Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

การชกกับ โจ ฟราเซียร์ ครั้งที่ 2 นั้นนับเป็นไฟต์แห่งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เกิดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1974 ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนิวยอร์ก อีกเช่นเคย ศึกครั้งนี้เรียกว่า “ซุปเปอร์ไฟต์ 2 (Super Fight II)” การชกไฟต์นี้อาลีสามารถล้างแค้น โจ ฟราเซียร์ ได้สําเร็จ แม้จะชกกันครบ 12 ยกและไม่สามารถเอาชนะน็อคกันได้ แต่อาลีก็ได้คะแนนจากกรรมการทั้ง 3 คนอย่างเป็นเอกฉันท์

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Super Fight II

ถึงแม้ว่าอาลีจะเอาชนะ โจ ฟราเซียร์ ได้ในไฟต์นี้ก็ตาม แต่เข็มขัดแชมป์โลกก็ยังคงไม่ตกเป็นของเขา เพราะก่อนหน้านี้ โจ ฟราเซียร์ ได้เสียเข็มขัดไปให้กับ จอร์จ โฟร์แมน (George Foreman) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาลีจึงต้องทวงคืนเข็มขัดจาก จอร์จ โฟร์แมน เป็นเป้าหมายต่อไป ศึกนัดต่อมากับ จอร์จ โฟร์แมน จึงได้ถูกจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1974 ในรายการที่เรียกว่า “รัมเบิล อิน เธอะ จังเกิล (Rumble in the Jungle)” โดยชกกันที่เมืองอินชาซา ประเทศซาอีร์

ในเวลานั้นการชกครั้งนี้เป็นไฟต์ที่คนทั่วโลกเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะต้องการเห็นว่าอาลีจะสามารถกลับมาครองเข็มขัดแชมป์โลกซึ่งเคยเป็นของเขาได้สําเร็จหรือไม่ และเขาก็สามารถทําได้สําเร็จตามที่ตั้งใจไว้ เมื่อสามารถน็อค จอร์จ โฟร์แมน ลงไปนอนกับพื้นเวทีได้ในยกที่ 8 และภายหลังจากที่อาลีสามารถกลับมาครองเข็มขัดแชมป์ได้เป็นครั้งที่ 2 นี้ โจ ฟราเซียร์ ก็ต้องการที่จะแก้มืออีก จึงได้มีการจัดให้ทั้งคู่ชกกันอีกเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ไปจัดกันที่เมืองเกซอนซิตี ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1975 โดยใช้ชื่อรายการว่า “ธริลลา อิน มะนิลา (Thrilla in Manila)” แต่โจ ฟราเซียร์ ก็ไม่สามารถช่วงชิงเข็มขัดแชมป์ไปจากอาลีได้แต่อย่างใด

การชกในครั้งนี้เป็นการชกกําหนด 15 ยก ขณะที่สิ้นสุดยกที่ 14 ผู้จัดการของ โจ ฟราเซียร์ เห็นอาการของนักชกตนซึ่งถูกไล่ต้อนจนไม่มีทางสู้จึงขอยุติการชกแม้ โจ ฟราเซียร์ จะไม่ยินยอมก็ตาม แต่ในที่สุดกรรมการบนเวทีได้สั่งให้ยุติการชกลง อาลีจึงชนะด้วยเทคนิคัลน็อคเอาต์ในศึกครั้งนั้น และอาลีก็ยังคงรักษาเข็มขัดแชมป์เอาไว้ได้ โดยยังรักษาได้ต่อไปในการชกกับคู่ชกต่างๆอีกหลาย ไฟต์

จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978 นั่นเองที่เขาต้องเสียเข็มขัดไปให้กับนักชกดาวรุ่งดวงใหม่เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1976 ซึ่งมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น จึงกําลังสดอย่างมากในตอนนั้น คือ ลีออน สปิงค์ส (Leon Spinks) ส่วนอาลีตอนนั้นอยู่ในวัย 36 ปีแล้ว วัยจึงต่างกันถึง 11 ปี เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากจนเกิดมีประเด็นโต้เถียงกันเป็นวงกว้างว่า “เดวิดจะโค่น โกไลแอต” ได้หรือไม่

ศึกครั้งนั้นจัดขึ้นที่โรงแรมฮิลตัน (Hilton Hotel) ในลาสเวกัส และ ลีออน สปิงค์ส ก็สามารถเอาชนะอาลีได้ด้วยคะแนนจากกรรมการ 3 คนอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ แต่หลังจากนั้น 7 เดือน อาลีก็เปิดศึกแก้มือกับ ลีออน สปิงค์ส อีกครั้งในเดือนกันยายน ปีเดียวกันที่ซุปเปอร์โดม (Superdome) ในเมืองนิวออร์ลีน ซึ่งครั้งนี้อาลีเอาชนะได้ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ และสามารถทวงคืนเข็มขัดแชมป์กลับมาได้

ชัยชนะครั้งนี้ทําให้อาลีทําสถิติสามารถชิงเข็มขัดแชมป์กลับคืนได้ถึง 3 ครั้ง แต่ชัยชนะครั้งนั้นก็ถือเป็นชัยชนะครั้งสุดท้ายบนสังเวียนมวยอาชีพของอาลี เพราะในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1979 อาลีก็ช็อควงการด้วยการประกาศแขวนนวมทําให้ตําแหน่งแชมป์โลกว่างลง ทางสมาคมมวยจึงได้จัดชิงเข็มขัดแชมป์ขึ้นใหม่ ซึ่งในที่สุดเข็มขัดก็ตกเป็นของ เคน นอร์ตัน (Ken Norton) และต่อมาก็เป็นของ แลร์รี โฮล์มส์ (Larry Holmes)

ภายหลังจากที่อาลีแขวนนวมไปเป็นเวลา 2 ปี จู่ๆเขาก็ได้ออกมาประกาศว่าจะขอกลับมาท้าชิงเข็มขัดแชมป์คืนจาก แลร์รี โฮล์มส์ การกลับมาชกครั้งใหม่ของอาลีมีขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 ที่ซีซาร์ส พาเลซ (Caesars Palace) การชกครั้งนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ควรที่จะกลับมาชกอีก ทั้งวัยที่สูงขึ้นซึ่งเวลานั้นเขาอยู่ในวัย 38 ปีแล้ว การเคลื่อนไหวของเขาจึงเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วน แลร์รี โฮล์มส์ นั้นมีวัยเพียง 31 ปี จึงถือว่ามีกําลังวังชาสมบูรณ์

อาลีถูกแลร์รีไล่ต้อนอย่างหนักจนไม่อาจตอบโต้ได้เลยตั้งแต่ยกที่ 9 จนถึงยกที่ 11 จนกระทั่งจบยกที่ 11 อาลีก็ไม่สามารถออกมาจากมุมหลังจากพักยกได้ทันกําหนดเวลา กรรมการบนเวทีจึงสั่งยุติ การชกลง การชกไฟต์นี้จึงถือเป็นความพ่ายแพ้เป็นครั้งที่ 3 นับจากเริ่มชกบนสังเวียนมวยอาชีพตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา และภายหลังการชกกับ แลร์รี โฮล์มส แล้วอาลีได้ขึ้นชกเป็นครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1981 กับคู่ชก เทรเวอร์ เบอร์บิค (Trevor Berbick) ที่นัสซอ บาฮามาส

การชกครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจัดขึ้นเพื่อการค้าของโปรโมเตอร์ผู้จัดรายการมากกว่า ตั้งแต่การชกซึ่งกําหนดให้มีแค่ 10 ยกเท่านั้น เพราะในเวลานั้นอาลีแทบไม่มีกําลังวังชาที่นักชกอาชีพควรมีอีกแล้ว และฟอร์มการชกซึ่งเคยถูกเรียกว่า “ลอยล่องดุจผีเสื้อ ต่อยดุจเหล็กในผึ้ง” ก็แทบไม่หลงเหลืออยู่เลยเช่นกัน โดยที่อายุของเขาเวลานั้นก็เข้าสู่วัย 39 ปีแล้ว ส่วน เทรเวอร์ เบอร์บิค นั้นมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น อายุห่างกันถึง 12 ปี นับเป็นคู่ชกที่มีวัยห่างกันมากที่สุดเท่าที่เขาเคยชกด้วย ซึ่งผลก็คืออาลีถูกไล่ต้อน ไล่ถลุงตลอด 10 ยกเหมือนกับตัวตลกเดินวนอยู่กลางเวที การชกในไฟต์นี้

จึงถูกกระแนะกระแหนจากสื่อมวลชนว่า “ละครชีวิตในบาฮามาส (Drama in the Bahamas)” และหลังจากไฟต์อันน่าอับอายครั้งนี้จบสิ้นลงไปแล้ว อาลีก็ประกาศแขวนนวมอย่างถาวรในวันรุ่งขึ้นโดยทันที งานนี้อาจเรียกได้ว่าอาลีต้องตกเป็นเครื่องมือในการทําเงินให้กับพวกโปรโมเตอร์ พร้อมทั้งวงการพนันขันต่อโดยที่เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าผลตอบสนองต่อเขาจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้

ชีวิตหลังแขวนนวมอย่างเป็นทางการ

Presidential Medal of Freedom

หลังจากอาลีแขวนนวมอย่างเป็นทางการแล้วเขาได้รับการยกย่องจากสถาบันต่างๆมากมาย ด้วยผลงานในการชกและสถิติต่างๆซึ่งยังไม่เคยมีนักมวยอาชีพคนใดสามารถทําได้อย่างนี้มาก่อน ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปยังที่ใดหรือประเทศไหนในโลกก็ตาม ทุกหนแห่งก็จะให้การต้อนรับเขาเสมือน เป็นราชาแห่งวงการมวยโดยตลอด แม้แต่สหประชาชาติก็ยังมอบตําแหน่งทูตสันติภาพให้กับเขา

ในปี ค.ศ. 1998 ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี หนังสือ หรือสื่อต่างๆ แม้กระทั่งวิดีโอเกม ต่างก็ผลิตเรื่องราวของเขาออกมากันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าโลกไม่เคยลืมบุคคลคนนี้เลย ถึงแม้เขาจะเลิกชกและเลิกทําผลงานมานานแล้วก็ตาม ไม่เคยมีนักมวยคนใดในประวัติศาสตร์ของวงการมวยโลกที่จะได้รับการต้อนรับอย่างมากมายจากคนทั่วโลกเช่นนี้มาก่อน

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1984 โลกก็ต้องตกตะลึงกับข่าวที่แพทย์ของ มูฮัมหมัด อาลี ออกมาแถลงถึงอาการต่างๆอันเป็นผลจากการคร่ำเคร่งกับการชกบนสังเวียนมวยเป็นเวลานานของเขาว่า อาลีมีอาการเมาหมัดเรื้อรังหรืออาการทางระบบประสาทที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการชกมวยมานานหลายทศวรรษนั่นเอง แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือแพทย์ได้แถลงในเวลาต่อมาว่าอาลียังป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease) หรืออาการสั่นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

สําหรับชีวิตส่วนตัวของ มูฮัมหมัด อาลี นั้นเขาแต่งงานทั้งสิ้น 4 ครั้ง และมีลูกสาว 7 คน กับลูกชายอีก 2 คน ภรรยาคนแรกของ อาลี คือ ซอนจิ รอย (Sonji Roi) แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1964 แต่ 2 ปีหลังจากนั้นทั้งสองก็หย่าจากกันเพราะปัญหาเรื่องศาสนาที่อาลีเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่ ซอนจิไม่ต้องการจะเปลี่ยนจากศาสนาคริสต์ไปเป็นศาสนาอิสลามตามอาลี

ภรรยาคนที่ 2 ชื่อ เบลินดา บอยด์ (Belinda Boyd) แต่งงานกันใน ปี ค.ศ. 1967 ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่เดิมนั้นเบลินดานับถือศาสนาคริสต์เช่นกัน แต่ก็ยินยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามอย่างอาลี และหลังจากที่เปลี่ยนศาสนาแล้ว เบลินดาก็เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นชื่อชาวมุสลิมว่า คาลิลาห์ อาลี (Khalilah Ali) กระทั่งปี ค.ศ. 1974 อาลีก็แอบไปมีสัมพันธ์ลับๆกับนางแบบสาวชื่อ เวโรนิกา พอร์ช (Veronica Porche) จนถึงปี ค.ศ. 1977 อาลีจึงหย่ากับเบลินดา แล้วจึงแต่งงานกับเวโรนิกาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งสองอยู่ร่วมกันจนถึงปี ค.ศ. 1986 ก็หย่าจากกันอีก

อาลีแต่งงานเป็นครั้งที่ 4 ในปีเดียวกันนั้นกับ โยแลนดา ลอนนี (Yolanda Lonnie) หญิงสาวผู้เติบโตมาจากบ้านเกิดเดียวกันกับเขาคือที่หลุยส์วิลล์ อาลีมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งที่เจริญรอยตามเขาชื่อ ไลลา อาลี (Laila Ali) เป็นนักชกหญิงในสังเวียนมวยอาชีพเช่นเดียวกันกับบิดาและแขวนนวมไปในปี ค.ศ. 2007 โดยมีสถิติที่ไม่เลวทีเดียว ไลลา อาลี ขึ้นชกทั้งหมด 24 ไฟต์ ชนะทั้ง 24 ไฟต์ โดยชนะน็อคคู่ต่อสู้ถึง 21 ไฟต์ สมเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นเลยทีเดียว

ในการแข่งขันโอลิมปิกปี ค.ศ. 1996 ซึ่งจัดขึ้นที่แอตแลนตา จอร์เจีย ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพครั้งนั้น คณะกรรมการจัดงานได้ลงมติให้มีการมอบเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญใหม่ให้ มูฮัมหมัด อาลี เพื่อชดเชยเหรียญทองเหรียญเดิมที่เขาเคยได้รับมาจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่อิตาลีในปี ค.ศ. 1960 ครั้งนั้น และโยนทิ้งแม่น้ำไปภายหลังไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติจากบริกรของร้านอาหารคนผิวขาวในครั้งนั้น เพื่อถือเป็นการรักษาเกียรติประวัติคงไว้ให้แก่ มูฮัมหมัด อาลี ไปชั่วนิจนิรันดร

ในช่วงชีวิตหลังจากที่แขวนนวมแล้ว มูฮัมหมัด อาลี อุทิศตัวเพื่องานสาธารณกุศลต่างๆ และต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมากมายจนนับไม่ถ้วน ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2001 อาลี ได้รับมอบเหรียญพลเมืองของประธานาธิบดี (Presidential Citizens Medal) จากประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน (Bill Clinton) ในเวลานั้นในฐานะบุคคลตัวอย่างผู้สร้างคุณความดีที่เป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดอันดับ 2 ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะเป็นผู้มอบให้ และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005 อาลีก็ได้รับมอบเหรียญอีกเหรียญจากประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George Bush) เวลานั้นเป็นผู้มอบคือเหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดอันดับ 1 ที่ได้รับจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ราห์มาน อาลี น้องชายคนเดียวของ มูฮัมหมัด อาลี ได้ออกมาเปิดเผยข่าวที่น่าตกใจว่าอาลีเริ่มพูดไม่ได้มาเป็นเวลานานแล้ว และเริ่มมีอาการป่วยจนอาจจากโลกนี้ไปในเร็ววัน แต่ต่อมา มาร์ยัม อาลี (Maryum All) บุตรสาวอีกคนหนึ่งของอาลีซึ่งมีอาชีพเป็นนักร้องและนักแสดงได้ออกมาโต้ข่าวเกี่ยวกับอาการป่วยของบิดาว่าบิดาของเธอยังคงเป็นปกติดีอยู่ จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014 นั่นเอง มูฮัมหมัด อาลี ก็ถูกส่งตัวเข้ารักษาอาการปอดบวมที่โรงพยาบาล และหลังออกจากโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน อาลีก็ถูกส่งตัวกลับเข้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 อาลีก็ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาด้านทางเดินหายใจ ซึ่งไม่กี่วันต่อมาเขาก็จากไปด้วยอาการช็อคด้วยสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด

ขณะเสียชีวิตอาลีอยู่ในวัย 74 ปีแล้ว เมื่อข่าวการจากไปของเขาถูกเผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆทั่วโลก ทุกๆหนทุกแห่งต่างก็ไว้อาลัยให้แก่เขา สื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกาทุกสํานักต่างขึ้นมาสดุดี เกียรติประวัติของเขาในฐานะ “บุคคลของโลก” พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นที่หลุยส์วิลล์ บ้านเกิดของเขาตามหลักของศาสนาอิสลามในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2016 ท่ามกลางเพื่อนๆทั้งในและนอกวงการที่มากันอย่างคับคั่ง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet