Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 1

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว

กว่าที่การต่อสู้ของคนผิวดําจะประสบความสําเร็จ และมีการยกเลิกกฎหมายจํากัดสิทธิ์ของคนผิวดําลงไปโดยสิ้นเชิงนั้น การต่อสู้ของคนผิวดําต้องผ่านเหตุการณ์และการเคลื่อนไหวต่างๆมานับไม่ถ้วน ในประวัติศาสตร์ อาจมีการจารึกชื่อของนักต่อสู้ที่มีความโดดเด่นเช่น มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) ผู้ซึ่งเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่ชาวมุสลิมผิวดําในสหรัฐฯ โรซา พาร์คส (Rosa Parks) ผู้ซึ่งจุดประกายการต่อสู้ด้วยการไม่ยอมรับกฎหมายจํากัดสิทธิคนผิวดําในการใช้บริการสาธารณะ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูนียร์ (Martin Luther King Jr.) ผู้ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นเดินประท้วงและต่อต้านกฎหมายจํากัดสิทธิ์คนผิวดําไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว

โดยยังมีบุคคลแรกๆในยุคต้นจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 อีกผู้หนึ่งซึ่งใช้ความสามารถในด้านกีฬาของตนเองเป็นใบเบิกทางไปสู่สิทธิทางสังคมของเขาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และใช้ชื่อเสียงของเขาในการต่อสู้เพื่อให้คนผิวดําได้มีที่ยืนในสังคมอเมริกันทัดเทียมกับคนผิวขาว บุคคลผู้นี้คือ แจ็คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) นักเบสบอลอาชีพคนผิวดําคนแรกที่สามารถเข้าไปเล่นในลีกของคนผิวขาว และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางโดยทั่วไป ซึ่งโดยปกติแล้วแม้ว่ากีฬาเบสบอลที่ถือเป็นกีฬาประจําชาติอีกประเภทหนึ่งของคนอเมริกันจะเป็นที่นิยมเล่นกันทั่วประเทศทั้งในหมู่คนผิวขาวและคนผิวดําก็ตาม แต่ก็ยังมีการแบ่งแยกสายไม่ให้มีการเข้าไปเล่นปะปนกันระหว่างคนผิวขาวและผิวดำก็ด้วยสาเหตุเพราะกฎหมาย จิม โครว์ นั่นเอง

ในหมู่คนผิวขาวจึงมีลีกที่แบ่งเขตแข่งขันกันในแต่ละรัฐเฉพาะลีกของคนผิวขาวเท่านั้น ส่วนคนผิวดําก็จะมีลีกของตัวเองตามรัฐต่างๆที่แบ่งเขตแข่งขันกันเช่นเดียวกับลีกของคนผิวขาวไม่ให้ปะปนด้วยเช่นกัน และไม่ให้มีการแข่งกันกันระหว่างลีกของคนผิวขาวและคนผิวดําอย่างเด็ดขาด การที่ แจ็คกี โรบันสัน สามารถเข้าไปเป็นผู้เล่นในลีกของคนผิวขาวหรือแข่งขันในลีกของคนผิวขาวได้เช่นนี้ จึงถือเป็นการทําลายกําแพงการแบ่งแยกสีผิวของเกมกีฬาเบสบอลในสหรัฐอเมริกาลงได้ในที่สุด โดยถือเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ในเรื่องของการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกาไปด้วยเช่นกัน

แจ็คกี โรบินสัน จึงถือว่าเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของชาวอเมริกันในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของคนผิวดําในด้านการกีฬาของสหรัฐอเมริกาจนประสบความสําเร็จ และชัยชนะในการลงแข่งขันเกือบทุกนัดของทีมเบสบอลที่เขาสังกัดอยู่ก็ทําให้เขาได้รับความชื่นชมจากสังคมทั้งในหมู่ของคนผิวขาวและคนผิวดําทั่วทั้งประเทศอีกด้วย จึงนับเป็นดาราเบสบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเบสบอลอเมริกันนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1947 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1956

นอกจากนี้ แจ็คกี โรบินสัน ยังได้รับการยกย่องด้วยว่าเป็นผู้กู้ศักดิ์ศรีให้กับคนผิวดําให้เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยทั่วไปด้วยกีฬาเบสบอลอีกด้วย และยังถือเป็นผู้ที่จุดประกายความฝันของเด็กๆผิวดําทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาให้หันมาฝึกฝนการเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม เพื่อจะใช้กีฬาเป็นบันไดไต่ไปสู่ความสําเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างเช่นที่เขาทําอีกด้วย

ประวัติความเป็นมา

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว

แจ็คกี โรบินสัน มีชื่อเต็มว่า แจ็ค รูสเวลต์ โรบินสัน (Jack Roosevelt Robinson) เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ. 1919 ในครอบครัวชาวไร่ฐานะค่อนข้างยากจนของเมืองไคโร (Cairo) มลรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นลูกคนสุดท้องในจํานวนทั้งหมด 5 คน โดยมีพี่ชาย 4 คน และพี่สาวอีก 1 คน พี่ชายคนหนึ่งชื่อ แม็ค โรบินสัน (Mack Robinson) เป็นนักกีฬามีชื่อเสียงเช่นกัน เป็นนักกรีฑาผู้ซึ่งคว้าชัยชนะจากกีฬาวิ่ง 200 เมตรในโอลิมปิก (Olympic) ครั้งที่ 11 เมื่อปี ค.ศ.1936 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งนับเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น (กีฬาโอลิมปิก 2 ครั้งซึ่งมีการวางตารางเอาไว้แล้วคือครั้งที่ 12 ในปี ค.ศ. 1940 ที่ญี่ปุ่น และครั้งที่ 13 ในปี ค.ศ. 1944 ที่อังกฤษ จึงมีอันต้องยกเลิกไปด้วยเหตุผลของสงครามโลกที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1939 1945 กระทั่งในปี ค.ศ. 1948 จึงได้มีการจัดกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 14 ขึ้นที่ อังกฤษ)

สําหรับชื่อกลางของ แจ็คกี โรบินสัน คือ รูสเวลต์ (Roosevelt) นั้น มาจากชื่อของประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา คือ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt) ผู้เป็นที่เคารพยกย่องของชาวอเมริกันโดยทั่วไป ซึ่งเสียชีวิตลงไปก่อนหน้าแจ็คกี้เกิดเพียง 25 วัน บิดาของเขาจึงนํานามสกุลของประธานาธิบดีรูสเวลต์มาตั้งเป็นชื่อกลางเพื่อรําลึกถึงคุณความดีของเขา เมื่อแจ็คกี้มีอายุเพียงขวบเดียว บิดาก็พาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองพาซาดีนา (Pasadena) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ต่อมาบิดาก็จากบ้านไป ทิ้งให้ครอบครัวอยู่เพียงลําพังในบ้านหลังเล็กๆ โดยมารดาต้องออกหางานรับจ้างทั่วไปเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลักแต่เพียงผู้เดียว

ในช่วงที่เป็นวัยรุ่นนั้น แจ็คกี้ โรบินสัน ใช้ชีวิตค่อนข้างโลดโผน เขาเข้าร่วมแก๊งวัยรุ่นกับเพื่อนๆละแวกบ้าน และกระทําหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างความวุ่นวายให้แก่สังคมอยู่เป็นประจํา แต่ต่อมาก็มีเพื่อนคนหนึ่งได้มาเตือนสติเขา และชักชวนเขาหนีออกมาจากแก๊งเสียก่อนที่จะถูกตํารวจจับไปลงเอยในคุกจนหมดสิ้นอนาคต

ตั้งแต่เรียนอยู่ในชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมนั้น แจ็คกี้ โรบินสัน ถือว่าเป็นนักกีฬาที่โดดเด่นของโรงเรียนมาโดยตลอด เขามีพรสวรรค์ในด้านการกีฬามาตั้งแต่เด็กโดยสามารถเล่นกีฬาได้ดีทุกชนิด ไม่ว่าจะจับกีฬาประเภทไหนก็ตาม ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงเขาได้เลยในเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ตอนที่แจ็คกี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมนั้น แม็ค พี่ชายของเขานับเป็นนักกรีฑาที่มีความโดดเด่นมาก แม็ครู้ดีว่าน้องชายมีพรสวรรค์นี้และเกรงว่าเขาจะเสียพรสวรรค์ไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงชักชวนน้องชายให้เข้าร่วมทีมกรีฑาของโรงเรียน แล้วพาออกไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นจนได้รับชัยชนะมาโดยตลอด

แจ็คกี้เล่นกีฬาได้เกือบครบทุกประเภททั้งเบสบอล บาสเกตบอล อเมริกัน ฟุตบอล หรือกรีฑาประเภทต่างๆก็ตาม ซึ่งทุกประเภทเขามักได้รับตําแหน่งสําคัญๆของทีมเสมอ และได้แชมป์จากการแข่งขันครั้งต่างๆมาครอบครองอย่างมากมายจนเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนมาโดยตลอด พออายุได้ 17 ปี แจ็คกี้ โรบินสัน ก็ได้รับการกล่าวชื่นชมจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองพาซาดีนาว่า “เป็นนักกีฬาที่น่าจับตามอง และน่าจะมีอนาคตไกลในแวดวงกีฬาระดับประเทศคนหนึ่ง”

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1938 ขณะนั้น แจ็คกี้ อยู่ในวัย 19 ปี เขาก็ต้องเผชิญกับการดูหมิ่นเหยียดหยามเรื่องสีผิวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกจากเจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งจับกุมเขาและเพื่อนๆไปที่โรงพักด้วยข้อหาทะเลาะวิวาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจปฏิบัติกับเขาอย่างดูถูกดูแคลนและเรียกเขาว่า “นิโกร (Negro)” ซึ่งมีความหมายในเชิงดูถูกคนผิวดําที่คนผิวขาวชอบใช้ เขาจึงแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด ซึ่งก็ยิ่งทําให้เจ้าหน้าที่เล่นงานเขาด้วยข้อหาที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ทําให้เขาต้องได้รับการพิพากษาโทษจําคุกเป็นเวลานาน 2 ปีทั้งที่ข้อหาไม่ได้หนักหนาอะไรนัก นับแต่นั้นมา แจ็คกี้ โรบินสัน จึงฝังใจกับคําเรียกที่ใครก็ตามใช้คําว่านิโกรหรือแสดงท่าที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม เขาจะไม่พอใจขึ้นมาในทันที

หลังจากจบชั้นมัธยมแล้ว ในปี ค.ศ. 1939 แจ็คกี้ก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) หรือ UCLA และยังคงสร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องด้วยการเป็นแชมป์กีฬาถึง 4 ประเภท คือ เบสบอล บาสเก็ตบอล อเมริกันฟุตบอล และกรีฑา และนับเป็นครั้งแรกของวงการอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วยที่ มอเมริกันฟุตบอลของ ซีแอลเอได้ยินยอมทําลายกําแพงแบ่งกั้นสีผิวลง โดยรับแจ็คกี้และเพื่อนผิวดําอีก 3 คน มี วู้ดดี้ สโตรด (Woody Strode) เคนนี วอชิงตัน (Kenny Washington) กับ เรย์ บาร์ตเลตต์ (Ray Bartlett) เข้าร่วมในทีมอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัย ยังความประหลาดใจให้แก่สังคมมานับตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

แต่แจ็คกี้ก็ไม่สามารถเรียนที่ยูซีแอลเอจนจบเพราะมีปัญหาทางการเงิน จึงลาออกกลางคันในปี ค.ศ. 1941 และออกหางานทํา เขาทํางานหลายอย่างกระทั่งได้รับการว่าจ้างให้เล่นอเมริกัน ฟุตบอลอยู่ในทีมโฮโนลูลู แบร์ส (Honolulu Bears) ในโฮโนลูลู ฮาวาย แต่เล่นอยู่ได้ไม่นานญี่ปุ่นก็ถล่มฐานทัพเรือสหรัฐฯที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ในฮาวาย ทําให้สหรัฐอเมริกาต้องประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่นั้น แจ็คกี โรบินสัน จึงกลับบ้านและเข้าร่วมกับทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพ ลอส แองเจลิส บูลล์ด็อกส์ (Los Angeles Bulldogs) ซึ่งเพื่อนผิวดํา 2 คนของเขาที่ยูซีแอลเอได้เข้าร่วมทีมอยู่ก่อนแล้ว คือ วู้ดดี้ สโตรด และ เคนนี วอชิงตัน

สงครามโลกครั้งที่ 2

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 1

แต่แล้วการเข้าสู่สงครามโลก ครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัวของสหรัฐอเมริกาก็ปิดโอกาสความรุ่งโรจน์ในเส้นทางอเมริกันฟุตบอลของ แจ็คกี้ โรบินสัน ลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเขาต้องถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารในปี ค.ศ. 1942 แจ็คกี้ โรบินสัน เข้าประจําการในกองทัพสหรัฐฯเป็นเวลา 2 ปี นับ จากปี ค.ศ. 1942 1944 โดยเข้ารับการฝึกทหารอยู่ที่ ฟอร์ต ไรลีย์ (FortRiley) รัฐแคนซัส และที่ ฟอร์ต ไรลีย์ นี้ แจ็คกี ก็ได้พบกับ โจ หลุยส์ (Joe Louis) นักมวยชื่อก้องโลกแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตซึ่งไปประจําการอยู่ที่ค่ายทหารแห่งนี้ด้วย ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทกันระหว่างที่ฝึกอยู่ในค่าย แม้ว่าอายุของ แจ็คกี้จะน้อยกว่า โจ หลุยส์ ถึง 5 ปีก็ตาม

และหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกที่นี่ แจ็คกี้ก็ถูกส่งไปประจําการอยู่ในหน่วยยานเกราะที่ ฟอร์ต ฮูด (Fort Hood) เท็กซัส ซึ่งเป็นหน่วยทหารยานเกราะแห่งแรกที่รับพลทหารผิวดําเข้าฝึกปฏิบัติการ ภายหลังจากที่ได้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้คนผิวดําเข้าไปช่วยรบเนื่องจากทางกองทัพขาดกําลังพล และที่ ฟอร์ต ฮูด นี้ แจ็คกี้ โรบินสัน ก็ได้สร้างวีรกรรมกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนผิวดําขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อเขาปฏิเสธที่จะไปนั่งตรงที่นั่งด้านท้ายของรถโดยสารซึ่งจัดให้เฉพาะพลทหารผิวดําเพื่อไม่ให้ไปปะปนกับพลทหารผิวขาวตามหลักปฏิบัติทั่วไปช่วงเวลานั้น และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ คนขับรถโดยสารลงไปตามสารวัตรทหารมาจับกุมเขาไปคุมขัง โดยแจ็คกี้ก็ยังปฏิเสธที่จะให้ปากคําใดๆต่อเจ้าพนักงานระหว่างสอบสวนจนกว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติเท่าเทียมกับคนผิวขาว

เขาจึงถูกนําตัวขึ้นฟ้องต่อศาลทหารในข้อหาละเมิดวินัยร้ายแรงและข้อหาก่อความวุ่นวายแม้กระทั่งข้อหาเมาสุราอาละวาดทั้งที่เขาไม่ได้ดื่มเหล้าเลยสักหยด แจ็คกี้จึงปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นทั้งหมด โดยโต้กลับว่าที่เข้าถูกจับก็เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวดําเท่านั้น จึงปฏิบัติกับเขาอย่างสองมาตรฐาน ซึ่งในที่สุดศาลได้พิพากษาให้เขาพ้นผิด แต่สั่งห้ามไม่ให้เขาออกปฏิบัติภารกิจใดๆนอกประเทศ ด้วยเหตุนี้ แจ็คกี โรบันสัน จึงไม่มีโอกาสไปปฏิบัติภารกิจในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยุโรป หน้าประวัติศาสตร์จึงไม่มีชื่อของ แจ็คกี้ โรบินสัน ติดเป็นหนึ่งในพลทหารผิวดํากลุ่มแรกที่ออกไปปฏิบัติ ภารกิจในหน่วยทหารยานเกราะนี้ด้วย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet