เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เรื่องของฟุตบอลโลกนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มักเป็นที่สนใจของผู้คน แต่มักไม่มีใครทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนักก็คือเรื่องของถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกที่เรียกว่า “เวิร์ลด คัพ โทรฟี (World Cup Trophy)” ซึ่งจัดสร้างขึ้นโดยฟีฟาเพื่อมอบให้แก่ผู้ชนะเลิศเป็นแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งหมุนเวียนกันครอบครอง ถ้วยที่ใช้มอบกันอยู่ในปัจจุบันนี้นับว่าเป็นถ้วยรางวัลใบที่ 2 ถ้วยใบแรกนั้นมีชื่อเรียกว่า “จูลส์ ริเมต์ โทรฟี (Jules Rimet Trophy)” ซึ่งตั้งขึ้นมาตามชื่อของนาย จูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นประธานฟีฟาคนที่ 3 และเป็นผู้ที่นั่งอยู่ในตําแหน่งนี้ยาวนานที่สุดถึง 33 ปี

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งแรก

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งแรก

นับจากปี ค.ศ. 1921 จนถึง ค.ศ. 1954 ถ้วย จูลส์ ริเมต์ นี้ถูกใช้เป็นถ้วยรางวัลสําหรับผู้ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย จนกระทั่งถึงฟุตบอลโลกครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 และเป็นปีที่ถ้วยใบนี้ถูกโจรกรรมไปเป็นครั้งแรกที่อังกฤษที่ในปีนั้นอังกฤษเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน และได้รับมอบถ้วยใบนี้ไปตั้งแสดงเอาไว้ที่ เวสต์มินสเตอร์ เซ็นทรัล ฮอลล์ (Westminster Central Hall) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1966

แต่ต่อมาในภายหลังก็ได้รับถ้วยคืนมาก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนั้นจะเริ่มต้นขึ้น และอังกฤษก็ได้เป็นผู้ครอบครองถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบนี้ในปีนั้นเมื่อเป็นผู้ครองตําแหน่งชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนั้น กระทั่งในปี ค.ศ. 1970 เมื่อมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อมานับเป็นครั้งที่ 9 โดยมีประเทศเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันครั้งนั้นประเทศบราซิลเป็นผู้ครอง ตําแหน่งชนะเลิศ และถือเป็นการครองตําแหน่งแชมป์ครั้งที่ 3 เป็นทีมแรก (ครั้งแรกบราซิลครองแชมป์ในปี ค.ศ. 1958 และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1962) ซึ่งถือเป็นการทํา แฮตทริก (Hat Trick) ที่ถือเป็นกติกาในการกีฬาสําหรับผู้แข่งขันคนเดียวกันที่สามารถทําแต้มได้ถึง 3 ครั้ง ก็จะต้องได้รับการชื่นชมเป็นพิเศษ

ทางฟีฟาจึงได้มอบถ้วย จูลส์ ริเมต์ เป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศบราซิลเป็นการถาวรเพื่อเป็นเกียรติ และมีการจัดสร้างถ้วยใบใหม่ขึ้นก็คือ ถ้วยฟีฟา โทรฟี ซึ่งเราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง แต่ต่อมาภายหลังถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้งในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งในครั้งหลังนี้ถ้วยใบนี้ได้อันตรธานหายไปโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย ถึงแม้จะสามารถจับตัวกลุ่มผู้โจรกรรมมาได้ก็ตาม แต่ในภายหลังก็ได้มีการจัดสร้างถ้วย จูลส์ ริเมต์ จําลองขึ้นมาใหม่เพื่อมอบให้แก่ประเทศบราซิลเป็นการทดแทนใบเดิมในปี ค.ศ. 1984 โดยทิ้งปริศนาที่ไร้คําตอบว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบจริงนั้นได้หายไปอยู่ที่ใด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครทราบ

การโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1966 ในเวลาเที่ยงวัน 10 นาที เมื่อยามเดินตรวจสถานที่ตั้งแสดงถ้วย จูลส์ ริเมต์ ตามปกติ ก็พบว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาทางประตูด้านหลังของอาคาร และเข้ามาขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไปแล้วโดยไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย มีเพียงท่อนไม้ขัดบานประตูเท่านั้นที่ถูกวางทิ้งเอาไว้บนพื้น

เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตํารวจในทันทีซึ่งทางสกอตแลนด์ยาร์ด (Scotland Yard) หรือสํานักงานใหญ่ตํารวจนครบาลอังกฤษก็รีบเข้ามาควบคุมสถานที่เอาไว้โดยทันทีเช่นกัน และจากการที่ได้สอบถามพยานแวดล้อมในบริเวณนั้นจึงพบพยานบางคนซึ่งเห็นชายท่าทางผิดสังเกตคนหนึ่งอยู่ตรงตู้โทรศัพท์สาธารณะคอยด้อมๆมองๆอะไรสักอย่างก่อนหน้านั้น และเพียงไม่กี่ชั่วโมงข่าวการขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็แพร่สะพัดออกไป สื่อมวลชนต่างๆต่างก็ลงข่าวนี้กันเป็นการใหญ่

ภายในวันนั้นทั่วทั้งโลกจึงทราบถึงการหายไปของถ้วย จูลส์ ริเมต์ ใบนี้แล้ว และนอกจากพยานที่เห็นชายแปลกหน้าผู้นั้นแล้วก็ไม่มีเบาะแสอะไรอีกเลย ทําให้สกอตแลนด์ยาร์ดเริ่มจะมืดแปดด้าน และขณะที่สกอตแลนด์ยาร์ดกําลังคลําทางหาตัวผู้ร้ายอยู่นั้น ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 21 มีนาคม โจ เมียร์ส (Joe Mears) ซึ่งเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเชลซี (Chelsea Football Club) และเป็นประธาน สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association) หรือ เอฟเอ (FA) ด้วยก็ได้รับโทรศัพท์จากใครคนหนึ่งในระหว่างที่เขากําลังนั่งทํางานอยู่ในที่ทําการของสโมสรฟุตบอลเชลซีบอกกับเขาว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะได้รับพัสดุกล่องหนึ่งที่บ้าน

แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็ได้รับพัสดุดังกล่าวจริงๆที่ภายในนั้นบรรจุชิ้นส่วนซึ่งถอดออกมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ชิ้นหนึ่ง พร้อมจดหมายเรียกค่าไถ่ฉบับหนึ่งระบุจํานวนเงินไว้ 15,000 ปอนด์ (ค่าเงินในเวลานั้น) โดยได้บอกไว้ด้วยว่าถ้าหากเตรียมเงินไว้เรียบร้อยแล้วก็ให้ลงประกาศในกรอบโฆษณาย่อยของหนังสือพิมพ์ ธิ อีฟนิ่ง นิวส์ (The Evening News) ซึ่งจะมีการติดต่อให้ส่งเงินและรับถ้วย จูลส์ ริเมต์ กลับคืนอีกครั้ง แต่ถ้าหากมีการแจ้งตํารวจหรือบอกกับพวกนักข่าว ถ้วยจะถูกหลอมทําลายลงในทันที

หลังจากได้รับจดหมายเรียกค่าไถ่แล้ว โจ เมียร์ ก็ติดต่อไปที่สกอตแลนด์ยาร์ดทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ ชาร์ลส บักกี (Charles Buggy) และสายตรวจจึงรีบเดินทางมาพบ โจ เมียร์ เพื่อจะขอดูจดหมายเรียกค่าไถ่ฉบับนั้นพร้อมกับชิ้นส่วนของถ้วย จูลส์ ริเมต์ แล้วนําไปให้หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ยืนยันว่ามันเป็นของจริง ไม่ใช่ใครมาเล่นตลกให้เกิดความปั่นป่วนสนุกเล่นไปวันๆ ซึ่งทางพิสูจน์หลักฐานได้ยืนยันกลับมาว่าเป็นของจริง สกอตแลนด์ยาร์ดจึงเริ่มวางแผนเพื่อจับขโมยในทันที

โดยติดต่อไปที่ธนาคารขอให้ช่วยเหลือจัดเตรียมเงินค่าไถ่ตามที่โจรขอ แต่ให้ใช้กระดาษเปล่าซ่อนเป็นไส้ในโดยใช้ธนบัตรจริงซึ่งทําตําหนิเอาไว้ปิดหัวท้ายเป็นปึกๆบรรจุลงในกระเป๋าเอกสารเพื่อล่อโจร แล้วให้โจ เมียร์ ไปติดต่อลงโฆษณาย่อยนัดหมายโจรว่าเงินจะพร้อมในวันที่ 24 มีนาคม แล้วให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ 2 นายปลอมเป็นผู้ช่วยของ โจ เมียร์ ไปประจําอยู่ที่บ้านของเขา เพื่อรอโจรติดต่อกลับมาอีกครั้ง ซึ่งโจรก็ติดต่อกลับมาในทันทีที่ทราบข้อความที่ลงโฆษณา

ในวันที่โจรติดต่อกลับมานั้น โจ เมียร์ เกิดล้มป่วยจนลุกออกจากเตียงไม่ได้ ภรรยาของเขาจึงเป็นคนรับสายและบอกกับโจรว่าสามีเธอป่วยมากไม่สามารถรับสายได้ ผู้ช่วยของสามีเธอจะเป็นคนรับผิดชอบต่อไปเองแล้วรีบส่งสายไปให้กับเจ้าหน้าที่แม็คฟี (McPhee) ซึ่งปลอมเป็นผู้ช่วยของ โจ เมียร์ เจ้าหน้าที่แม็คฟีจึงได้คุยกับโจร ซึ่งครั้งนี้โจรแนะนําตัวเองว่าชื่อ แจ็คสัน (Jackson) แน่นอนว่านั่นเป็นชื่อปลอม แจ็คสันได้นัดแนะสถานที่กับเจ้าหน้าที่แม็คฟีว่าให้นําเงินไปที่สวนสาธารณะ แบ็ตเตอร์ซี (Battersea Park) และเมื่อเจ้าหน้าที่แม็คฟีไปถึงที่นั่น ชายคนหนึ่งก็เผยตัวออกมา แล้วแนะนําตัวว่าเขาคือแจ็คสัน โดยขอให้เปิดกระเป๋าออกดูเงินในนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่แม็คฟีก็ทําตาม แจ็คสัน เชื่อว่าในกระเป๋าเป็นเงินสดทั้งหมดและไม่ได้ตรวจสอบดูแต่อย่างใด

เมื่อเขาขอให้มอบเงิน เจ้าหน้าที่แม็คฟีก็ปฏิเสธแล้วบอกว่าต้องเห็นถ้วย จูลส์ ริเมต์ เสียก่อน ไม่เช่นนั้นเขาก็จะนําเงินกลับ แจ็คสันจึงตอบว่าถ้วยไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจะพาไปที่ซ่อนด้วยและขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่แม็คฟีออกจากสวนสาธารณะไป โดยมีนักสืบ ชาร์ลส บัคกี และสายตรวจแฝงตัวติดตามทั้งสองไปติดๆ รถของแม็คฟีและแจ็คสันได้มุ่งหน้าไปทางสวนสาธารณะเคนซิงตัน (Kennington Park) แล้วหยุดลงที่ถนนหน้าสวนสาธารณะ ชาร์ลส บัคกี และเจ้าหน้าที่อื่นๆก็หยุดตาม

เมื่อเห็น แจ็คสันลงจากรถแล้วหายเข้าไปในซอกมุมอาคารหลังหนึ่ง นักสืบ ชาร์ลส บัคกี จึงรีบลงจากรถแล้ววิ่งตามแจ็คสันไปอย่างรวดเร็วโดยมีเจ้าหน้าที่สายตรวจนายอื่นๆวิ่งตามไปดักอีกทางหนึ่ง การวิ่งไล่จับคนร้ายใช้เวลาแค่เพียงไม่นานนักแจ็คสันก็จนมุมแล้วนักสืบบัคกีจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่พร้อมแจ้งข้อหาในการจับกุม จากนั้นจึงพาตัวแจ็คสันไปยังสถานีตํารวจเคนซิงตันทันที เพื่อจะเค้นถึงที่ซ่อนถ้วย จูลส์ ริเมต์ จากเขา

เมื่อแจ็คสันถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตํารวจเคนซิงตันนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการตรวจสอบข้อมูลบุคคลของเขาจนพบว่าที่แท้ แจ็คสัน ก็คือ เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ (Edward Betchley) มีประวัติเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย และมีอาชีพเป็นหลักแหล่งคือเซลล์ขายรถมือสอง เขาถูกแจ้งข้อหาลัก ทรัพย์และทําลายข้าวของ แต่ เอ็ดเวิร์ด เบ็ตชลีย์ ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาเป็นเพียงแค่คนกลางที่ถูกว่าจ้างจากชายผู้หนึ่งที่มีฉายาว่า “เธอะ โพล (The Pole)” ซึ่งจ้างเขาในราคา 500 ปอนด์ เพื่อเป็นคนกลางแลกเปลี่ยนเงินค่าไถ่กับถ้วย จูลส์ ริเมต์ เท่านั้น นอกนั้นเขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

แต่ในที่สุดเขาก็ถูกชี้ตัวอย่างถูกต้องจากพยานพียงคนเดียวที่เห็นชายแปลกหน้าในตู้โทรศัพท์วันนั้น แต่ถึงอย่างไร เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ ก็ยังคงยืนกรานว่าเขาไม่ใช่คนขโมยถ้วย จูลส์ ริเมต์ อยู่ดี จึงไม่รู้ที่ซ่อนถ้วยใบนั้นแต่อย่างใด และในระหว่างที่กําลังทําการสอบสวนอยู่หลายวันนั้น ในวันที่ 27 มีนาคม ก็มีคนไปพบถ้วย จูลส์ ริเมต์ เข้าโดยบังเอิญ

ผู้พบเห็นชื่อ เดวิด คอร์เบ็ตต์ (David Corbett) ซึ่งไปพบถ้วยใบนี้ห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่ในกล่องพัสดุซ่อนวางอยู่ตรงพงหญ้าริมรั้วบ้านของเขาเอง ขณะที่เขากําลังพาเจ้าพิคเกิลส์ (Pickles) ไปเดินเล่น และเจ้าพิคเกิลส์ วิ่งเข้าไปดมกลิ่นจนพบกล่องพัสดุกล่องนี้เข้า เดวิด คอร์เบ็ตต์ จึงรีบนําถ้วยใบนี้ไปสถานีตํารวจ ทันที ซึ่งตํารวจก็แจ้งไปที่เจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษให้มาพิสูจน์ว่าถ้วยดังกล่าวนี้จะเป็นของจริงหรือไม่และได้รับการยืนยันว่าเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ เดวิด คอร์เบ็ตต์ ก็ต้องถูกตํารวจควบคุมตัวเพื่อสอบปากคําเอาไว้ก่อน เพื่อความแน่ใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนพัวพันในแผนโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ใบนี้ด้วย และคอร์เบ็ตต์ก็สามารถแก้ต่างได้ในทุกข้อสงสัย ตํารวจจึงปล่อยตัวเขากลับไป ซึ่งทางตํารวจได้อายัดถ้วยใบนี้เอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดี จนกระทั่งถึง 18 เมษายน จึงได้ส่งคืนไปที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ และหลังจากข่าวการได้ถ้วย จูลส์ ริเมต์ กลับคืนถูกประกาศออกไปอย่างเป็นทางการ ทั้ง เดวิด คอร์เบ็ตต์ และเจ้าพิคเกิลส์ก็ได้กลายเป็นคนดังไปในทันที หนังสือพิมพ์และรายการทีวีต่างก็มาขอสัมภาษณ์

นอกจากนี้ เดวิด คอร์เบ็ตต์ ยังได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับนักเตะทีมชาติอังกฤษร่วมกับเหล่าคนในวงการฟุตบอลภายหลังที่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งนั้นเสร็จสิ้นอีกด้วย และยังได้รับเงินรางวัลจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นจํานวนเงิน 6,000 ปอนด์เป็นการขอบคุณด้วยเช่นกัน ส่วนเจ้าพิคเกิลส์ก็กลายเป็นสุนัขที่มีนิตยสารต่างๆมาขอถ่ายภาพอย่างไม่ขาดสาย

สําหรับตัว เอ็ดเวิร์ด เบ็ตช์ลีย์ นั้นก็ไม่มีหลักฐานใดสามารถมัดตัวเขาว่าเป็นคนโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้แต่ก็ได้รับโทษฐานกรรโชกทรัพย์และก่อความวุ่นวายโดยได้รับโทษจําคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่หลังออกจากคุกภายหลังครบกําหนดโทษแล้ว เบ็ตช์ลีย์ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1969 โดยไม่มีใครทราบว่า “เธอะ โพล” ที่เขาอ้างเป็นใคร

ถึงแม้จะได้ถ้วย จูลส์ ริเมต์ คืนอย่างน่าอัศจรรย์ในภายหลังจากถูกโจรกรรมโดยที่จับมือใครดมไม่ได้ครั้งนั้นแล้ว ถ้วยใบนี้ก็ยังคงต้องเผชิญกับวิบากกรรมเป็นครั้งที่ 2 หลังจากนั้นอีก 17 ปี เมื่อถ้วย จูลส์ ริเมต์ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศบราซิลไปอย่างถาวรในปี ค.ศ. 1970 ภายหลังจากที่ทีมบราซิลสามารถครองแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนั้น นับเป็นการครองแชมป์ครั้งที่ 3 ทีมแรกของโลก ทางฟีฟาจึงได้มอบถ้วย จูลส์ ริเมต์ ให้แก่ประเทศบราซิลเป็นการถาวรเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ประเทศ โดยได้ถูกนําไปประดับไว้ที่อาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิล (Brazilian Football Confederation) (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet