Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

มูฮัมหมัด อาลี ในขณะยังใช้ชื่อ แคสเซียส เคลย์ นั้นเริ่มต้นขึ้นชกในสังเวียนมวยอาชีพครั้งแรกภายหลังที่กลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1960 นั้นเอง โดยเริ่มเดินหน้าท้าชกนักมวยรุ่นพี่คนอื่นๆจนสามารถกําชัยชนะมาได้โดยตลอดในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1963 โดยมีสถิติการขึ้นชกทั้งหมด 19 ไฟต์ และชนะทั้งหมด 19 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้สักครั้งเดียว ซึ่งในจํานวนนี้เป็นการชนะน็อคคู่ต่อสู้ถึง 15 ครั้ง ชัยชนะครั้งสําคัญที่ทําให้ แคสเซียส เคลย์ ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากในการชกมวยอาชีพช่วงแรกๆของเขาก็คือไฟต์ที่เขาขึ้นชกกับ ลามาร์ คลาร์ก (Lamar Clark) นักมวยรุ่นเฮฟวีเวตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

ก่อนการชกกับ แคสเซียส เคลย์ ครั้งนั้น ลามาร์ คลาร์ก เป็นเจ้าของสถิติการชก 45 ไฟต์ ชนะ 43 ครั้ง แพ้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยชนะน็อคถึง 40 ครั้ง เมื่อ ลามาร์ คลาร์ก ขึ้นชกกับ แคสเซียส เคลย์ เป็นครั้งที่ 46 เขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับนักมวยรุ่นน้องอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 โดยถูกน็อคลงในยกที่ 2 และหลังจากการพ่ายแพ้ให้แก่ แคสเซียส เคลย์ ครั้งนั้นเขาถึงกับประกาศแขวนนวมไปเลยทีเดียว

และความภาคภูมิใจครั้งที่ 2 ก็คือการขึ้นชกกับ อาร์ซี มัวร์ (Archie Moore) แชมป์โลกรุ่นไลต์เฮฟวีเวตระดับตํานาน ผู้ที่ขึ้นชกในสังเวียนมวยอาชีพเป็นเวลายาวนานที่สุดคนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 โดยมีประสบการณ์การขึ้นชก 219 ไฟต์ ชนะ 186 ครั้ง แต่ก็ต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่ แคสเซียส เคลย์ ซึ่งภายหลังจากที่ อาร์ชี มัวร์ ประกาศแขวนนวมแล้ว เขาก็ได้กลายมาเป็นเทรนเนอร์ให้กับ แคสเซียส เคลย์ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย

สําหรับการต่อสู้ที่โดดเด่นที่สุดในการชกมวยอาชีพช่วงแรกๆของ แคสเซียส เคลย์ ซึ่งนับเป็นไฟต์ประวัติศาสตร์ก็คือการขึ้นชกกับ ซันนี ลิสตัน ผู้มีสถิติการชก 54 ไฟต์ ชนะ 50 ครั้ง ที่ถูกเรียกว่า “ไฟต์ ออฟ เธอะ เซนจูรี” หรือ “ไฟต์แห่งศตวรรษ” การขึ้นชกกับ ซันนี ลิสตัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1964 แคสเซียส เคลย์ เอาชนะ ซันนี ลิสตัน ด้วยการทําเทคนิคัล น็อคเอาต์ โดยกรรมการยุติการชกในยกที่ 7 เนื่องจากซันนีมีอาการบาดเจ็บ และหลังจากที่กรรมการชูมือให้ แคสเซียส เคลย์ เป็นฝ่ายชนะนั่นเอง เข็มขัดแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตที่ ซันนี ลิสตัน ครองอยู่ก็หลุดมาเป็นของ แคสเซียส เคลย์ ในทันที

และเมื่อ แคสเซียส เคลย์ ได้รับการคาดเข็มขัดแชมป์แล้ว วลีอมตะซึ่งเรามักได้ยินออกจากปากของ มูฮัมหมัด อาลี หรือ แคสเซียส เคลย์ อยู่เป็นประจําคือคําว่า “ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ (I am the Greatest)” ก็หลุดออกจากปากเขาเป็นครั้งแรกกลางเวทีในวันนั้น สําหรับการชกกับ ซันนี ลิสตัน ครั้งที่ 2 นั้นเป็นไฟต์แก้มือ จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1965 ซึ่งครั้งนี้ แคสเซียส เคลย์ สามารถเอาชนะ ซันนี ลิสตัน ด้วยการน็อคเอาต์ จึงถือเป็นการยุติข้อกังขาต่างๆทั้งหมดลงได้โดยสิ้นเชิง

และภายหลังจากที่กระชากเข็มขัดแชมป์โลกมาจาก ซันนี ลิสตัน ได้สําเร็จแล้ว แคสเซียส เคลย์ ก็ต้องชกป้องกันตําแหน่งแชมป์กับ ฟลอยด์ แพ็ตเตอร์สัน (Floyd Patterson) อดีตแชมป์โลกคนก่อนหน้าที่สูญเสียตําแหน่งให้แก่ ซันนี ลิสตัน ไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 การชกป้องกันตําแหน่งในครั้งนั้นถูกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1965 ภายหลังจากที่ชกกับ ซันนี ลิสตัน เพียง 6 เดือน และการชกครั้งนั้นอาลีก็สามารถรักษาตําแหน่งเอาไว้ได้ เมื่อทั้งสองชกกันจนถึงยกที่ 12 กรรมการก็สั่งยุติการชกเนื่องจากเห็นว่า ฟลอยด์ แพ็ตเตอร์สัน ได้รับบาดเจ็บ อาลีจึงชนะโดยเทคนิคัลน็อคเอาต์ในไฟต์นั้น ซึ่งหลังจากนั้นทั้งสองก็ยังคงกลับมาชกกันอีกครั้งในปี ค.ศ. 1972 และก็ยังเป็นอีกครั้งที่ อาลีได้รับชัยชนะ และภายหลังจากการชกครั้งนั้นสิ้นสุดลง ฟลอยด์ แพ็ตเตอร์สัน ก็ประกาศแขวนนวมไปอีกคนหนึ่ง

กำเนิดชื่อ มูฮัมหมัด อาลี

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

แคสเซียส เคลย์ ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ที่เป็นชื่อมุสลิม ในปี ค.ศ. 1964 แต่เขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 ในขณะที่เขาไปชกมวยสมัครเล่นที่ชิคาโก และได้มีโอกาสเข้าไปรับฟังวิถีทางของกลุ่ม “ประชาชาติอิสลาม (Nation of Islam)” ซึ่งเป็นกลุ่มชาวมุสลิมในสหรัฐฯกลุ่มหนึ่งที่ทําการเคลื่อนไหวเพื่อจะเรียกร้องสิทธิทางการเมืองและสังคมให้กับชาวมุสลิมผิวดําในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ชาวมุสลิมผิวดํามีสิทธิมีเสียงบนแผ่นดินอเมริกาได้เท่าเทียมกับคนผิวขาว

กลุ่มประชาชาติอิสลามนี้มีผู้นําคนสําคัญ คือ มัลคัล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) นักเรียกร้องสิทธิของชาวมุสลิมผิวดําผู้มีชื่อเสียง อาลีเข้าร่วมกับกลุ่มประชาชาติอิสลามและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแท้จริงในปี ค.ศ. 1961 ซึ่งเขาก็ยังคงไม่เปิดเผยตัวว่าเป็นชาวมุสลิมต่อสาธารณะแต่อย่างใด กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1964 นั่นเอง เขาจึงประกาศตัวต่อสาธารณะว่าเป็นชาวมุสลิมและเป็นสมาชิกของกลุ่มประชาชาติอิสลามด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตนเองให้เป็นชาวมุสลิมอีกด้วย

การเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามของ มูฮัมหมัด อาลี เช่นนี้ ทําให้เขาต้องมีเรื่องขัดแย้งกับครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะการที่สมาชิกในครอบครัวชาวคริสต์เกิดมีความคิดที่จะเปลี่ยนศาสนาหันไปนับถือศาสนาอิสลามกลางคันไม่ใช่เรื่องปกตินัก และไม่เพียงแต่จะเกิดความขัดแย้งกับครอบครัวของอาลีเท่านั้น แม้แต่ในวงการมวยอาชีพที่อาลีหากินอยู่ก็ยังมีปัญหากับเขาด้วย โดยเริ่มมีบุคคลจํานวนมากต่อต้านเขา และยิ่งเมื่อมีภาพของอาลีที่ไปยืนอยู่เคียงข้าง มัลคัล์ม เอ็กซ์ อย่างสนิทชิดเชื้อลงอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ กระแสต่อต้านเขาก็เริ่มมีมากขึ้น เพราะ มัลคัล์ม เอ็กซ์ ก็คือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสําคัญซึ่งมักแสดงตัวว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลเป็นประจํา

โดยเฉพาะแนวทางการเคลื่อนไหวของเขามักสร้างความไม่พอใจให้แก่พวกฝ่ายอนุรักษ์และพวกขวาจัดทางการเมือง จนทําให้ มัลคัล์ม เอ็กซ์ ถูกหมายหัวจากทางการอยู่ในเวลานั้นด้วย และก็แน่นอนว่าผลพวงนั้นต้องติดมาถึง มูฮัมหมัด อาลี ด้วย เรื่องนี้จึงทําให้ผู้ที่ชื่นชอบในตัวอาลีจํานวน มากช็อคไปตามๆกัน แต่อาลีก็ไม่ได้ใส่ใจกับกระแสต่อต้านนี้ ยิ่งเมื่อเขาได้เข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวีเวตมาครอง และกําลังเป็นที่โด่งดังอย่างมากเช่นนี้ก็ยิ่งทําให้ภาพ “เธอะ เกรทเตสต์” ของเขาฉายฉานอย่างชัดเจนขึ้นจนไม่มีความพะวงกับสิ่งใดๆอีกแล้ว (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet