Ali refuses Vietnam การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอาลีที่ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก

Muhammad Ali

ในเรื่องของความคิดเห็นทางการเมืองนั้น มูฮัมหมัด อาลี ก็นับเป็นบุคคลลําดับต้นๆของสังคมอเมริกันเช่นกันที่รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวอย่างเข้มข้น อาลีมักที่จะหัวเสียทุกครั้งเวลาที่เขาอ่านข่าวแล้วพบว่ามีการทําร้ายหรือกลั่นแกล้งคนผิวดํา หรือแม้แต่การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ คนผิวดําโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนๆก็ตาม เขาถึงกับเคยโยนเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้รับมาจากการแข่งขันโอลิมปิกในอิตาลี ปี ค.ศ. 1960 ลงในแม่น้ำโอไฮโอไปอย่างไม่ใยดีเมื่อตอนที่เขากลับไปเยี่ยมบ้านในหลุยส์วิลล์แล้วเอาเหรียญไปอวดคนที่บ้านเกิด 

ต่อต้านการเหยียดสีผิวและสงคราม

แต่แทนที่ผู้คนจะชื่นชมในการที่เขาเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองโดยการนําเหรียญทองโอลิมปิกกลับมา เขากลับพบกับการกีดกันสีผิวที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เมื่ออาลีได้ทดลองเดินเข้าไปในร้านอาหารที่ติดป้ายว่ารับเฉพาะคนขาวเท่านั้นพร้อมกับคล้องเหรียญทองโอลิมปิกเข้าไปด้วย เพื่อที่จะตรวจสอบดูกระแสตอบรับเขาในฐานะวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก แต่กลับพบกับการต้อนรับที่แย่มาก พนักงานเสิร์ฟในร้านก็ยังคงปฏิเสธจะให้บริการแก่เขาและขับไล่เขาออกจากร้านไป อาลีโกรธมากจึงถอดเหรียญทองโอลิมปิกออกจากคอตรงไปที่แม่น้ำแล้วขว้างมันทิ้งลงไป เขาถามคนที่ยืนมองดูเหตุการณ์นี้อย่างเกรี้ยวกราดว่าเขาจะเอาเหรียญไปประดับเกียรติที่ตรงไหนถ้าหากคนที่ทําชื่อเสียงให้กับบ้านเมืองยังถูกลบหลู่เกียรติได้มากมายเช่นนี้

มูฮัมหมัด อาลี แสดงออกถึงการต่อต้านสิ่งที่เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมอย่างรุนแรงอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการต่อต้านสงคราม เขาไม่เห็นด้วยอย่างมากต่อนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯไม่ว่าเป็นชุดไหนๆที่มักชอบเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ และก่อสงครามขึ้นอย่างไม่รู้จัก หยุดจักหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของสงครามเวียดนามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และกําลังได้รับการต่อต้านจากประชาชนชาวอเมริกันในทุกๆภาคส่วน

โดยเริ่มมีการจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นเพื่อรณรงค์ต่อต้านสงครามซึ่งทวีจํานวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน และเกิดการประท้วงลุกลามไปตามที่ต่างๆอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มคนสาวที่จะต้องถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามเวียดนามครั้งนั้นด้วยได้จัดการประท้วงขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการออกมาเดินขบวนต่อต้านจนมีผู้คนเข้ามาร่วมกับหนุ่มสาวนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นกันเป็นจํานวนมากและทางการเริ่มเพ่งเล็ง ซึ่งบ่อยครั้งที่เกิดความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นจลาจลเมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่พยายามจะเข้าสลายการชุมนุมต่อต้านโดยใช้อาวุธ จนมีคนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจํานวนมาก

มูฮัมหมัด อาลี ก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมต่อต้านการส่งทหารไปรบที่เวียดนามด้วย เขาปฏิเสธที่จะเข้าประจําการในกองทัพโดยให้เหตุผลว่าการทําสงครามอย่างไม่ถูกต้องนั้นขัดต่อคําสอนของศาสนาอิสลามที่เขาเชื่อ และเขาไม่มีกงการอะไรที่จะไปวิวาทกับพวกเวียดกงหรือคอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือที่รัฐบาลสหรัฐฯพยายามกําจัด เพราะพวกเวียดกงไม่ได้เป็นศัตรูของเขา ถึงแม้จะเป็นศัตรูของรัฐบาลสหรัฐฯแต่ก็ไม่ใช่ศัตรูของเขา และพวกเวียดกงก็ไม่เคยเรียกคนอเมริกันผิวดําว่า “นิโกร” เหมือนกับที่พวกคนอเมริกันผิวขาวชอบเรียกอย่างจงเกลียดจงชัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนผิวดําเคยไปทําอะไรให้พวกเขาเดือดร้อนนัก

เมื่ออาลีได้รับหมายเรียกตัวเข้าประจําการกองทัพในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1966 เขาจึงปฏิเสธที่จะไปรายงานตัวตามหมายเรียกและไม่ยอมรับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจากการปฏิเสธหมายเกณฑ์ในครั้งนั้นจึงทําให้อาลีถูกดําเนินคดีในข้อหาหนีทหาร และได้รับการพิพากษาให้จําคุกเป็นเวลานาน 5 ปี โดยปรับเป็นเงินอีก 10,000 ดอลลาร์ ไม่เพียงเท่านั้นสภากีฬายังได้รับลูกริบตําแหน่งแชมป์โลกของเขาคืนอีกด้วย อีกทั้งยังมีคําสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตในการชกมวยอาชีพของเขาด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าอาลีได้รับผลตอบโต้จากทุกๆฝ่ายในพฤติกรรมการต่อต้านรัฐของเขาครั้งนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด และยินยอมเดินหน้าเข้าคุกตามคําพิพากษานั้นดีกว่ายอมฝืนตัวทําตามสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง และจะไม่โกรธแค้นฝ่ายใดที่กระทําต่อเขาด้วย เพราะถือว่าต่างคนต่างทําหน้าที่ รัฐก็ทําหน้าที่ของรัฐไป เขาก็ประท้วงในสิ่งที่ไม่ชอบธรรมไป เมื่อบ้านเมืองมีกฎและฝ่ายที่สร้างกฏต้องการให้เขารับโทษ เขาก็ได้แต่ก้มหน้ารับโทษนั้นไป ถือว่าเขาก็ทําหน้าที่ของเขาเช่นกัน นี่คือความคิดของลูกผู้ชายที่ชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ผู้มีฉายาว่า “ผู้ยิ่งใหญ่”

และในช่วงเวลาที่อาลีเดินหน้าเข้าสู่เรือนจํานั้นเอง เขาก็ต้องหายหน้าไปจากวงการมวยอาชีพเป็นเวลานาน 3 ปี โดยที่ตําแหน่งของเขาก็ถูกคนอื่นแย่งไปครอบครองต่อจากนั้น มูฮัมหมัด อาลี พ้นโทษออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 1970 ด้วยการวิ่งเต้นช่วยเหลือขอให้ลดโทษโดยวุฒิสมาชิกแห่งรัฐจอร์เจียผู้หนึ่งก็คือ ลีรอย จอห์นสัน (Leroy Johnson) ซึ่งต้องการเห็นเขากลับมาชกบนสังเวียนอีกครั้ง แล้วยังช่วยเหลือจนสามารถได้ใบอนุญาตในการชกมวยอาชีพกลับคืนมาอีกด้วย

กระทั่งในปีต่อมาจึงได้มีการอุทธรณ์คดีการหนีทหารของอาลีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ศาลอุทธรณ์กลับคําพิพากษาว่าการออกหมายเรียกของทางกองทัพในครั้งนั้นเป็นไปโดยมิชอบ อาลีจึงหลุดพ้นข้อกล่าวหาไปโดยปริยาย และภายหลังจากที่พ้นข้อกล่าวหามาแล้ว นักข่าวก็ได้ถามอาลีว่าต้องการจะฟ้องกลับทางรัฐบาลหรือไม่ อาลีก็ตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่” โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “พวกเขาก็จะได้รับกรรมที่ก่อไปเอง”

หวนคืนสู่สังเวียน

Muhammad Ali vs. Joe Frazier

และการกลับมาของอาลีในครั้งนี้ เขาก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะแฟนๆยังคงตั้งหน้าตั้งตารอดูลีลาการชกที่ไม่เหมือนใครของเขาอย่างใจจดใจจ่อไม่มีวันลืม การชกรายการใหญ่รายการแรกภายหลังจากได้กลับคืนสู่สังเวียนของ มูฮัมหมัด อาลี นั้นเป็นการชกกับ โจ ฟราเซียร์ และสามารถช่วงชิงเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตซึ่ง โจ ฟราเซียร์ ครองอยู่กลับคืนมาได้อีก หลังจากที่ อาลีถูกริบเข็มขัดและต้องเข้าคุกครั้งนั้นตําแหน่งก็ว่างลง จึงได้มีการชกชิงแชมป์กันหลายครั้งจนในที่สุดเข็มขัดแชมป์ก็ตกมาเป็นของฟราเซียร์

การชกไฟต์นี้จึงเป็นการป้องกันเข็มขัดของ โจ ฟราเซียร์ โดยถูกจัดขึ้นในเดือน มีนาคม ค.ศ. 1971 ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนิวยอร์ก ไฟต์ดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่าเป็น “ไฟต์แห่งศตวรรษ (Fight of the Century)” เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่อาลีชกกับ ซันนี ลิสตัน ในครั้งนั้น แต่การชกในไฟต์นี้อาลี กลับเป็นฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้ในการนับคะแนน นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของเขาตั้งแต่ขึ้นชกบนสังเวียน แต่ถึงอาลีจะแพ้ นักวิจารณ์กีฬาต่างๆต่างก็ยังคงให้คะแนนอาลีชนะอยู่ โดยเชื่อว่าที่อาลีแพ้คะแนนนั้นก็เป็นเพราะ 2 สาเหตุนั่นคืออาลียังไม่ฟิตเต็มที่เพราะร้างเวทีมานานกับอีกสาเหตุหนึ่ง คือความสดของตัว โจ ฟราเซียร์ เอง ที่เพิ่งได้เข็มขัดแชมป์โลกมาหมาดๆใน ปี ค.ศ. 1970

และด้วยความปราชัยครั้งแรกของอาลีซึ่งพ่ายแพ้ให้กับ โจ ฟราเซียร์ เช่นนี้ ฟราเซียร์จึงได้กลายเป็นคู่ปรับคนสําคัญที่อาลีต้องจดจําไปเป็นเวลานาน เขาพยายามกลับมาฟิตร่างกายอย่างเต็มที่เพื่อกลับไปทวงเข็มขัดคืนมาอีกครั้งให้ได้ การชกกับ โจ ฟราเซียร์ จึงมีขึ้นทั้งสิ้น 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งถือเป็นไฟต์ประวัติศาสตร์ที่คนทั้งโลกตั้งตารอคอยที่จะได้ดูทั้งสิ้น นอกจากฟิตร่างกายแล้วอาลียังขึ้นชกกับนักชกอื่นๆเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องอีกหลายคนก่อนที่จะกลับไปท้าชิงตําแหน่งกับ โจ ฟราเซียร์ อีกครั้ง

นักชกเด่นๆที่ขึ้นชกกับอาลีตลอดช่วงปี ค.ศ. 1971-1973 ก็มีเช่น จิมมี เอลลิส (Jimmy Ellis) แม็ค ฟอสเตอร์ (Mac Foster) เจอร์รี ควาร์รี (Jerry Quarry) ฟลอยด์ แพ็ตเตอร์สัน (Floyd Patterson) บ็อบ ฟอสเตอร์ (Bob Foster) และ เคน นอร์ตัน (Ken Norton) ซึ่งทั้งหมดนี้อาลีเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ยกเว้นเพียง เคน นอร์ตัน คนเดียวเท่านั้นที่เอาชนะอาลีได้ แต่ภายหลังก็ได้มีการแก้มืออีกครั้ง และอาลีก็กลับมาเป็นฝ่ายเอาชนะ เคน นอร์ตัน ได้สําเร็จ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet