10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 3

10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 3

ต่อจากบทความ 10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 2 เรามาดูกันว่ามีภาพยนตร์ Box Office เรื่องไหนอีกบ้างที่ติดอันดับ อาจจะเป็นหนังเรื่องโปรดของคุณก็ได้นะ 😉

3. Star Wars (1977)

 ความยาว : 121 นาที รายได้ : 2,989 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Star Wars (1977)

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเต็มว่า สตาร์ วอร์ : เอปิโสด 4 – อะ นิว โฮป (Star Wars : Episode IV – A New Hope) นับเป็นภาคที่ 4 ในจํานวนทั้งสิ้น 6 ภาค ซึ่งในภายหลังได้มีการเขียนบทเพิ่มขึ้นอีก 3 ภาค รวมทั้งสิ้นเป็น 9 ภาค นับเป็นภาพยนตร์ที่มีภาคต่อมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่น่าแปลกสําหรับภาพยนตร์ สตาร์ วอร์ส ชุดนี้ก็คือ ภาคที่ 4 กลับเป็นภาคแรกที่สร้างขึ้นมาฉายในปี ค.ศ. 1977 และต่อด้วยภาคที่ 5 คือ ธิ เอ็มไพร์ สไตรค์ส แบ็ค (The Empire Strikes Back) ปี ค.ศ. 1980 รีเธิร์น ออฟ เธอะ เจได (Return of the Jedi) ปี ค.ศ. 1983 จากนั้นก็ทิ้งห่างมาเป็นเวลา ถึง 16 ปี จึงได้มีการสร้างภาคที่ 1 ขึ้น คือ เธอะ แฟนทอม มีนาซ (The Phantom Menace) ในปี ค.ศ. 1999 แอตแท็ค ออฟ เธอะ โคลนส์ (Attack of the Clones) ปี ค.ศ. 2002 และภาคที่ 6 คือ รีเวนจ์ ออฟ เธอะ ซิธ (Revenge of the Sith) ในปี ค.ศ. 2005 และทิ้งมาอีก 10 ปี จึงมีการขยายออกไปอีก 3 ภาค เป็นภาคที่ 7 คือ เธอะ ฟอร์ซ อเวกเคนส์ (The Force Awakens) ในปี ค.ศ. 2015 และ เธอะ ลาสต์ เจได (The Last Jedi) ในปี ค.ศ. 2017 ส่วน ภาคที่ 9 (Episode IX) ยังไม่มีชื่อเป็น ทางการ โดยมีกําหนดการออกฉายในปี ค.ศ. 2019

สําหรับสาเหตุที่มีการสร้าง สตาร์ วอร์ส ภาคที่ 4 : อะ นิว โฮป สร้างเรื่อง สตาร์ วอร์ส ภาคที่ 4 : อะ นิว โฮป ขึ้นมาก่อนนั้น จอร์จ ลูคัส (George Lucas) ที่เป็นทั้งผู้กํากับและผู้สร้างเคยให้เหตุผลเอาไว้ว่าเขาเริ่มต้นเขียนบท สตาร์ วอร์ส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 โดยที่แรกไม่ได้คิดว่าจะสร้างภาคต่อออกมามากมายแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ต้องการทําภาพยนตร์สงครามอวกาศเรื่องเดียวโดยใช้เค้าโครงสงครามล่าอาณานิคมที่เกิดขึ้นบนโลกเมื่อหลาย 100 ปีก่อนมาเป็นแนวทางเท่านั้น และตอนนั้นเขาก็ไม่คิดว่าจะมีใครยอมออกทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เขา

กว่าจะกลายมาเป็นบทที่สมบูรณ์ก็ล่วงเข้าไปในปี ค.ศ. 1976 แล้ว และวิ่งเต้นออกหาทุนในการสร้างจนได้รับการอนุมัติเงินจํานวน 8.25 ล้านดอลลาร์จากบริษัท ทเวนตี เซ็นจู รีพ็อกซ์ (20th Century Fox) ซึ่งถือเป็นงบประมาณการสร้างภาพยนตร์ที่น้อยมาก เนื่องจากฟ็อกซ์เองก็ไม่แน่ใจว่าภาพยนตร์จะได้รับความนิยมมากนัก แม้ภายหลังงบประมาณจะขยายออกไปเป็น 11 ล้านดอลลาร์ก็ยังนับเป็นต้นทุนที่ต่ำอยู่ดี

แต่หลังจากที่ภาพยนตร์นี้ออกฉายในปี ค.ศ. 1977 ก็กลับทํารายได้อย่างมหาศาลเกินคาด โดยสามารถทํารายได้ถึง 775 ล้านดอลลาร์จากการออกฉายครั้งแรก ด้วยเหตุนี้ทางฟอกซ์จึงได้ขอให้ จอร์จ ลูคัส ทําภาคต่อขึ้นมา ซึ่งเขาก็วางแผนว่าจะทําเป็นภาพยนตร์ไตรภาค คือ ธิ เอ็มไพร์สไตรค์ส แบ็ค และ ที่เธิร์น ออฟ เธอะ เจได ต่ออีก 2 ภาคเท่านั้น แต่เนื่องจาก สตาร์ วอร์ ที่ออกฉายเป็นภาคแรกเริ่มเรื่องตอนที่เกิดสงครามระหว่างฝ่ายจักรวรรดิและฝ่ายกบฏขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นช่วงกลางของเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นเอง จอร์จ ลูคัส จึงวางแผนเพื่อเอาไว้สําหรับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นไว้อีก 3 ภาค

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่อง สตาร์ วอร์ส ขึ้นใหม่ในภายหลังวางไว้ให้เป็นภาคที่ 4 มีชื่อว่า สตาร์ วอร์ : เอปิโสด 4 – อะ นิว โฮปในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง สตาร์ วอร์ส นี้กํากับการแสดงโดย จอร์จ ลูคัส อํานวยการผลิตโดย แกรี เคิร์ตซ์ (Gary Kurtz) นําแสดงโดย มาร์ค ฮามิลล์ (Mark Hamill) แฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) และ แคร์รี ฟิชเชอร์ (Carrie Fisher) ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ครั้งที่ 50 ในปี ค.ศ. 1978 ถึง 10 รางวัล โดยได้รับรางวัลทั้งสิ้น 7 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม กํากับภาพยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม กํากับศิลป์ยอดเยี่ยม ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเทคนิคสมจริงยอดเยี่ยม

4. The sound of music (1965)

 ความยาว : 174 นาที รายได้ : 2,503 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 The sound of music (1965)

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นภาพยนตร์อมตะอีกเรื่องหนึ่งที่หากนํากลับมาฉายใหม่ครั้งใดก็มักได้รับความนิยมทุกครั้ง ภาพยนตร์เรื่อง เธอะ ซาวน์ด ออฟ มิวสิก นี้เป็นภาพยนตร์เพลงที่มีเพลงไพเราะเพราะพริ้งฟังติดหูตลอดทั้งเรื่อง สิ่งนี้ถือเป็นเสน่ห์สําคัญของภาพยนตร์ซึ่งชื่อของภาพยนตร์ก็บอก เอาไว้อย่างครอบคลุมอยู่แล้ว

ภาพยนตร์เรื่องนี้กํากับและอํานวยการผลิต โดย โรเบิร์ต ไวส์ (Robert Wise) นําแสดงโดย จูลี แอนดรูส์ (Julie Andrews) และ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (Christopher Plummer) โดยมีการดัดแปลงบทภาพยนตร์จากบทละครเพลงชื่อเดียวกันที่แสดงในปี ค.ศ. 1959 ของ ริชาร์ด รอดเจอร์ส (Richard Rodgers) และ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ (Oscar Hammerstein)

เรื่องราวต่างๆนั้นนํามาจากหนังสือ เธอะ สตอรี ออฟ เธอะ แทร็ปป์ แฟมิลี ซิงเกอร์ส (The Story of the Trapp Family Singers) ที่เขียนขึ้นโดย มาเรีย ออกุสตา ฟอน แทร็ปป์ (Maria Augusta Von Trapp) ซึ่งก็คือนางเอกในเรื่องนี้นั่นเอง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1938 ที่ประเทศออสเตรียก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น

เรื่องราวของสาวน้อยนางหนึ่งที่บวชอยู่ในสํานักแม่ชี และต้องไปรับภารกิจเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับเด็กหญิงเด็กชาย 7 คน บุตรของนายทหารเรือนอกราชการซึ่งเป็นพ่อม่าย เด็กทั้ง 7 นั้นซนแก่นและต่อต้านเธอ เธอจึงต้องเอาชนะใจเด็กๆโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์ซึ่งในท้ายสุดเด็กๆทุกคนก็ยอมรับเธอ รวมถึงนายทหารเรือพ่อของเด็กๆก็ตกหลุมรักเธอ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ใช้ทุนสร้างน้อยแต่ได้กําไรมหาศาล คือใช้ทุนสร้าง 8.2 ล้านดอลลาร์ และสามารถทํารายได้ถึง 286.2 ล้านดอลลาร์ในการฉายครั้งแรก โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 10 รางวัล และได้รับรางวัลมาทั้งสิ้น 5 รางวัล คือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กํากับการแสดงยอดเยี่ยม ดนตรีดัดแปลงยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก็ต้องเบียดกันอย่างคู่คู่กับภาพยนตร์คุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ด็อกเตอร์ ชีวาโก (Doctor Zhivago) ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในปีเดียวกันนี้ 10 รางวัลเช่นกัน และได้รับออสการ์ 5 รางวัลเหมือนๆกัน แต่รางวัลใหญ่คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกํากับการแสดงยอดเยี่ยมกลับต้องพ่ายให้แก่ เธอะ ซาวน์ด ออฟ มิวสิก เรื่องนี้

6. E.T. The Extra-Terrestrial (1982)

 ความยาว : 114 นาที รายได้ : 2,444 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

E.T. The Extra-Terrestrial (1982)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสความเชื่อในเรื่องของมนุษย์ต่างดาวให้กลับมาเป็นที่สนใจกันใหม่อีกครั้ง และยังเป็นภาพยนตร์ที่วางมาตรฐานใหม่ให้กับภาพยนตร์แนวนี้ทั้งหมดอีกด้วย เป็นภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของมนุษย์ต่างดาวบุกยึดครองโลก หรือที่มักนิยมเสนอในมุมมองที่เป็นภาพลบของมนุษย์ต่างดาว

เรื่อง The Extra-Terrestrial หรือมักเรียกกันย่อๆว่า E.T. นี้เป็นหนังแนวภาพบวก โดยมีการสอดแทรกเรื่องของครอบครัวและความรักความอาทรระหว่างกันลงไปด้วย จึงทําให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในเรตไม่เป็นอันตรายสามารถดูได้ทุกวัย เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกและเกิดพลัดหลงกับพวกจนต้องระหกระเหินไปอาศัยอยู่ในบ้านของเด็กชายผู้หนึ่ง และความรักความอาทรต่อกันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างโลกก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาทีละน้อยจนภายหลังทั้งพี่ทั้งน้องและเพื่อนๆของเด็กชายก็เริ่มเกิดความรักความอาทรต่อสิ่งมีชีวิตต่างโลกที่เรียกว่า อี.ที. กันจนหมด

ก็ด้วยความน่ารักใสซื่อและอารมณ์ดีของ อี.ที. นั่นเองที่สามารถมัดใจทุกคนได้ รวมถึงคนดูทุกคนที่นั่งชมภาพยนตร์ก็อดไม่ได้ที่จะหลงรักสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวตนนี้กันไปจนหมด ภาพยนตร์เรื่องนี้กํากับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) ผู้ได้รับฉายาพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด และอํานวยการผลิตร่วมกับ แคธลีน เคนเนดี (Kathleen Kennedy) นําแสดงโดย ดี วอลเลซ (Dee Wallace) รับบทเป็นแม่ของ เด็กชาย เฮนรี โธมัส (Henry Thomas) รับบทเป็นเด็กชาย

จากการให้สัมภาษณ์ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กํากับนั้น เขาเปิดเผยว่าเรื่อง อี.ที. นี้มาจากแรงบันดาลใจของเขาเองซึ่งมีความโศกเศร้าเสียใจต่อการหย่ากันของพ่อและแม่ระหว่างที่เขายังเรียนอยู่ไฮสคูล เขาจึงสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาเพื่อชดเชยความซึมเศร้านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 10.5 ล้านดอลลาร์ และสามารถทํารายได้ในการฉายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1982 ได้ถึง 792.9 ล้านดอลลาร์

ภาพยนตร์เรื่อง อี.ที. นี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 55 ในปี ค.ศ. 1983 จํานวน 9 รางวัล และได้รับรางวัลมา 3 รางวัล คือ ซาวน์ดเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และเทคนิคสมจริงยอดเยี่ยม ที่ได้มาเพียงแค่ 3 รางวัลนั้นถูกมองว่าเป็นเพราะในปีนั้นมีภาพยนตร์ซึ่งโดดเด่นเข้าแข่งขันกันมากมายหลายเรื่องเช่นกัน โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง คานธี (Gandhi) นั้น สามารถกวาดรางวัลออสการ์ไปได้ ถึง 8 รางวัลเลยทีเดียว (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet