ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง

ดาวพฤหัสบดี จูปิเตอร์-Jupiter โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 5 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 778.3 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 142,984 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 11.9 ปี ใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 9.50 ชั่วโมง มวลของดาวพฤหัสฯ คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้ ตอนที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้โชคดีเช่นครั้งแรก ถ้วยใบนี้หายสาบสูญไปอย่างถาวรจนทุกวันนี้แล้วก็ไม่มีใครทราบว่ามันไปอยู่ที่ใด แม้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกันวางแผนโจรกรรมจะถูกจับกุมได้ก็ตาม โดยหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมที่ถูกจับได้ก็คือ เซอร์จิโอ เพเรรา ไอเรส (Sergio Pereira Ayres) หรือมักรู้จักกันในชื่อ เซอร์จิโอ เพราลตา (Sergio Peralta) มีอาชีพเป็นนายธนาคาร และเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอล Cube Atletico Mineiro เพราะเป็นผู้เริ่มวางแผนการ

โดยชักชวนอดีตตํารวจผู้หนึ่งชื่อ ฟรานซิสโก ริเวรา (Francisco Rivera) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ซิโก บาร์บูโด (Chico Barbudo) กับนักตกแต่งบ้านคนหนึ่งชื่อ โฮเซ ลูอิซ วิเอรา (Jose Luiz Vieira) หรือรู้จักกันในชื่อ ลูอิซ บิโกเด (Luiz Bigode) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่ลงมือบุก เข้าไปในอาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลภายหลังจากที่ยามกะกลางคืนเดินตรวจตราโดยรอบเสร็จสิ้นลงแล้วจึงทําการโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ พร้อมทั้งถ้วยสําคัญใบอื่นๆอีก 2 ใบออกจากอาคารแห่งนั้น โดยมีผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ แอนโตนิโอ เซ็ตตา (Antonio Setta) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ โบรอา (Broa) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นนักไขตู้เซฟ เป็นผู้เปิดสลักกุญแจให้

แต่ต่อมาภายหลังเมื่อถูกจับได้โบรอาก็อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจาก เซอร์จิโอ เพราลตา จริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการดีใจสุดขีดจนหัวใจวายตายในวันที่ทีมบราซิลได้รับชัยชนะในฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1970 ครั้งนั้นด้วย เขาจึงเกิดสํานึกขึ้นไม่ขอร่วมมือในการทําลายศักดิ์ศรีของชาติงานนั้นด้วย และโบรอานี้เองที่น่าจะเป็นคนทําข่าวรั่วจนผู้ร่วมกระบวนการโจรกรรมครั้งนี้ถูกจับตัวได้

ภายหลังจากตํารวจบราซิลได้สืบทราบจนแน่ชัดแล้ว จึงเข้าทําการจับกุม เซอร์จิโอ เพราลตา ชิโก บาร์บูโด และ ลูอิซ บิโกเด ได้ทั้ง 3 คน และจากการถูกเค้นอย่างหนักทั้งสามจึงให้การตรงกันว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยถูกส่งให้ ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ (Juan Carlos Hernandez) ซึ่งเป็นช่างทองไปหลอมละลายเป็นทองคําแท่ง แล้วนํามาแบ่งกัน แต่เมื่อ เฮอร์นันเดซ ถูกจับกุม เขากลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทําการตรวจพิสูจน์หลักฐานเบ้าหลอมทองที่โรงงานของเฮอร์นันเดซก็ไม่พบหลักฐานของเศษทองใดๆที่ตรงกับทองซึ่งมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่อย่างใด

ส่วนคําให้การเรื่องที่ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถูกหลอมเป็นทองคําแท่งก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลนัก เพราะจากการเปิดเผยของทางฟีฟานั้น ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ไม่ได้ทําจากทองคําบริสุทธิ์แต่อย่างใด หรือถ้าหากนํามาหลอมเพื่อแยกเอาเฉพาะเนื้อทองออกมาได้ มันก็ไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไรมากนักเท่ากับปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ถ้วย จูลส์ ริเมต์ จึงจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเสียอีก เมื่อผู้ร่วมในแผนการนี้ทั้งหมดถูกส่งฟ้องศาลรวมไปถึงตัว ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ช่างทองด้วยนั้น ทุกคน ต่างก็ถูกตัดสินจําคุกตามขนาดความผิดของตน แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็หลบหนีออกจากเรือนจําได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1985 แอนโตนิโอ เซ็ตตา นักเปิดเซฟเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ ซิโก บาร์บูโด ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเรื่องกันในบาร์เหล้าในปี ค.ศ. 1989 ลูอิซ บิโกเด ถูกจับกุมได้ในภายหลังและถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจํา แต่ต่อมาก็หลบหนีไปได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1998 โดยที่ไม่มีใครทราบข่าวอีกเลย ส่วน เซอร์จิโอ เพราลตา นั้นหลบหนีออกจากเรือนจํา ได้ในปี ค.ศ. 1998 และลอยนวลอยู่ได้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 2003 สําหรับคนสุดท้ายที่ร่วมอยู่ในขบวนการนี้ซึ่งถูกซัดทอดด้วยคือช่างทอง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้น ตํารวจไม่อาจที่จะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้จึงไม่ได้รับโทษจําคุกอย่างเช่นคนอื่นๆ

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไม่นาน เขาก็เกิดร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไม่มีใครทราบแหล่งที่มาของเงินซึ่งเขานํามาจับจ่ายซื้อหาข้าวของมากมายอย่างเศรษฐีได้ เขาซื้อบ้านสุดหรูหลังหนึ่งในย่านของคนรวยจนน่าสงสัย แต่ที่มาของความร่ำรวยนี้อาจไม่ได้มาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็เป็นได้ ถ้าหากถ้วยใบนั้นไม่ได้ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์อย่างที่มีการเปิดเผยออกมา มันจะมีมูลค่ามากมายได้อย่างไร จึงเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของเขาอาจมาจากทางอื่น เพราะภายหลัง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้นถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1998 ในโทษฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด และต้องโทษจําคุกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 2005 จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา

จนถึงทุกวันนี้เรื่องถ้วย จูลส์ ริเมต์ ที่หายไปก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่ากลุ่มโจรกรรมจะบอกว่ามันได้ถูกหลอมละลายไปแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยเชื่อว่ามันอาจตกอยู่ในการครอบครองของเศรษฐีนักสะสมคนหนึ่งคนใดในโลกนี้ และเก็บความลับนั้นเอาไว้มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เรื่องของฟุตบอลโลกนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มักเป็นที่สนใจของผู้คน แต่มักไม่มีใครทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนักก็คือเรื่องของถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกที่เรียกว่า “เวิร์ลด คัพ โทรฟี (World Cup Trophy)” ซึ่งจัดสร้างขึ้นโดยฟีฟาเพื่อมอบให้แก่ผู้ชนะเลิศเป็นแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งหมุนเวียนกันครอบครอง ถ้วยที่ใช้มอบกันอยู่ในปัจจุบันนี้นับว่าเป็นถ้วยรางวัลใบที่ 2 ถ้วยใบแรกนั้นมีชื่อเรียกว่า “จูลส์ ริเมต์ โทรฟี (Jules Rimet Trophy)” ซึ่งตั้งขึ้นมาตามชื่อของนาย จูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นประธานฟีฟาคนที่ 3 และเป็นผู้ที่นั่งอยู่ในตําแหน่งนี้ยาวนานที่สุดถึง 33 ปี Continue reading เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

หากจะกล่าวถึงกีฬาชนิดใดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากคนทั้งโลกเหนือกว่ากีฬาชนิดอื่นๆก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฟุตบอล” ที่คนทั่วโลกต่างก็รู้จักกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างดี และมีการเล่นกีฬาชนิดนี้กันในทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทวีปหรือบนเกาะก็ตาม โดยน่าจะกล่าวได้ว่าคงไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่ไม่รู้จักกับกีฬาฟุตบอล และก็น่าจะมีน้อยประเทศเต็มที่ที่ไม่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลขึ้นภายในประเทศ หรือไม่มีสมาคมฟุตบอลเกิดขึ้นที่ในประเทศนั้นๆเลย Continue reading ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

การชกกับ โจ ฟราเซียร์ ครั้งที่ 2 นั้นนับเป็นไฟต์แห่งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เกิดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1974 ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนิวยอร์ก อีกเช่นเคย ศึกครั้งนี้เรียกว่า “ซุปเปอร์ไฟต์ 2 (Super Fight II)” การชกไฟต์นี้อาลีสามารถล้างแค้น โจ ฟราเซียร์ ได้สําเร็จ แม้จะชกกันครบ 12 ยกและไม่สามารถเอาชนะน็อคกันได้ แต่อาลีก็ได้คะแนนจากกรรมการทั้ง 3 คนอย่างเป็นเอกฉันท์ Continue reading Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Ali refuses Vietnam การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอาลีที่ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก

Muhammad Ali

ในเรื่องของความคิดเห็นทางการเมืองนั้น มูฮัมหมัด อาลี ก็นับเป็นบุคคลลําดับต้นๆของสังคมอเมริกันเช่นกันที่รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวอย่างเข้มข้น อาลีมักที่จะหัวเสียทุกครั้งเวลาที่เขาอ่านข่าวแล้วพบว่ามีการทําร้ายหรือกลั่นแกล้งคนผิวดํา หรือแม้แต่การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ คนผิวดําโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนๆก็ตาม เขาถึงกับเคยโยนเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้รับมาจากการแข่งขันโอลิมปิกในอิตาลี ปี ค.ศ. 1960 ลงในแม่น้ำโอไฮโอไปอย่างไม่ใยดีเมื่อตอนที่เขากลับไปเยี่ยมบ้านในหลุยส์วิลล์แล้วเอาเหรียญไปอวดคนที่บ้านเกิด  Continue reading Ali refuses Vietnam การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอาลีที่ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

มูฮัมหมัด อาลี ในขณะยังใช้ชื่อ แคสเซียส เคลย์ นั้นเริ่มต้นขึ้นชกในสังเวียนมวยอาชีพครั้งแรกภายหลังที่กลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1960 นั้นเอง โดยเริ่มเดินหน้าท้าชกนักมวยรุ่นพี่คนอื่นๆจนสามารถกําชัยชนะมาได้โดยตลอดในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1963 โดยมีสถิติการขึ้นชกทั้งหมด 19 ไฟต์ และชนะทั้งหมด 19 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้สักครั้งเดียว ซึ่งในจํานวนนี้เป็นการชนะน็อคคู่ต่อสู้ถึง 15 ครั้ง ชัยชนะครั้งสําคัญที่ทําให้ แคสเซียส เคลย์ ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากในการชกมวยอาชีพช่วงแรกๆของเขาก็คือไฟต์ที่เขาขึ้นชกกับ ลามาร์ คลาร์ก (Lamar Clark) นักมวยรุ่นเฮฟวีเวตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 Continue reading Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

นอกจากเทคนิคการชกที่อาลีปฏิวัติวิธีการจนไม่เหมือนใครๆแล้ว อาลียังมีความสามารถทางด้านอื่นอีกมากมายด้วย โดยเฉพาะในด้านการสร้างความบันเทิงและความมีอารมณ์ขันของเขา เขาเป็นคนช่างพูดจึงเป็นนักชกที่ไม่ต้องการโฆษกหรือผู้จัดการมาเป็นคนแถลงข่าวให้ อาลีมักที่จะแย่งหน้าที่นี้ไปทําเสียเอง ซึ่งการพูดของเขานั้นขึ้นชื่อว่าค่อนข้างดุเดือดแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน เขามักพูดคุยเพื่อข่มคู่ต่อสู้ด้วยสไตล์ยียวนกวนประสาทแบบของเขาเอง ซึ่งคนที่ได้ฟังต่างก็นึกหมั่นไส้ แต่ก็อดขํากับท่าที่ที่เขาพูดไม่ได้ จนใครๆมักเรียกเข้าว่า “สิงห์ขี้คุย” หรือ “สิงห์จอมโว” Continue reading ก่อนจะกลายมาเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกในตำนาน

มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกรุ่นเฮฟวีเวตผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกรุ่นเฮฟวีเวตผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการหมัดมวยหรือไม่ใช่ก็ตาม น้อยคนนักจะไม่รู้จักชื่อของ มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกัน อย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 เป็นต้นมา แต่ก่อนหน้านั้นใครๆมักรู้จักเขาในชื่อ แคสเซียส เคลย์ (Cassius Clay) นักมวยผู้มีฉายา “เธอะ เกรทเตสต์ (The Greatest)” หรือ “ผู้ยิ่งใหญ่” และมีลีลาการชกที่พลิ้วไหวไม่เหมือนใครจนได้รับการเปรียบเทียบว่า “ลอยล่องดุจผีเสื้อ ต่อยดุจเหล็กในฝั่ง (Float like a Butterfly, Sting like a Bee)” และเป็นผู้ที่ทําให้คนทั้งโลกหันมาสนใจมวยสากลแม้จะไม่เคยสนใจมาก่อนเลยก็ตาม ซึ่งก็ยังทําให้เด็กๆทั่วโลกจํานวนมากต้องการฝึกฝนมวยตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เพราะพวกเขามีความฝันอยากที่จะเป็นนักมวยผู้ยิ่งใหญ่อย่างเช่น มูฮัมหมัด อาลี บ้าง Continue reading มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) นักชกรุ่นเฮฟวีเวตผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

หลังจากที่พ้นข้อกล่าวหามาแล้ว แจ็คกี้ก็ถูกย้ายไปประจําค่ายทหารในรัฐเคนตัคกี และด้วยความสามารถทางกีฬาในขั้นสูงของแจ็คกี้นั่นเองจึงทําให้เขาได้รับภารกิจเป็นครูฝึกกีฬาให้แก่เหล่าทหาร ซึ่งต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้เล่นของทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส (Kansas City Monarchs) ทีมเบสบอลมีชื่อเสียงในลีกของคนผิวดําคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้จึงบอกให้เขาเขียนจดหมายแนะนําตัวเพื่อขอสมัครเข้าร่วมทีม กระทั่งหลังจากปลดประจําการแล้วแจ็คกี้ก็ยังไม่ได้รับคําตอบจากทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส แต่อย่างใด เขาจึงออกหางานทําโดยไปเป็นโค้ชให้กับทีมบาสเกตบอลระดับมัธยมอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อได้รับคําตอบจาก แคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ยอมรับเขาร่วมทีมแล้ว แจ็คกี้จึงเข้าร่วมกับทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 Continue reading Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2