10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 4

10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 4

ต่อจากบทความ 10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 3 เดินทางมาถึงพาร์ทสุดท้ายกันแล้วกับหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลที่ติด 10 อันดับใน Box Office ใครกำลังลุ้นเรื่องไหนอยู่ ตามไปส่องกันด่วน!

7. The Ten Commandments (1956)

 ความยาว : 220 นาที รายได้ : 2,444 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

The Ten Commandments (1956)

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ของโลกอีกเรื่องหนึ่ง เป็นภาพยนตร์แนวมหากาพย์ หรือ อีปิก (Epic) อิงประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิล เรื่องราวของ โมเสส (Moses) ผู้เป็นศาสดาพยากรณ์ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นําพาชาวอิสราเอลหลุดออกจากความเป็นทาสของชาวอียิปต์ แล้วช่วยชาวอิสราเอลเหล่านั้นไปยังแผ่นดินแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงเลือกให้ ส่วน เธอะ เท็น คอมมานด์เมนต์ส ก็คือบัญญัติ 10 ประการ หรือข้อปฏิบัติ 10 ประการที่พระเจ้าทรงรับสั่งให้ชาวอิสราเอลประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นการแสดงความเคารพบูชาพระองค์ซึ่งมอบให้แก่โมเสส โดยจําหลักไว้บนแผ่นหิน 2 แผ่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงประวัติของโมเสสที่เป็นชนเชื้อสายอิสราเอล ตั้งแต่ถือกําเนิดขึ้นและถูกนําไปลอยน้ําตั้งแต่ยังแบเบาะเพื่อจะหนีอาญาที่ฟาโรห์หรือกษัตริย์อียิปต์สั่งให้สังหารทารกทุกคนที่เกิดวันเดียวกับโมเสส เพราะเกรงในสิ่งที่โหราจารย์ทํานายเอาไว้ว่าเด็กผู้นั้นจะมาปลดปล่อยชาว อิสราเอลออกจากความเป็นทาส แต่ชะตาของโมเสสได้ถูกกําหนดไว้แล้ว เขาถูกพบโดยเจ้าหญิงอียิปต์และนําไปเลี้ยงในวังของฟาโรห์นั่นเอง กระทั่งเติบโตกลายเป็นเจ้าชายอียิปต์

ซึ่งภายหลังเมื่อทราบชาติกําเนิดและภารกิจที่พระเจ้ามอบหมาย โมเสส ก็เป็นผู้ปลดปล่อยชาวอิสราเอลตามคําทํานาย แต่เรื่องของฟาโรห์ในภาพยนตร์ซึ่งถูกระบุว่ามีพระนามราเมสเซส (Ramesses) นั้นเป็นที่ถกเถียงกันว่าถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากในไบเบิลไม่ได้มีการระบุพระนาม ฟาโรห์องค์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเอาไว้ และยุคสมัยก็น่าจะต่างช่วงเวลากัน อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ทําให้ชื่อของฟาโรห์ราเมสเซสเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในการเป็นผู้ไล่ล่าโมเสสและชาวอิสราเอลระหว่างการปลดปล่อยครั้งนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งผู้กํากับและผู้อํานวยการผลิตก็คือ เซซิล บี. เดอมิลล์ (Cecil B. DeMille) ผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดตั้งแต่ยุคหนังเงียบแล้ว นําแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน (Charlton Heston) รับบทเป็น โมเสส กับ ยูล บรินเนอร์ (Yui Brynner) รับบทเป็น ราเมสเซส ใช้งบประมาณสร้าง 13 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นงบประมาณที่สูงมากสําหรับช่วงทศวรรษที่ 1950 และทํารายได้ได้ 122.7 ล้านดอลลาร์เมื่อออกฉายปี ค.ศ. 1956

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ ครั้งที่ 29 ในปี ค.ศ. 1957 ด้วยกัน 7 รางวัล แต่ก็น่าเสียดายที่ภาพยนตร์ยิ่งใหญ่เรื่องนี้ต้องแข่งขันกับภาพยนตร์ที่โดดเด่นในช่วงปีนั้นหลายเรื่องเช่นเดียวกัน เช่น อราวน์ด เธอะ เวิล์ด อิน 80 เดย์ส (Around the World in 80 Days) ซึ่งได้ไป 5 รางวัลรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ เธอะ คิง แอนด์ ไอ (The King and I) ที่ได้ไป 5 รางวัล เช่นเดียวกัน โดยที่ ยูล บรินเนอร์ ก็ได้รับรางวัลผู้แสดงนําชายยอดเยี่ยมใน เรื่อง เธอะ คิง แอนด์ ไอ นั่นเอง ส่วน เธอะ เท็น คอมมานด์เมนต์ส นั้นได้เพียงรางวัลเทคนิคสมจริงยอดเยี่ยมเพียงแค่รางวัลเดียวเท่านั้น

8. Doctor Zhivago (1965)

 ความยาว : 193 นาที รายได้ : 2,193 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Doctor Zhivago (1965)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่อิงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซียที่สําคัญที่สุดช่วงหนึ่ง คือช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่องดังมีชื่อเดียวกัน ซึ่งเขียนโดย บอริส ปาสเตอร์แนค (Boris Pasternak) เป็นเรื่องราวของนายแพทย์หนุ่มที่มีอนาคตไกลแต่กลับต้องมีชีวิตพลิกผันไปในทันทีเมื่อเกิดการปฏิวัติในรัสเซียขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1917 ทําให้ประเทศตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปีไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1922

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวความรักอันโรแมนติกของนายแพทย์หนุ่มที่มีต่อหญิงสาวซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนโสด และต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆนับตั้งแต่ช่วงก่อนการปฏิวัติที่ยังมีระบอบกษัตริย์อยู่ไปจนกระทั่งเมื่อการปฏิวัติเริ่มต้นขึ้น และเกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงอํานาจกันเองระหว่างฝ่ายภายหลังจากสามารถล้มระบอบกษัตริย์ลงสําเร็จแล้ว และถึงแม้เหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในรัสเซีย แต่ก็ไม่สามารถจะยกกองไปถ่ายทําที่รัสเซียได้เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเมื่อรัสเซียอยู่ในการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ และนวนิยายของ บอริส ปาสเตอร์แนค เรื่องนี้ก็ถูกห้ามเผยแพร่ในรัสเซียอีกด้วยเช่นกัน เนื่องจากสะท้อนเหตุการณ์ช่วงปฏิวัติรัสเซียและสงครามกลางเมืองช่วงนั้นตรงเกินไป

กองถ่ายทําทั้งหมดจึงต้องยกกองไปถ่ายทําในสเปน และจําลองบรรยากาศของรัสเซียขึ้นที่นั่น ภาพยนตร์เรื่องนี้กํากับโดย เดวิด ลีน (David Lean) อํานวยการผลิตโดย คาร์โล ปอนติ (Carlo Ponti) นําแสดงโดย โอมาร์ ชารีฟ (Omar Sharif) จูลี คริสตี (Julie Christie) และ เจอรัลดีน แชปปลิน (Geraldine Chaplin) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 38 เมื่อปี ค.ศ. 1966 ด้วยกัน 10 รางวัล และได้รับรางวัลมาทั้งสิ้น 5 รางวัล เท่ากันกับเรื่อง เธอะ ซาวน์ด ออฟ มิวสิก ในปีเดียวกันนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม กํากับศิลป์ยอดเยี่ยม กํากับภาพยอดเยี่ยม และเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม โดยใช้ทุนสร้างไปทั้งสิ้น 11 ล้านดอลลาร์ และสามารถทํารายได้เมื่อออกฉายในปี ค.ศ. 1965 เป็นจํานวน 111.7 ล้านดอลลาร์

9. Jaws (1975)

 ความยาว : 124 นาที รายได้ : 2,145 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Jaws (1975)

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นภาพยนตร์คลาสสิกอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมตลอดกาล เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญจนสร้างปรากฏการณ์ทําให้ผู้คนทั่วทั้งโลกไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลกันไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งนับตั้งแต่ที่ภาพยนตร์ออกฉาย เป็นเรื่องราวของฉลามขาวยักษ์ตัวหนึ่งซึ่งไม่มีใครเคย พบเห็นฉลามขาวตัวไหนที่จะมีขนาดใหญ่เท่านี้มาก่อนเที่ยวออกอาละวาด กลืนกินชีวิตผู้คนที่ลอยเรือหรือว่ายน้ำในแถบชายฝั่งทะเลและชายหาดในเมืองตากอากาศแห่งหนึ่งของนิวอิงแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จนทําให้ผู้คนต่างแตกตื่นไปทั่ว หัวหน้าตํารวจซึ่งรักษาพื้นที่จึงต้องรับหน้าที่จัดการตามล่าฉลามตัวนี้ แต่ฉลามตัวนี้ไม่ใช่ฉลามธรรมดาที่ล่าได้ง่ายๆ เขาจึงต้องเชิญทั้งนักวิชาการซึ่งรู้จักอุปนิสัยของฉลามเป็นอย่างดีกับพรานล่าฉลามที่มีชื่อเสียงอีกคนมาช่วยกันล่า

เนื้อเรื่องอาจฟังดูเป็นเพียงแค่หนังเขย่าขวัญจากภัยของสัตว์ร้ายเที่ยวออกอาละวาดไปทั่วธรรมดาๆเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยองค์ประกอบต่างๆที่รวมกันอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทําให้มันไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ธรรมดาอย่างที่คิด สิ่งแรกคือผู้กํากับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่แม้จะกํากับเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่ 5 แต่ฝีมือของเขานั้นก็ไม่ธรรมดา และเรื่อง Jaws ก็สร้างชื่อเสียงให้กับสปีลเบิร์กจนกระทั่งดังคับฟ้าในเวลานั้น

สิ่งที่ 2 คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นฝีมือของ จอห์น วิลเลียม (John Williams) ผู้เคยทําดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง เช่น ฟิดเดลอร์ ออน เธอะ รูฟ (Fiddler on the Roof) เธอะ โพไซดอน แอดเวนเจอร์ (The Poseidon Adventure) เอิร์ธเควก (Earthquake) เธอะ ทาวเวอริง อินเฟอร์โน (The Towering Inferno)

และภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของ สปีลเบิร์ก คือ เธอะ ซูการ์แลนด์ เอ็กซ์เพรสส์ (The 220 Sugarland Express) ในปี ค.ศ. 1974 ก็เคยให้ จอห์น วิลเลียมส์ เป็นผู้ทําดนตรีประกอบด้วยเช่นกัน จนถึงเรื่อง Jaws ก็ทําให้ผู้ชมทั่วทั้งโลกติดหูด้วยเพลงประกอบที่ได้อารมณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในฉากตอนที่ฉลามโผล่มาครั้งใดจะมีเพลงธีมของมันนําร่องจนกลายเป็นสัญลักษณ์ในการปรากฏตัวของภัยร้ายให้กับเรื่องอื่นๆนับจากนั้นไปด้วยโดยปริยาย

ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากกํากับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก แล้ว ผู้อํานวยการผลิตก็คือ ริชาร์ด ดี. ซานุค (Richard D. Zanuck) ร่วมกับ เดวิด บราวน์ (David Brown) โดยมี รอย ไซเดอร์ (Roy Scheider) โรเบิร์ต ชอว์ (Robert Shaw) และ ริชาร์ด ไดรฟัสส์ (Richard Dreyfuss) นําแสดง ใช้ทุนสร้างทั้งสิ้น 9 ล้านดอลลาร์ แต่สามารถทํารายได้ได้ถึง 470.7 ล้านดอลลาร์ นับเป็นภาพยนตร์ต้นทุนต่ำที่ทํารายได้สูงอีกเรื่องหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่อง Jaws นี้ก็ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 รางวัลด้วยเช่นกัน โดยได้รับรางวัลทั้งสิ้น 3 รางวัล คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ที่น่าเสียดายคือรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงด้วยนั้น ตกเป็นของภาพยนตร์ดังในปีเดียวกันที่ส่งเข้าชิงถึง 9 รางวัล คือ วัน ฟลู โอเวอร์ เธอะ คุกคูส เนสต์ (One Flew Over the Cuckoo’s Nest) และได้รับรางวัลไปทั้งสิ้น 5 รางวัล

10. Star Wars: The Force Awakens (2015)

 ความยาว : 135 นาที รายได้ : 2,103 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Star Wars: The Force Awakens (2015)

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นภาคแรกของไตรภาคต่อเนื่อง (Sequel Trilogy) ในภาพยนตร์รวมชุด สตาร์ วอร์ส (Star Wars Anthology Films) หรือภาคที่ 7 ของทั้งหมดที่วางไว้ทั้งสิ้น 9 ภาค ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 3 ไตรภาค คือ ไตรภาคดั้งเดิม (Original Trilogy) คือภาคที่ 4 5 6 ไตรภาคก่อนหน้า (Prequel Trilogy) คือภาคที่ 1 2 3 และ ไตรภาคต่อเนื่องเป็นไตรภาคสุดท้าย คือภาคที่ 7 8 9 สตาร์ วอร์ส

ภาค The Force Awakens นี้ จอร์จ ลูคัส ไม่ได้เป็นคนกํากับ เขาให้ เจ.เจ. อบรามส์ (J.J. Abrams) เป็นคนกํากับ ส่วนการเขียนบทนั้นเขาก็ให้ ลอว์เรนซ์ คาสดาน (Lawrence Kasdan) เจ.เจ. อบรามส์ และ ไมเคิล อาร์นต (Michael Arndt) ร่วมกันเขียน มี แคธลีน เคนเนดี (Kathleen Kennedy) เจ.เจ. เอบรามส์ และ ไบรอัน เบิร์ก (Bryan Burk) ร่วมกันอํานวยการผลิต

ส่วนนักแสดงนํานั้น แฮร์ริสัน ฟอร์ด มาร์ค ฮามิลล์ และ แคร์รี ฟิชเชอร์ ก็ยังคงเป็นคนแสดงนํา แต่อาจเรียกว่านักแสดงนําอาวุโสมากกว่า เพราะห่างจาก สตาร์ วอร์ส ภาคเปิดตัวในปี ค.ศ. 1977 ถึง 38 ปี และบทบาทในเรื่องก็เป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ของตัวละครหลักในภาคนี้ โดยมีดารานําแสดงรุ่นหนุ่มรุ่น สาวอีก 3 คนก็คือ อดัม ไดรเวอร์ (Adam Driver) เดซี ริดลีย์ (Daisy Ridley) และ จอห์น โบเยกา (John Boyega)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ลงทุน 222360 ดอลลาร์ และทํารายได้ได้ 2,068 ล้านดอลลาร์เมื่อออกฉายในปี ค.ศ. 2015 ได้รับคําวิจารณ์จากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างๆค่อนข้างดี ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นเพราะภาพยนตร์ The Force Awakens เรื่องนี้ถูกสร้างออกมาขณะที่แฟน สตาร์ วอร์ส ต่างรอคอยภาคต่ออย่างจดจ่อ โดยห่างจาก สตาร์ วอร์ส ภาคหลังสุดที่สร้างออกมาในปี ค.ศ. 2005 คือ เธอะ รีเวนจ์ ออฟ ซิธ นานถึง 10 ปี จึงได้รับการตอบรับอย่างดี

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วยกัน 5 รางวัลในการประกาศผลออสการ์ครั้งที่ 88 ในปี ค.ศ. 2016 แต่ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆเลย ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังติดอันดับ 1 ใน 10 ของหนังทําเงินตลอดกาลอยู่ดี 

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet