Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

หลังจากที่พ้นข้อกล่าวหามาแล้ว แจ็คกี้ก็ถูกย้ายไปประจําค่ายทหารในรัฐเคนตัคกี และด้วยความสามารถทางกีฬาในขั้นสูงของแจ็คกี้นั่นเองจึงทําให้เขาได้รับภารกิจเป็นครูฝึกกีฬาให้แก่เหล่าทหาร ซึ่งต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้เล่นของทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส (Kansas City Monarchs) ทีมเบสบอลมีชื่อเสียงในลีกของคนผิวดําคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้จึงบอกให้เขาเขียนจดหมายแนะนําตัวเพื่อขอสมัครเข้าร่วมทีม กระทั่งหลังจากปลดประจําการแล้วแจ็คกี้ก็ยังไม่ได้รับคําตอบจากทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส แต่อย่างใด เขาจึงออกหางานทําโดยไปเป็นโค้ชให้กับทีมบาสเกตบอลระดับมัธยมอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อได้รับคําตอบจาก แคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ยอมรับเขาร่วมทีมแล้ว แจ็คกี้จึงเข้าร่วมกับทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945

เผชิญหน้ากับความเกลียดชัง

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

ด้วยความสามารถระดับสูงในกีฬาทุกอย่างไม่ว่าเขาจะจับกีฬาประเภทใดก็ตาม แจ็คกี้ก็สามารถสร้างสถิติของตัวเองที่ดีขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วความสามารถอันโดดเด่นของ แจ็คกี โรบินสัน ซึ่งนําชัยชนะมาให้ทีม แคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ในรายการต่างๆมาอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลระหว่างปี ค.ศ. 1945-1946

ในที่สุดก็ไปสะดุดตา บรานช์ ริคกีย์ (Branch Rickey) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส (Brooklyn Dodgers) ทีมเบสบอลชั้นนําในลีกของคนผิวขาวเวลานั้น บรานช์ ริคกีย์ จึงต้องการที่จะได้ตัวแจ็คกี้มาร่วมทีมด้วย แต่การนํา แจ็คกี โรบินสัน ซึ่งเป็นคนผิวดํามาร่วมทีมดอดเจอร์ส ที่เป็นลีกคนผิวขาวถือเป็นการละเมิดกฎของวงการเบสบอลอย่างมาก บรานช์ ริคกีย์ ก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี เพราะถ้าหากเขาฝืนให้แจ็คกี้ลงเล่นให้กับทีมดอดเจอร์สในลีกของคนผิวขาวเมื่อใด ก็เสี่ยงต่อการเกิดจลาจลในสนามอย่างแน่นอน

เขาจึงตัดสินใจให้แจ็คกี้เข้าไปอยู่ในทีมมอนทรีออล รอยัลส์ (Montreal Royals) ที่เมืองมอนทรีออล รัฐควีเบค ประเทศแคนาดา ที่ถือเป็นทีมลูกหม้อของบรูคลิน ดอดเจอร์ส ทีมหนึ่งก่อนเพื่อเป็นการชิมลาง ในช่วงแรกๆที่แจ็คกี้เข้ามาร่วมทีมนั้น เขาถูกต่อต้านอย่างหนักจากทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่นในทีมคนอื่นๆ และยิ่งตอนที่ลงเล่นในสนามด้วยแล้ว เขาถูกผู้ชมโห่ไล่และขว้างปาสิ่งของลงมาในสนามจนแทบไม่มีกําลังใจที่จะเล่นเลย แต่ก็กัดฟันทนและสามารถพิสูจน์ถึงฝีมือที่สวรรค์มอบให้จนเพื่อนร่วมทีมและคนดูค่อยๆเริ่มยอมรับเขา และตลอดฤดูกาลซึ่งแจ็คกี้เข้าร่วมทีมในปี ค.ศ. 1946 ฤดูกาลนั้น ทีมมอนทรีออล รอยัลส์ ก็ได้รับชัยชนะมาโดยตลอด และสามารถคว้าแชมป์ของฤดูกาลนั้นมาได้โดยมีสถิติที่งดงามอีกด้วย จนชื่อของ แจ็คกี้ โรบินสัน เริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นทั้งในหมู่คนผิวดําและคนผิวขาว

เมื่อชื่อเสียงของแจ็คกี้เริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้วในปี ค.ศ. 1947 บรานช์ ริคกีย์ จึงตัดสินใจย้ายตัว แจ็คกี้ โรบินสัน เข้ามาเป็นสมาชิกของทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส ในปีนั้น แต่การเข้ามาเล่นในลีกใหญ่นี้ไม่เหมือนกับลีกเล็กที่เขาเล่นให้กับ มอนทรีออล รอยัลส์ แจ็คกี้ โรบินสัน ต้องเผชิญกับการต่อต้านที่หนักหน่วงกว่าหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ทุกครั้งที่เขาเดินลงสนามเขาต้องทนฟังเสียงโห่ขับไล่จากผู้ชมทั่วทั้งสนามจนสนามแทบถล่ม แล้วยังถูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามแสดงท่าทีเหยียดหยามเขาอีก หรือแม้กระทั่งการแสดงออกถึงความรังเกียจเขาจากเพื่อนร่วมทีมอย่างชัดเจนก็ตาม

ในการแข่งขันกับทีมฟิลาเดลเฟีย ฟิลลีส์ (Philadelphia Phillies) ครั้งหนึ่ง ผู้เล่นของฝ่ายตรงข้ามถึงกับถ่มน้ำลายใส่หน้าแล้วเรียกเขาว่า “นิกเกอร์ (Nigger)” ที่เป็นคําสบถเชิงดูถูกเช่นเดียวกับคําว่า “นิโกร” และพอแจ็คกี้เดินออกมาตรงกลางสนาม ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดก็ประท้วงโดยการเดินกลับเข้าคอกไปไม่ยอมออกมาเล่นถ้าหากแจ็คกี้ไม่เดินออกจากสนาม และทุกครั้งที่เขาลงสนามก็ต้องพบกับเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้จนเขาแทบจะถอดใจ แต่ บรานช์ ริคกีย์ ก็พยายามพูดปลอบใจและคอยกระตุ้นให้อดทนเพื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปให้ได้ แล้วให้นําพรสวรรค์ของเขาทั้งหมดออกมาแสดงให้โลกได้เห็นด้วยการเอาชนะคู่ต่อสู้ลงให้ได้ แล้วคนเหล่านั้นก็จะหันมายอมรับและสรรเสริญเขาเอง เพราะ “ชัยชนะนั้นศักดิ์สิทธิ์เสมอ”

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

ซึ่งก็มีอยู่ครั้งที่ทําให้แจ็คกี้ซาบซึ้งในกําลังใจที่ได้จนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก็คือตอนที่เขากําลัง ถือไม้เบสบอลกําลังจะตีลูกอยู่นั้น เขาก็ถูกคนดูทั่วทั้งสนามโห่ไล่อีกเช่นเคย และคู่ต่อสู้ก็ทําหน้าแสยะยิ้มมุมปากในเชิงดูถูกใส่เขา แต่กัปตันทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส คือ พี วี รีส (Pee Wee Reese) ได้เดินเข้ามาโอบกอดเขาและตบหลังเขาเบาๆในเชิงให้กําลังใจต่อหน้าผู้ชมที่เนืองแน่นทั้งสนาม แล้ว พี วี รีส ก็หันไปตะโกนใส่หน้ากลุ่มผู้สื่อข่าวที่กําลังระดมกดชัตเตอร์กันอยู่นั้นว่า

เราสามารถเกลียดอะไรๆได้หลายอย่าง แต่เหตุผลของความเกลียดชังจะต้องไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาผิวสีอะไรอย่างเด็ดขาด”

ภาพและคําพูดของ พี วี รีส ในวันนั้นได้กลายเป็นภาพและประโยคประวัติศาสตร์ที่ได้รับการถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศ คําพูดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้กําลังใจแก่ แจ็คกี้ โรบินสัน จนเขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับขวากหนามแห่งความเกลียดชังต่อไปได้จนบรรลุถึงความสําเร็จนับจากวันนั้นเท่านั้น แต่ยังให้กําลังใจคนผิวดําทุกคนที่ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดหรือทําอาชีพอะไรอยู่ก็ตามให้ต่อสู้ต่อไปอีกด้วย

นับตั้งแต่ แจ็คกี้ โรบินสัน เข้ามาเล่นให้กับทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส แล้ว เขาได้กลายเป็นดาราทําแต้มให้กับทีมอย่างไม่หยุดหย่อนจนสามารถสร้างสถิติใหม่ๆขึ้นมาได้เรื่อยๆ ความสามารถในการเล่นกีฬาเบสบอลของเขานั้นหาตัวจับได้ยากจริงๆ แจ็คกี้ได้สร้างสถิติเอาไว้อย่างมากมายเพียงปีแรกที่เข้าร่วมกับบรูคลิน ดอดเจอร์ส นั้น เขาก็สร้างสถิติต่างๆอย่างชนิดยากที่จะมีใครทําได้เช่นเขา ทําให้

ทะยานสู่ความรุ่งโรจน์ในอาชีพเบสบอล

Rookie of the Year

ในปี ค.ศ. 1947 แจ็คกี้จึงได้รับการโหวตให้เป็นนักเล่นหน้าใหม่แห่งปี (Rookie of the Year) และยังคงได้รับรางวัลเดียวกันอีกในปีต่อมาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีรางวัลต่างๆอีกมากมายที่ได้รับจากวงการกีฬาติดตามมาเรื่อยๆอย่างไม่ขาดสายจนชื่อเสียงของเขาขจรขจายออกไปทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาหรือแม้ประเทศอื่นๆก็ตาม สิ่งนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า แจ็คกี้ โรบินสัน ใช้พรสวรรค์ของเขาสร้างปรากฏการณ์ให้โลกยอมรับได้สําเร็จแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นคนผิวดําที่เคยถูกกีดกันโอกาสจากสังคมจนแทบจะไม่มีช่องทางก้าวขึ้นมาสู่จุดที่เขายืนอยู่ได้เลย

ซึ่งความภาคภูมิใจอย่างที่สุดของ แจ็คกี้ โรบินสัน นั้นอยู่ตรงนี้ ตรงที่เขาสามารถจะทลายกําแพงที่กีดขวางโอกาสในการที่คนผิวดําอย่างเขาจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนักเล่นเบสบอลในลีกใหญ่ระดับประเทศที่ไม่ใช่ลีกของคนผิวขาวหรือของคนผิวดําโดยเฉพาะ แต่เป็นลีกที่ไม่มีการแบ่งแยกสีผิวกันอีกต่อไป และเล่นต่อหน้าผู้ชมทั้งผิวขาวผิวดําที่ตั้งตาชมการแข่งขันไม่ว่าจะอยู่ที่ริมขอบสนามหรือนั่งฟังการถ่ายทอดอยู่ที่บ้าน หรือที่ไหนๆก็ตามพร้อมกัน ในการแข่งขันนัดเดียวกันที่ผู้เล่นทั้งผิวดําและผิวขาวสามารถเล่นเกมกีฬาเดียวกันลงแข่งขันในนัดเดียวกัน เล่นในสนามเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมีการแบ่งแยกสีผิวกันอีกต่อไปนั่นเอง

วามภาคภูมิใจลําดับต่อมาก็คือการที่เขาสามารถจะเป็นตัวแทนให้กับคนผิวดําที่ต้องการแสดงออก และกล้าที่จะแสดงสิ่งนั้นออกมาโดยใช้ความสามารถที่โดดเด่นทางด้านใดก็ได้ เพื่อสร้างชัยชนะของตัวเองขึ้น แล้วใช้มันเป็นโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ์ที่จะให้พวกเขาแสดงออกถึงความคิดเห็นโดยที่สังคมยอมฟังต่อไปได้ ก็เช่นเดียวกับที่เขาได้จดจําสิ่งที่ บรานซ์ ริคกีย์ ผู้จัดการทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส คอยกระตุ้นเขาตลอดมาว่า “ชัยชนะนั้นศักดิ์สิทธิ์เสมอ” ซึ่งสิ่งนี้คือความจริงอย่างที่สุด ผู้ที่มีชัยเท่านั้น จึงสามารถพูดอะไรหรือต้องการอะไร ต้องการให้คนฟังหรือตอบสนองสิ่งที่ต้องการได้

และด้วยชัยชนะของ แจ็คกี้ โรบินสัน เช่นกัน จึงทําให้คนผิวดําเริ่มมีเสียงดังขึ้น และมีคนฟังในสิ่งที่พวกเขาต้องการมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นกําลังใจสําคัญให้กับคนผิวดํากล้าจะออกมาแสดงความคิดเห็นหรือต่อต้านความอยุติธรรมต่างๆที่พวกเขาได้รับจากสังคมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แจ็คกี้ โรบินสัน เลิกอาชีพนักเบสบอลในปี ค.ศ. 1957 ในวัย 38 ปี ก่อนหน้าเขาจะเลิกนั้น เขาได้ขึ้นทําเนียบเป็นนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของวงการกีฬาสหรัฐอเมริกาแล้ว แจ็คกี้นั้นอยู่กับทีมบรูคลิน ดอดเจอร์ส มาโดยตลอดเป็นเวลานานถึง 19 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1956 ค่าตัวของเขาก็ถีบสูงขึ้น และมีการเจรจาขอซื้อตัว แจ็คกี้ โรบินสัน จากทีมนิวยอร์ก ไจแอนต์ส (New York Giants) ด้วยราคา 35,000 ดอลลาร์ หากเทียบเป็นค่าเงินในปัจจุบันคือ 315,043 ดอลลาร์ เป็นราคาที่สูงลิ่วเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดีการซื้อขายครั้งนั้นก็ไม่บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากแจ็คกี้ประกาศเกษียณตัวเองจากอาชีพนักกีฬาในปีต่อมาเสียก่อนโดยรับข้อเสนอไปนั่งเป็นผู้บริหารของบริษัทแฟรนไชส์ร้านกาแฟชื่อดังชื่อ ช็อค ฟูลล์ โอ”นัตส์ (Chock full o’Nuts) แทน และการเข้าเป็นผู้บริหารให้กับ ช็อค ฟูลล์ โอ”นัตส์ ของเขาก็ยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกด้วยเช่นกัน เนื่องจากเขาก็เป็นคนผิวดําคนแรกเช่นกันที่ขึ้นนั่งในตําแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ยังไม่เคยมีประวัติเช่นนี้มาก่อนเลย

สําหรับสาเหตุที่แท้จริงในการตัดสินใจเกษียณตัวเองจากอาชีพนักกีฬาเบสบอลซึ่งกําลังรุ่งในครั้งนั้นไม่มีใครทราบ จนกระทั่งหลายปีต่อมาในคําให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในภายหลัง แจ็คกี้ได้เปิดเผยว่าเขาเริ่มป่วยเป็นโรคเบาหวาน พักหลังๆเขาต้องฉีดอินซูลินก่อนการแข่งขันมากขึ้นเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ในสนามได้

อุทิศตัวเพื่องานด้านสังคม

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

นอกจากการเข้าไปเป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว แจ็คกี้ โรบินสัน ยังอุทิศตัวให้กับการทํางานด้านสังคมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือแก่คนผิวดําที่ยากไร้ แจ็คกี้ก่อตั้ง บริษัทก่อสร้าง แจ็คกี โรบินสัน (Jackie Robinson Construction Company) ขึ้นเพื่อสร้างบ้านให้กับคนผิวดําผู้มีรายได้น้อยให้สามารถมีโอกาสมีบ้านพักอาศัยอย่างเป็นสัดเป็นส่วนได้ และยังเข้าไปเป็นผู้บริหารธนาคารฟรีดอม เนชั่นแนล (Freedom National Bank) ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อเปิดโอกาสให้คนผิวดําสามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำนําเงินไปทําธุรกิจได้อีกด้วย

นอกจากนี้แจ็คกี้ยังทํางานสาธารณกุศลและเข้าร่วมกับองค์กรช่วยเหลือเพื่อคนผิวดําต่างๆอีก มากมาย และเป็นหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงจํานวนมากซึ่งเข้าร่วมเดินขบวนเพื่องานและเสรีภาพที่ วอชิงตัน (March on Washington for Jobs and Freedom) ซึ่งจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1963 ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยมีหัวขบวนคือ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แจ็คกียังเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านสงครามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสงครามเวียดนามซึ่งกําลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เขาเกลียดชังสงครามมาก

บุตรชายคนโตของ แจ็คกี้ คือ แจ็คกี้ โรบินสัน จูเนียร์ (Jackie Robinson Jr.) ก็เป็นหนึ่งในจํานวนทหารที่ถูกเกณฑ์ไปรบในเวียดนาม และได้รับบาดเจ็บกลับมาในปี ค.ศ. 1965 นับแต่กลับจากเวียดนาม บุตรชายของเขาต้องตกอยู่ในสภาพประสาทหลอนจากสงครามจนต้องหันเข้าหายาเสพติดทําให้อนาคตดับมอด และสุดท้ายก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี ค.ศ. 1971 แต่ใครๆก็เชื่อว่าเขาจงใจฆ่าตัวตาย

ภายหลังจากที่บุตรชายเสียชีวิตลงเพียงไม่กี่เดือน แจ็คกี้ โรบินสัน ก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1972 รวมอายุได้ 53 ปี และภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เรเชล แอนเนตตา ไอซัม (Rachel Annetta Isum) คู่ชีวิตของเขาจึงได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อคนผิวดําขึ้นในปี ค.ศ. 1973 ชื่อว่า มูลนิธิ แจ็คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson Foundation) เพื่อรณรงค์หาทุนช่วยเหลือการต่อสู้ให้กับคนผิวดําและเพื่อมอบสวัสดิการสังคมให้แก่คนผิวดําต่อไป

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet