Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

สหรัฐอเมริกาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเสรีที่ถือเป็นต้นแบบของเสรีภาพในเรื่องต่างๆ และยังมีการกําหนดลงไปอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในรัฐธรรมนูญของประเทศด้วยว่า พลเมืองชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในการพูด มี เสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร มีเสรีภาพในการชุมนุม รวมถึงมีเสรีภาพในการร้องทุกข์ ข้อบัญญัติเหล่านี้ทําให้ประเทศสหรัฐอเมริกาดูคล้ายเป็นดินแดนในฝันของเสรีภาพที่ไม่มีที่ไหนในโลกเทียบได้

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้สมบูรณ์เช่นนั้นแต่อย่างใด ทุกข้อที่กล่าวเอาไว้นี้ยังคงมีปัญหาในทุกหนทุกแห่งของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่มีความเจริญอย่างเต็มที่หรือชนบทที่ห่างไกลความเจริญก็ตาม ยังมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในระดับชุมนุมหรือรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงระดับประเทศอีกด้วย ซึ่งในบางครั้งก็มีการออกกฎหมายจํากัดสิทธิของประชาชนในเรื่องต่างๆตามแต่วาระ หรือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆเป็นประจําตลอดมาไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะในเรื่องการเหยียดสีผิวนั้น มีกฎหมายมากมายหลายฉบับที่จํากัดสิทธิของพลเมืองผิวดําไม่ให้มีเท่าเทียมกับพลเมืองผิวขาว โดยอาศัยข้ออ้างเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่ให้บ้านเมืองเกิดมิคสัญญี แต่กฎหมายเหล่านั้นนั่นเองที่เป็นต้นเหตุทําให้เกิดความแตกแยกและนําไปสู่ความวุ่นวายในที่สุด

กฎหมายซึ่งระบุให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวอย่างชัดเจนที่สุดก็คือกฎหมายที่เรียกว่า “จิม โครว์ ลอว์ส (Jim Crow Laws)” ที่บังคับใช้ในรัฐต่างๆทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก สําหรับชื่อ จิม โครว์ นี้มาจากชื่อตัวตลกผิวขาวที่เล่นตลกล้อเลียนคนผิวดํา โดยทาใบหน้าด้วยสีดําทั้งหมด ยกเว้นเพียงรอบริมฝีปากเท่านั้นที่จะปล่อยให้เป็นสีขาวแลดูขบขัน เป็นที่นิยมอย่างมากนับแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ภายหลังสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้กฎหมาย

จิม โครว์ ลอว์ส นี้เริ่มมีการร่างขึ้นสืบเนื่องจากเมื่อสิ้นสุดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสหพันธรัฐ (Confederate States) หรือมักเรียกกันว่า “ฝ่ายใต้” กับฝ่ายรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (United States Government) ที่มักจะเรียกกันว่า “ฝ่ายเหนือ” ในปี ค.ศ. 1865 ครั้งนั้นเป็นต้นมา

สงครามกลางเมืองครั้งนั้นมีต้นเหตุจากการประกาศยกเลิกการมีทาสหรือการใช้แรงงานทาสในสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ซึ่งฝ่ายใต้นั้นส่วนใหญ่มีธุรกิจเรือกสวนไร่นาเป็นหลัก จึงจําเป็นต้องใช้แรงงานทาสเป็นจํานวนมาก การออกกฎหมายดังนี้ส่งผลกระทบแก่ธุรกิจของพวกตนเป็นอย่างมาก จึงได้ประกาศแยกตัวออกจากรัฐบาลกลางแล้วก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐฝ่ายใต้ขึ้น

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

ถึงแม้สงครามครั้งนั้นรัฐบาลฝ่ายเหนือจะเป็นฝ่ายมีชัยโดยสมบูรณ์ก็ตาม แต่รัฐต่างๆทางตอนใต้ก็ยังมีการเหยียดสีผิวแบ่งแยกสังคมไม่ให้คนผิวดําอยู่ร่วมกับคนผิวขาวหรือมีสิทธิ์มีเสรีภาพเท่าเทียมกับคนผิวขาวอยู่ดี เช่น กีดกันไม่ให้คนผิวดํามีสิทธิ์ในการได้รับการบริการสาธารณะต่างๆได้เช่นเดียวกับคนผิวขาว ตั้งแต่การเดินถนน การใช้บริการรักษาพยาบาล การซื้อขายเครื่องอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่สิทธิ์ในการใช้ห้องน้ำสาธารณะก็ตาม นอกจากนี้ยังกีดกันไม่ให้คนผิวดําเข้าศึกษาตามโรงเรียนหรือสถานศึกษาต่างๆอีกด้วย

แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลกลางหรือฝ่ายเหนือเป็นฝ่ายที่มีชัยและสหพันธรัฐฝ่ายใต้ที่ประกอบด้วย 14 รัฐ คือ อลาบามา (Alabama) อริโซนา (Arizo na) อาร์คันซอส์ (Arkansas) ฟลอริดา (Florida) จอร์เจีย (Georgia) หลุยเซียนา (Louisiana) มิสซิสซิปปี (Mississippi) นิวเม็กซิโก (New Mexico) นอร์ธ แคโรไลนา (North Carolina) เซาธ์ แคโรไลนา (South Carolina) เทนเนสซี (Tennessee) เท็กซัส (Texas) เวอร์จิเนีย (Virginia) และ เวสต์ เวอร์จิเนีย (West Virginia) จะยินยอมรับอํานาจและกฎหมายของรัฐบาลกลางรวมถึงกฎหมายการเลิกทาสด้วยก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องของคนผิวดําแล้ว รัฐต่างๆเหล่านี้ยังคงมีการเหยียดและกีดกันสีผิวกันอย่างเข้มข้นอยู่ดังเดิม จนมักก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนระหว่างคนทั้ง 2 สีผิว

เมื่อคนผิวขาวไม่พอใจที่คนดําเข้ามาใช้สังคมร่วมกันก็มักก่อเหตุทําร้ายคนผิวดํา ก่ออาชญากรรมและใช้อาญาเถื่อนถึงกับทําร้ายเข่นฆ่าคนผิวดําและเผาบ้านเรือนของคนผิวดํา ซึ่งบางครั้งคนผิวดําก็ตอบโต้กลับด้วยการทําร้ายและทําลายทรัพย์สินคนผิวขาวคืนบ้าง การตอบโต้กันไปมาบางทีก็ลุกลามกลายเป็นจลาจลเลยก็มี และเมื่อเกิดเหตุขึ้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแทนที่จะวางตัวเป็นกลาง เจ้าหน้าที่เหล่านั้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวก็มักจะเข้าข้างคนผิวขาวด้วยกัน ซ้ำเติมคนผิวดําด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงถึงบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจํานวนมากก็มีอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อไม่มีทางจะยุติความวุ่นวายซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งเรื่องสีผิวเช่นนี้ลงได้ โดยมีแต่ยิ่งทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงมีวุฒิสมาชิกจากรัฐทางใต้จํานวนหนึ่งร่วมกันเสนอให้มีการออกกฎหมายแบ่งแยกสิทธิทางสังคมระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดําให้ชัดเจนลงไปเลย เพื่อให้กฎหมายเป็นผู้ควบคุมดูแล และแน่นอนที่กฎหมายจะต้องเอื้อประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ซึ่งก็คือคนผิวขาวนั่นเอง

เมื่อมีการออกกฎหมาย จิม โควร์ ขึ้นมา จึงไม่พ้นที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่คนผิวขาวและกดขีคนผิวดําอย่างชัดเจน กฎหมายดังกล่าวจึงนับเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เมื่อยุคสมัยล่วงเข้ามาถึงช่วงที่สังคมเริ่มเกิดความตื่นตัวทางด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้นแล้ว ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา จึงมีการต่อต้านกฎหมายดังกล่าวกันอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆจากองค์กรต่างๆที่รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องเรื่องสิทธิของคนผิวดําที่มีมากขึ้นเรื่อยๆทั้งจากฝ่ายคนผิวดําเองหรือคนผิวขาวก็ตาม ซึ่งเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นมนุษย์ที่ควรมีความเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นคนผิวขาวหรือผิวดําก็ตาม

ซึ่งการต่อต้านกฎหมายจํากัดสิทธิของคนผิวดํานี้ก็ดําเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ก็ ไม่เคยได้ผล แม้ว่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของคนผิวดําจะขยายวงกว้างออกไปมากเท่าใดก็ตาม จนกระทั่งช่วงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เวลานั้นโลกได้เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องของสิทธิมนุษยชนกันจริงจังมากขึ้น หลังจากที่ได้เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดย ฮิตเลอร์ (Hitler) และนาซี (Nazi) เยอรมัน จึงเริ่มมีการรณรงค์ในเรื่องของสิทธิคนผิวดําในบ้านตัวเองกันอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

แต่กว่าเรื่องนี้จะบรรลุผลได้ก็ต้องเกิดสงครามกลางเมืองย่อมๆและการก่อจลาจลขึ้นทั้งจากคนผิวดําและผิวขาวอย่างต่อเนื่องอีกมากมายหลายครั้ง จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายกันขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับชีวิตของแกนนําผู้เรียกร้องสิทธิของคนผิวดําที่ถูกหมายหัวและลอบสังหารจนล้มตายลงไปเป็นจํานวนมากเช่นกัน แต่ฝ่ายคนผิวดําก็ยังไม่ยอมหยุดการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพให้แก่พวกตน แม้จะเหนื่อยยากหรือต้องล้มตายลงไปมากเพียงใดก็ตาม โดยการต่อสู้ของพวกเขานั้นก็มีทั้งการต่อสู้ด้วยวิธีที่รุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันจนถึงเสียเลือดเนื้อกับการต่อสู้ที่ไร้ความรุนแรง หรือที่มักเรียกกันว่า “อหิงสา” และ การต่อสู้ในแบบ “พลเมืองขัดขืน (Civil Disobedience)”

สาเหตุที่การต่อสู้ของคนผิวดําเพื่อให้พวกตนมีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีเต็มภาคภูมิในสังคมอเมริกันทัดเทียมกับคนผิวขาวตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นนั้น ก็เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงรอยต่อของสังคมยุคเก่าเข้าสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน ผู้คนในสังคมเริ่มมีความรู้และได้ รับการศึกษามากขึ้น จึงเริ่มมีการโต้ตอบกันทางความคิดมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ โดยทางฝ่ายคนผิวดําก็เริ่มได้รับการศึกษาและมีความรู้ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของตนเองมากขึ้น จึงเริ่มมีการออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้สังคมเคารพสิทธิ์ของพวกตนบ้าง

ซึ่งเวลานั้นคนผิวดําถูกจํากัดสิทธิ์ต่างๆมากมายจนกลายเป็นชนชั้นล่างของสังคม ทั้งที่พวกตนก็เกิดในแผ่นดินอเมริกาและถือสัญชาติอเมริกันโดยสมบูรณ์ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษซึ่งเคยเป็นทาสมาก่อนก็ตาม แต่ก็มีการยกเลิกระบบทาสโดยสมบูรณ์มาเป็นเวลานานแล้ว การต่อสู้ของคนผิวดําเพื่อที่จะ ให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมเหมือนกับชาวอเมริกันทุกคนไม่ต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากค่านิยมการแบ่งแยกสีผิวที่เกิดขึ้นในรัฐทางใต้ทั้ง 14 รัฐดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คนผิวดําจํานวนมากที่ต้องบาดเจ็บล้มตายลงโดยที่กฎหมายไม่เคยให้ความยุติธรรมแก่พวกเขาเลย และแม้แต่รัฐบาลหรือผู้มีอํานาจในรัฐต่างๆก็มักจะมองว่าคนผิวดําที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆเป็นพวกดื้อรั้น ชอบก่อความวุ่นวายทําลายความสงบสุขของบ้านเมือง

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

สําหรับคนผิวดําแล้ว แม้จะมีกฎหมายก็คล้ายกับไม่มี เพราะกฎหมายส่วนใหญ่เขียนขึ้นโดยคนผิวขาวจึงเอื้อต่อสิทธิของคนผิวขาวเท่านั้น มีเพียงไม่กี่ข้อที่ให้ความสนใจในปัญหาของคนผิวดําอย่างพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนี้คนผิวขาวที่มีความคิดเหยียดผิวและนิยมใช้ความรุนแรงจึงยิ่งกดขี่ข่มเหงทําร้ายคนผิวดําอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นๆก็เพราะเชื่อว่ากฎหมายเข้าข้างตนนั่นเอง จนถึงกับก่อตั้งกลุ่มเหยียดผิวเพื่อกวาดล้างคนผิวดําโดยเฉพาะอย่างเช่น กลุ่ม คลู คลัก แคลน (Khu Klux Klan) เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะออกก่อความรุนแรงต่อคนผิวดําทั้งปล้นฆ่าและทําร้ายคนผิวดํา ข่มขืนสตรีผิวดํา อย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งนักการเมืองบางคนยังให้การสนับสนุนคนพวกนั้นออกก่อความวุ่นวายเพื่อขจัดคนผิวดําออกไปจากสังคมด้วยเช่นกัน

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

ถึงแม้พวกหัวรุนแรงกลุ่มนี้จะถูกจับกุมก็ตามคนเหล่านั้นก็มักได้รับโทษแต่เพียงน้อยนิดและได้รับการปล่อยตัวให้พ้นผิดในที่สุดก็ด้วยอิทธิพลที่หนุนหลังคนเหล่านั้นอยู่นั่นเอง หรือไม่ก็จงใจให้กระบวนการยุติธรรมหละหลวมเมื่อต้องเอาผิดกับคนผิวขาวซึ่งกระทําอาชญากรรมต่อคนผิวดํา และตัดสินให้พ้นผิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ตรงกันข้ามหากคนผิวดําที่กระทําอาชญากรรมต่อคนผิวขาวแล้วถูกจับได้ กระบวนการยุติธรรมก็จะเกิดความเฉียบขาดขึ้นทันที สิ่งเหล่านี้จึงทําให้คนผิวดําเกิดความอัดอั้นมากยิ่งขึ้น และขยายการต่อต้านออกไปมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน จนในที่สุดคนผิวดําที่ต่อสู้กันมาอย่างเหนื่อยยากและต้องสังเวยชีวิตกันไปมากมายก็ประสบผลสําเร็จ เมื่อมีการยกเลิกกฎหมาย จิม โครว์ รวมถึงกฎหมายและข้อบัญญัติที่จํากัดสิทธิ์ของคนผิวดําในด้านต่างๆลงในปี ค.ศ. 1965 ในยุคสมัยประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) นั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet