเป็นกติกาในการกีฬาสําหรับผู้แข่งขันคนเดียวกันที่สามารถทําแต้มได้ถึง 3 ครั้ง ก็จะต้องได้รับการชื่นชมเป็นพิเศษ

ทางฟีฟาจึงได้มอบถ้วย จูลส์ ริเมต์ เป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศบราซิลเป็นการถาวรเพื่อเป็นเกียรติ และมีการจัดสร้างถ้วยใบใหม่ขึ้นก็คือ ถ้วยฟีฟา โทรฟี ซึ่งเราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง แต่ต่อมาภายหลังถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้งในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งในครั้งหลังนี้ถ้วยใบนี้ได้อันตรธานหายไปโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย ถึงแม้จะสามารถจับตัวกลุ่มผู้โจรกรรมมาได้ก็ตาม แต่ในภายหลังก็ได้มีการจัดสร้างถ้วย จูลส์ ริเมต์ จําลองขึ้นมาใหม่เพื่อมอบให้แก่ประเทศบราซิลเป็นการทดแทนใบเดิมในปี ค.ศ. 1984 โดยทิ้งปริศนาที่ไร้คําตอบว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบจริงนั้นได้หายไปอยู่ที่ใด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครทราบ

การโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1966 ในเวลาเที่ยงวัน 10 นาที เมื่อยามเดินตรวจสถานที่ตั้งแสดงถ้วย จูลส์ ริเมต์ ตามปกติ ก็พบว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาทางประตูด้านหลังของอาคาร และเข้ามาขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไปแล้วโดยไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย มีเพียงท่อนไม้ขัดบานประตูเท่านั้นที่ถูกวางทิ้งเอาไว้บนพื้น

เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตํารวจในทันทีซึ่งทางสกอตแลนด์ยาร์ด (Scotland Yard) หรือสํานักงานใหญ่ตํารวจนครบาลอังกฤษก็รีบเข้ามาควบคุมสถานที่เอาไว้โดยทันทีเช่นกัน และจากการที่ได้สอบถามพยานแวดล้อมในบริเวณนั้นจึงพบพยานบางคนซึ่งเห็นชายท่าทางผิดสังเกตคนหนึ่งอยู่ตรงตู้โทรศัพท์สาธารณะคอยด้อมๆมองๆอะไรสักอย่างก่อนหน้านั้น และเพียงไม่กี่ชั่วโมงข่าวการขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็แพร่สะพัดออกไป สื่อมวลชนต่างๆต่างก็ลงข่าวนี้กันเป็นการใหญ่

ภายในวันนั้นทั่วทั้งโลกจึงทราบถึงการหายไปของถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบนี้แล้ว และนอกจากพยานที่เห็นชายแปลกหน้าผู้นั้นแล้วก็ไม่มีเบาะแสอะไรอีกเลย ทําให้สกอตแลนด์ยาร์ดเริ่มจะมืดแปดด้าน และขณะที่สกอตแลนด์ยาร์ดกําลังคลําทางหาตัวผู้ร้ายอยู่นั้น ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 21 มีนาคม โจ เมียร์ส (Joe Mears) ซึ่งเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเชลซี (Chelsea Football Club) และเป็นประธาน สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association) หรือ เอฟเอ (FA) ด้วยก็ได้รับโทรศัพท์จากใครคนหนึ่งในระหว่างที่เขากําลังนั่งทํางานอยู่ในที่ทําการของสโมสรฟุตบอลเชลซีบอกกับเขาว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะได้รับพัสดุกล่องหนึ่งที่บ้าน

แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็ได้รับพัสดุดังกล่าวจริงๆที่ภายในนั้นบรรจุชิ้นส่วนซึ่งถอดออกมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ชิ้นหนึ่ง พร้อมจดหมายเรียกค่าไถ่ฉบับหนึ่งระบุจํานวนเงินไว้ 15,000 ปอนด์ (ค่าเงินในเวลานั้น) โดยได้บอกไว้ด้วยว่าถ้าหากเตรียมเงินไว้เรียบร้อยแล้วก็ให้ลงประกาศในกรอบโฆษณาย่อยของหนังสือพิมพ์ ธิ อีฟนิ่ง นิวส์ (The Evening News) ซึ่งจะมีการติดต่อให้ส่งเงินและรับถ้วย จูลส์ ริเมต์ กลับคืนอีกครั้ง แต่ถ้าหากมีการแจ้งตํารวจหรือบอกกับพวกนักข่าว ถ้วยจะถูกหลอมทําลายลงในทันที

หลังจากได้รับจดหมายเรียกค่าไถ่แล้ว โจ เมียร์ ก็ติดต่อไปที่สกอตแลนด์ยาร์ดทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ ชาร์ลส บักกี (Charles Buggy) และสายตรวจจึงรีบเดินทางมาพบ โจ เมียร์ เพื่อจะขอดูจดหมายเรียกค่าไถ่ฉบับนั้นพร้อมกับชิ้นส่วนของถ้วย จูลส์ ริเมต์ แล้วนําไปให้หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ยืนยันว่ามันเป็นของจริง ไม่ใช่ใครมาเล่นตลกให้เกิดความปั่นป่วนสนุกเล่นไปวันๆ ซึ่งทางพิสูจน์หลักฐานได้ยืนยันกลับมาว่าเป็นของจริง สกอตแลนด์ยาร์ดจึงเริ่มวางแผนเพื่อจับขโมยในทันที

โดยติดต่อไปที่ธนาคารขอให้ช่วยเหลือจัดเตรียมเงินค่าไถ่ตามที่โจรขอ แต่ให้ใช้กระดาษเปล่าซ่อนเป็นไส้ในโดยใช้ธนบัตรจริงซึ่งทําตําหนิเอาไว้ปิดหัวท้ายเป็นปึกๆบรรจุลงในกระเป๋าเอกสารเพื่อล่อโจร แล้วให้โจ เมียร์ ไปติดต่อลงโฆษณาย่อยนัดหมายโจรว่าเงินจะพร้อมในวันที่ 24 มีนาคม แล้วให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ 2 นายปลอมเป็นผู้ช่วยของ โจ เมียร์ ไปประจําอยู่ที่บ้านของเขา เพื่อรอโจรติดต่อกลับมาอีกครั้ง ซึ่งโจรก็ติดต่อกลับมาในทันทีที่ทราบข้อความที่ลงโฆษณา

ในวันที่โจรติดต่อกลับมานั้น โจ เมียร์ เกิดล้มป่วยจนลุกออกจากเตียงไม่ได้ ภรรยาของเขาจึงเป็นคนรับสายและบอกกับโจรว่าสามีเธอป่วยมากไม่สามารถรับสายได้ ผู้ช่วยของสามีเธอจะเป็นคนรับผิดชอบต่อไปเองแล้วรีบส่งสายไปให้กับเจ้าหน้าที่แม็คฟี (McPhee) ซึ่งปลอมเป็นผู้ช่วยของ โจ เมียร์ เจ้าหน้าที่แม็คฟีจึงได้คุยกับโจร ซึ่งครั้งนี้โจรแนะนําตัวเองว่าชื่อ แจ็คสัน (Jackson) แน่นอนว่านั่นเป็นชื่อปลอม แจ็คสันได้นัดแนะสถานที่กับเจ้าหน้าที่แม็คฟีว่าให้นําเงินไปที่สวนสาธารณะ แบ็ตเตอร์ซี (Battersea Park) และเมื่อเจ้าหน้าที่แม็คฟีไปถึงที่นั่น ชายคนหนึ่งก็เผยตัวออกมา แล้วแนะนําตัวว่าเขาคือแจ็คสัน โดยขอให้เปิดกระเป๋าออกดูเงินในนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่แม็คฟีก็ทําตาม แจ็คสัน เชื่อว่าในกระเป๋าเป็นเงินสดทั้งหมดและไม่ได้ตรวจสอบดูแต่อย่างใด

เมื่อเขาขอให้มอบเงิน เจ้าหน้าที่แม็คฟีก็ปฏิเสธแล้วบอกว่าต้องเห็นถ้วย จูลส์ ริเมต์ เสียก่อน ไม่เช่นนั้นเขาก็จะนําเงินกลับ แจ็คสันจึงตอบว่าถ้วยไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจะพาไปที่ซ่อนด้วยและขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่แม็คฟีออกจากสวนสาธารณะไป โดยมีนักสืบ ชาร์ลส บัคกี และสายตรวจแฝงตัวติดตามทั้งสองไปติดๆ รถของแม็คฟีและแจ็คสันได้มุ่งหน้าไปทางสวนสาธารณะเคนซิงตัน (Kennington Park) แล้วหยุดลงที่ถนนหน้าสวนสาธารณะ ชาร์ลส บัคกี และเจ้าหน้าที่อื่นๆก็หยุดตาม

เมื่อเห็น แจ็คสันลงจากรถแล้วหายเข้าไปในซอกมุมอาคารหลังหนึ่ง นักสืบ ชาร์ลส บัคกี จึงรีบลงจากรถแล้ววิ่งตามแจ็คสันไปอย่างรวดเร็วโดยมีเจ้าหน้าที่สายตรวจนายอื่นๆวิ่งตามไปดักอีกทางหนึ่ง การวิ่งไล่จับคนร้ายใช้เวลาแค่เพียงไม่นานนักแจ็คสันก็จนมุมแล้วนักสืบบัคกีจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่พร้อมแจ้งข้อหาในการจับกุม จากนั้นจึงพาตัวแจ็คสันไปยังสถานีตํารวจเคนซิงตันทันที เพื่อจะเค้นถึงที่ซ่อนถ้วย จูลส์ ริเมต์ จากเขา

เมื่อแจ็คสันถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตํารวจเคนซิงตันนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการตรวจสอบข้อมูลบุคคลของเขาจนพบว่าที่แท้ แจ็คสัน ก็คือ เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ (Edward Betchley) มีประวัติเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย และมีอาชีพเป็นหลักแหล่งคือเซลล์ขายรถมือสอง เขาถูกแจ้งข้อหาลัก ทรัพย์และทําลายข้าวของ แต่ เอ็ดเวิร์ด เบ็ตชลีย์ ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาเป็นเพียงแค่คนกลางที่ถูกว่าจ้างจากชายผู้หนึ่งที่มีฉายาว่า “เธอะ โพล (The Pole)” ซึ่งจ้างเขาในราคา 500 ปอนด์ เพื่อเป็นคนกลางแลกเปลี่ยนเงินค่าไถ่กับถ้วย จูลส์ ริเมต์ เท่านั้น นอกนั้นเขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

แต่ในที่สุดเขาก็ถูกชี้ตัวอย่างถูกต้องจากพยานพียงคนเดียวที่เห็นชายแปลกหน้าในตู้โทรศัพท์วันนั้น แต่ถึงอย่างไร เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ ก็ยังคงยืนกรานว่าเขาไม่ใช่คนขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ อยู่ดี จึงไม่รู้ที่ซ่อนถ้วยใบนั้นแต่อย่างใด และในระหว่างที่กําลังทําการสอบสวนอยู่หลายวันนั้น ในวันที่ 27 มีนาคม ก็มีคนไปพบถ้วย จูลส์ ริเมต์ เข้าโดยบังเอิญ

ผู้พบเห็นชื่อ เดวิด คอร์เบ็ตต์ (David Corbett) ซึ่งไปพบถ้วยใบนี้ห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่ในกล่องพัสดุซ่อนวางอยู่ตรงพงหญ้าริมรั้วบ้านของเขาเอง ขณะที่เขากําลังพาเจ้าพิคเกิลส์ (Pickles) ไปเดินเล่น และเจ้าพิคเกิลส์ วิ่งเข้าไปดมกลิ่นจนพบกล่องพัสดุกล่องนี้เข้า เดวิด คอร์เบ็ตต์ จึงรีบนําถ้วยใบนี้ไปสถานีตํารวจ ทันที ซึ่งตํารวจก็แจ้งไปที่เจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษให้มาพิสูจน์ว่าถ้วยดังกล่าวนี้จะเป็นของจริงหรือไม่และได้รับการยืนยันว่าเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ เดวิด คอร์เบ็ตต์ ก็ต้องถูกตํารวจควบคุมตัวเพื่อสอบปากคําเอาไว้ก่อน เพื่อความแน่ใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนพัวพันในแผนโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ใบนี้ด้วย และคอร์เบ็ตต์ก็สามารถแก้ต่างได้ในทุกข้อสงสัย ตํารวจจึงปล่อยตัวเขากลับไป ซึ่งทางตํารวจได้อายัดถ้วยใบนี้เอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดี จนกระทั่งถึง 18 เมษายน จึงได้ส่งคืนไปที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ และหลังจากข่าวการได้ถ้วย จูลส์ ริเมต์ กลับคืนถูกประกาศออกไปอย่างเป็นทางการ ทั้ง เดวิด คอร์เบ็ตต์ และเจ้าพิคเกิลส์ก็ได้กลายเป็นคนดังไปในทันที หนังสือพิมพ์และรายการทีวีต่างก็มาขอสัมภาษณ์

นอกจากนี้ เดวิด คอร์เบ็ตต์ ยังได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับนักเตะทีมชาติอังกฤษร่วมกับเหล่าคนในวงการฟุตบอลภายหลังที่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งนั้นเสร็จสิ้นอีกด้วย และยังได้รับเงินรางวัลจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นจํานวนเงิน 6,000 ปอนด์เป็นการขอบคุณด้วยเช่นกัน ส่วนเจ้าพิคเกิลส์ก็กลายเป็นสุนัขที่มีนิตยสารต่างๆมาขอถ่ายภาพอย่างไม่ขาดสาย

สําหรับตัว เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ นั้นก็ไม่มีหลักฐานใดสามารถมัดตัวเขาว่าเป็นคนโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้แต่ก็ได้รับโทษฐานกรรโชกทรัพย์และก่อความวุ่นวายโดยได้รับโทษจําคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่หลังออกจากคุกภายหลังครบกําหนดโทษแล้ว เบ็ตช์ลีย์ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1969 โดยไม่มีใครทราบว่า “เธอะ โพล” ที่เขาอ้างเป็นใคร

ถึงแม้จะได้ถ้วย จูลส์ ริเมต์ คืนอย่างน่าอัศจรรย์ในภายหลังจากถูกโจรกรรมโดยที่จับมือใครดมไม่ได้ครั้งนั้นแล้ว ถ้วยใบนี้ก็ยังคงต้องเผชิญกับวิบากกรรมเป็นครั้งที่ 2 หลังจากนั้นอีก 17 ปี เมื่อถ้วย จูลส์ ริเมต์ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศบราซิลไปอย่างถาวรในปี ค.ศ. 1970 ภายหลังจากที่ทีมบราซิลสามารถครองแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนั้น นับเป็นการครองแชมป์ครั้งที่ 3 ทีมแรกของโลก ทางฟีฟาจึงได้มอบถ้วย จูลส์ ริเมต์ ให้แก่ประเทศบราซิลเป็นการถาวรเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ประเทศ โดยได้ถูกนําไปประดับไว้ที่อาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิล (Brazilian Football Confederation)

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้โชคดีเช่นครั้งแรก ถ้วยใบนี้หายสาบสูญไปอย่างถาวรจนทุกวันนี้แล้วก็ไม่มีใครทราบว่ามันไปอยู่ที่ใด แม้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกันวางแผนโจรกรรมจะถูกจับกุมได้ก็ตาม โดยหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมที่ถูกจับได้ก็คือ เซอร์จิโอ เพเรรา ไอเรส (Sergio Pereira Ayres) หรือมักรู้จักกันในชื่อ เซอร์จิโอ เพราลตา (Sergio Peralta) มีอาชีพเป็นนายธนาคาร และเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอล Cube Atletico Mineiro เพราะเป็นผู้เริ่มวางแผนการ

โดยชักชวนอดีตตํารวจผู้หนึ่งชื่อ ฟรานซิสโก ริเวรา (Francisco Rivera) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ซิโก บาร์บูโด (Chico Barbudo) กับนักตกแต่งบ้านคนหนึ่งชื่อ โฮเซ ลูอิซ วิเอรา (Jose Luiz Vieira) หรือรู้จักกันในชื่อ ลูอิซ บิโกเด (Luiz Bigode) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่ลงมือบุก เข้าไปในอาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลภายหลังจากที่ยามกะกลางคืนเดินตรวจตราโดยรอบเสร็จสิ้นลงแล้วจึงทําการโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ พร้อมทั้งถ้วยสําคัญใบอื่นๆอีก 2 ใบออกจากอาคารแห่งนั้น โดยมีผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ แอนโตนิโอ เซ็ตตา (Antonio Setta) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ โบรอา (Broa) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นนักไขตู้เซฟ เป็นผู้เปิดสลักกุญแจให้

แต่ต่อมาภายหลังเมื่อถูกจับได้โบรอาก็อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจาก เซอร์จิโอ เพราลตา จริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการดีใจสุดขีดจนหัวใจวายตายในวันที่ทีมบราซิลได้รับชัยชนะในฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1970 ครั้งนั้นด้วย เขาจึงเกิดสํานึกขึ้นไม่ขอร่วมมือในการทําลายศักดิ์ศรีของชาติงานนั้นด้วย และโบรอานี้เองที่น่าจะเป็นคนทําข่าวรั่วจนผู้ร่วมกระบวนการโจรกรรมครั้งนี้ถูกจับตัวได้

ภายหลังจากตํารวจบราซิลได้สืบทราบจนแน่ชัดแล้ว จึงเข้าทําการจับกุม เซอร์จิโอ เพราลตา ชิโก บาร์บูโด และ ลูอิซ บิโกเด ได้ทั้ง 3 คน และจากการถูกเค้นอย่างหนักทั้งสามจึงให้การตรงกันว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยถูกส่งให้ ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ (Juan Carlos Hernandez) ซึ่งเป็นช่างทองไปหลอมละลายเป็นทองคําแท่ง แล้วนํามาแบ่งกัน แต่เมื่อ เฮอร์นันเดซ ถูกจับกุม เขากลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทําการตรวจพิสูจน์หลักฐานเบ้าหลอมทองที่โรงงานของเฮอร์นันเดซก็ไม่พบหลักฐานของเศษทองใดๆที่ตรงกับทองซึ่งมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่อย่างใด

ส่วนคําให้การเรื่องที่ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถูกหลอมเป็นทองคําแท่งก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลนัก เพราะจากการเปิดเผยของทางฟีฟานั้น ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ไม่ได้ทําจากทองคําบริสุทธิ์แต่อย่างใด หรือถ้าหากนํามาหลอมเพื่อแยกเอาเฉพาะเนื้อทองออกมาได้ มันก็ไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไรมากนักเท่ากับปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ถ้วย จูลส์ ริเมต์ จึงจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเสียอีก เมื่อผู้ร่วมในแผนการนี้ทั้งหมดถูกส่งฟ้องศาลรวมไปถึงตัว ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ช่างทองด้วยนั้น ทุกคน ต่างก็ถูกตัดสินจําคุกตามขนาดความผิดของตน แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็หลบหนีออกจากเรือนจําได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1985 แอนโตนิโอ เซ็ตตา นักเปิดเซฟเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ ซิโก บาร์บูโด ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเรื่องกันในบาร์เหล้าในปี ค.ศ. 1989 ลูอิซ บิโกเด ถูกจับกุมได้ในภายหลังและถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจํา แต่ต่อมาก็หลบหนีไปได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1998 โดยที่ไม่มีใครทราบข่าวอีกเลย ส่วน เซอร์จิโอ เพราลตา นั้นหลบหนีออกจากเรือนจํา ได้ในปี ค.ศ. 1998 และลอยนวลอยู่ได้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 2003 สําหรับคนสุดท้ายที่ร่วมอยู่ในขบวนการนี้ซึ่งถูกซัดทอดด้วยคือช่างทอง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้น ตํารวจไม่อาจที่จะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้จึงไม่ได้รับโทษจําคุกอย่างเช่นคนอื่นๆ

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไม่นาน เขาก็เกิดร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไม่มีใครทราบแหล่งที่มาของเงินซึ่งเขานํามาจับจ่ายซื้อหาข้าวของมากมายอย่างเศรษฐีได้ เขาซื้อบ้านสุดหรูหลังหนึ่งในย่านของคนรวยจนน่าสงสัย แต่ที่มาของความร่ำรวยนี้อาจไม่ได้มาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็เป็นได้ ถ้าหากถ้วยใบนั้นไม่ได้ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์อย่างที่มีการเปิดเผยออกมา มันจะมีมูลค่ามากมายได้อย่างไร จึงเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของเขาอาจมาจากทางอื่น เพราะภายหลัง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้นถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1998 ในโทษฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด และต้องโทษจําคุกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 2005 จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา

จนถึงทุกวันนี้เรื่องถ้วย จูลส์ ริเมต์ ที่หายไปก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่ากลุ่มโจรกรรมจะบอกว่ามันได้ถูกหลอมละลายไปแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยเชื่อว่ามันอาจตกอยู่ในการครอบครองของเศรษฐีนักสะสมคนหนึ่งคนใดในโลกนี้ และเก็บความลับนั้นเอาไว้มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet