ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

นอกจากเทคนิคการชกที่อาลีปฏิวัติวิธีการจนไม่เหมือนใครๆแล้ว อาลียังมีความสามารถทางด้านอื่นอีกมากมายด้วย โดยเฉพาะในด้านการสร้างความบันเทิงและความมีอารมณ์ขันของเขา เขาเป็นคนช่างพูดจึงเป็นนักชกที่ไม่ต้องการโฆษกหรือผู้จัดการมาเป็นคนแถลงข่าวให้ อาลีมักที่จะแย่งหน้าที่นี้ไปทําเสียเอง ซึ่งการพูดของเขานั้นขึ้นชื่อว่าค่อนข้างดุเดือดแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน เขามักพูดคุยเพื่อข่มคู่ต่อสู้ด้วยสไตล์ยียวนกวนประสาทแบบของเขาเอง ซึ่งคนที่ได้ฟังต่างก็นึกหมั่นไส้ แต่ก็อดขํากับท่าที่ที่เขาพูดไม่ได้ จนใครๆมักเรียกเข้าว่า “สิงห์ขี้คุย” หรือ “สิงห์จอมโว”

I am the greatest เพลงแร็ปเพลงแรกของโลกโดย มูฮัมหมัด อาลี

I am the greatest เพลงแร็ปเพลงแรกของโลกโดย มูฮัมหมัด อาลี

อาลีมีวิธีพูดที่ไม่เหมือนใครด้วยเช่นกัน เขามักเล่นคําและพยายามที่ใช้ประโยค คําพูดมีสัมผัสแบบบทกวีแต่เป็นบทกวีแบบของเขาเองคือความเป็นอิสระ เหมือนกับการเต้นฟุตเวิร์คที่เขาคิดขึ้นมาเอง และไม่เคยมีในสารบบไหนมาก่อน นอกจากนี้ยังมักติดการพูดเร็วแบบลิ้นรัวคล้ายกับการร้องเพลง แร็ป (Rap) ในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งเขาก็เคยมีผลงานบันทึกเสียงพูดประกอบเสียงเพลงลงบนแผ่นเสียงเมื่อปี ค.ศ. 1964 ด้วยเช่นกัน มีชื่อว่า “ไอ แอม เธอะ เกรทเตสต์ (I Am the Greatest)” เป็นการพูดแบบสรรเสริญตัวเองของอาลี

ผลงานชิ้นนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี (Grammy Award) สาขาการแสดงตลกในปีนั้นด้วยเช่นกัน แผ่นเสียงที่อาลีบันทึกครั้งนั้นได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าควรยกให้เป็นเพลงแร็ป เพลงแรกของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะในช่วงเวลานั้นเพลงแร็ปยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งอีก 10 กว่าปีต่อมานั่นเองจึงมีเพลงแร็ปเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

และด้วยบุคลิกที่สามารถสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้คนเช่นนี้ อาลีจึงมีผลงานด้านการแสดงด้วยเช่นกัน โดยไปเป็นดารารับเชิญให้กับภาพยนตร์เรื่อง “เรกวิเอม ฟอร์ เฮฟวีเวต (Requiem for a Heavyweight)” ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักมวย นําแสดงโดย แอนโธนี ควินน์ (Anthony Quinn) และเรื่อง “ฟรีดอม โรด (Freedom Road)” ภาพยนตร์มินิซีรีส์ หรือ ภาพยนตร์ชุดสั้นฉายทางทีวี เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทาสผิวดําในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้อาลียังเป็นนักมวยคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีรูปขึ้นหน้าปกและมีเรื่องราวของเขาลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ พ็อกเก็ตบุค และสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมถึงสารคดี ชีวประวัติ เรื่องราวและสารคดีต่างๆที่เกี่ยวกับเขาเสนอตามสื่อต่างๆมากที่สุดอีกด้วย

ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

I am the greatest เพลงแร็ปเพลงแรกของโลกโดย มูฮัมหมัด อาลี

มูฮัมหมัด อาลี มีชื่อเดิมคือ แคลเซียส มาเซลลัส เคลย์ (Cassius Marcellus Clay) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 1942 ที่หลุยส์วิลล์ รัฐเคนตัคกี สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรชายคนโตในจํานวนพี่น้อง 2 คน น้องชายของเขาชื่อ รูดอล์ฟ วาเลนติโน เคลย์ (Rudolph Valentino Clay) เป็นนักมวยรุ่นเฮฟวีเวตเช่นกันแต่ไม่ประสบความสําเร็จเท่าพี่ชาย ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ราห์มาน อาลี (Rahman Ali) หลังจากที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเช่นพี่ชาย บิดาเป็นช่างเขียนแผ่นป้ายโฆษณาและเป็นนักดนตรีอีกด้วย ส่วนมารดารับจ้างทํางานบ้านทั่วไป ปู่ทวดของอาลีเป็นทาสที่ถูกพาเข้ามาจากมาดากัสการ์ และการที่อาลีสืบเชื้อสายมาจากทาสนี้เองจึงทําให้เขาต้องการจะเปลี่ยนชื่อเป็น มูฮัมหมัด อาลี เพื่อให้ลืมกําพืดเดิมของเขา

อาลีเริ่มจุดประกายความคิดว่าต้องการที่จะฝึกหัดการชกมวยอย่างแท้จริงตั้งแต่วัยเพียง 12 ปี เมื่อเขาได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ตํารวจนายหนึ่งชื่อว่า โจ อี มาร์ติน (Joe E. Martin) ซึ่งมีอาชีพรองเป็นโค้ชมวยสมัครเล่นอยู่ที่หลุยส์วิลล์นั่นเอง โจ มาร์ติน ได้พบกับอาลีเป็นครั้งแรกในตอนที่เขายังเป็นหนุ่มน้อยวัย 12 ปีชื่อ แคสเซียส เคลย์ วิ่งเข้ามาในสถานีตํารวจด้วยอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพื่อแจ้งความเรื่องจักรยานของเขาถูกโจรขโมยไป

หนุ่มน้อย แคสเซียส เคลย์ บอกกับ โจ มาร์ติน ว่าเขาอยากจะเจอเจ้าหัวขโมยตัวต่อตัว แล้วเขาจะคว่ำเจ้าหัวขโมยคนนั้นด้วยหมัดของเขาให้ดูโดยไม่ได้รู้สึกเลยว่าตนมีวัยเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น ถ้าเจ้าหัวขโมยแก่กว่าเขาสัก 5 ปี เขาจะสู้มันได้อย่างไร แต่ โจ มาร์ติน ก็ต้องยอมรับในความใจกล้าบ้าบินของหนุ่มน้อยคนนี้จึงเริ่มสนใจเขา โจเริ่มเห็นแววของอาลีตั้งแต่ตอนนั้นว่าหน่วยก้านเข็มขัดของเขาในเวลานั้นก็ดูไม่เหมือนกับเด็กธรรมดา และเป็นเด็กมีความมุ่งมั่นอยู่ในแววตาอย่างแท้จริง จึงนึกชื่นชมอาลีว่าแววตาแบบนี้คือแววตาของนักสู้ที่แท้จริง

โจ มาร์ติน บอกกับอาลีว่าถ้าโตขึ้นกว่านี้สัก 2-3 ปีแล้วก็ให้มาหาเขา เขาจะเป็นคนฝึกมวยให้จะได้มีฝีมือพอจะไปชกกับเจ้าหัวขโมยนั้นได้ แต่อาลีไม่ยอมรอให้โตอย่างที่ โจ มาร์ติน ว่า เขาพยายามเทียวไปเทียวอยู่มาตามโรงยิมต่างๆเพื่อที่จะดูพวกนักมวยฝึกซ้อม แล้วนํามาฝึกฝนเอาเองที่บ้าน จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลือกจะเข้าไปสมัครเป็นนักมวยฝึกหัดในค่ายมวยของ เฟรด สโตนเนอร์ (Fred Stoner) ทั้งที่ยังวัยละอ่อนอยู่ เมื่อ เฟรด สโตนเนอร์ เห็นหน่วยก้านของอาลีแล้วจึงได้ ยอมรับเขาเข้าค่าย เฟรด สโตนเนอร์ จึงนับว่าเป็นโค้ชคนแรกของอาลีในเส้นทางสายกําปั้นนั่นเอง

จากการฝึกซ้อมของโค้ชสโตนเนอร์ อาลีได้รับรางวัล “นวมทอง” หรือ โกลเด้น โกลฟส์ (Golden Gloves) จากการชกในไฟลต์ต่างๆที่จัดขึ้นในรัฐเคนตัคกีมาครองถึง 6 รางวัล และรางวัลนวมทองในการชกระดับประเทศอีก 2 รางวัล ซึ่งก็ยังสามารถจะคว้าเข็มขัดแชมป์ของสหพันธ์กีฬา สมัครเล่น (Amateur Athletic Union) หรือ เอเอยู (AAU) มาครองอีก 2 รางวัลด้วยโดยไม่เคยมีใครที่สามารถจะทําได้เช่นนี้มาก่อน

พอถึงปี ค.ศ. 1960 เวลานั้น อาลี มีอายุได้ 19 ปีแล้ว เขาได้เป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกาเพื่อเดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งจัดขึ้นในปีนั้น โดยเป็นนักมวยสมัครเล่นในรุ่นไลต์ เฮฟวีเวต และสามารถคว้าเหรียญทองกลับมาเป็นผลสําเร็จอีกด้วย โดยการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนั้น โค้ชที่ทําการฝึกซ้อมให้กับเขาก็คือ โจ มาร์ติน ผู้ที่จุดประกายการเป็นนักสู้บนสังเวียนให้กับเขานั่นเอง ซึ่งในช่วงระหว่างที่อาลีขึ้นสังเวียนมวยสมัครเล่นในช่วงนั้น เขาสามารถทําสถิติได้รับชัยชนะในการแข่งขันถึง 100 ครั้ง และพ่ายแพ้เพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet