10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 2

10 อันดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ตอนที่ 2

อันดับต่อไปนี้เป็นภาพยนตร์ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นภาพยนตร์ที่สร้างรายได้สูงสุดตลอดกาล โดยได้นําเอาเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่ทําให้ค่าเงินเพิ่มสูงขึ้นนับจากทศวรรษต่างๆที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน (เดือนกันยายน ค.ศ. 2018) ซึ่งก็จะทําให้ภาพยนตร์เรื่องดังๆในยุคอดีตได้ถูกนํามาประเมินรายได้ใหม่ให้เท่ากับรายได้ที่สามารถทําได้หากภาพยนตร์เรื่องนั้นถูกนํามาฉายในช่วงเวลาปัจจุบัน ภาพยนตร์ที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาลซึ่งถูกนํามาจัดอันดับตามเงื่อนไขดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1. Gone with the wind (1939)

 ความยาว : 221 นาที รายได้ : 3,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Gone with the wind (1939)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นภาพยนตร์คลาสสิก หรือภาพยนตร์อมตะตลอดกาลไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม ตั้งแต่ด้านดารานําแสดง การกํากับ การเขียนบท เนื้อเรื่อง รวมถึงโปรดักชั่นทั้งหมด กล่าวได้ว่าทุกๆองค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ลงตัวอย่างที่สุด จึงไม่แปลกเลยถ้าจะติดอันดับ 1 ของภาพยนตร์ที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาล ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากนวนิยายรักโรแมนติกอิงกับประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ในสหรัฐอเมริกาในชื่อเรื่องเดียวกันนี้ ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1936 โดย มาร์กาเร็ต มิตเชลล์ (Margaret Mitchell)

ภาพยนตร์เรื่อง Gone with the wind กํากับการแสดงโดย วิกเตอร์ เฟลมมิง (Victor Fleming) อํานวยการผลิตโดย เดวิด โอ. เซลสนิก (David 0.Selznick) ดารานําแสดงคือ คลาร์ก เกเบิล (Clark Gable) ผู้รับบทเป็น เร็ตต์ บัตเลอร์ (Rhett Butler) กับ วิเวียน ลี (Vivien Leigh) ผู้รับบท สการ์เล็ตต์ โอ’ฮารา (Scarlett O’Hara) เป็นเรื่องของหนุ่มนักเผชิญโชคชาวใต้ที่เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยจนกระทั่งตกหลุมรักหญิงสาวชาวใต้บุตรสาวเจ้าของไร่ฝ้ายผู้มีความหยิ่งทะนงและความทะเยอทะยาน

เหตุการณ์ได้พลิกผันจนหมดสิ้นเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นด้วยสาเหตุจากกฎหมายเลิกทาสที่ประกาศโดยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) และเมื่อฝ่ายใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม บิดาก็กลายเป็นคนล้มละลายจนสการ์เล็ตต์ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตที่ทั้งบ้านมีแต่ลูกสาวจึงต้องทําหน้าที่พลิกฟื้นทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยความช่วยเหลือของเร็ตต์ซึ่งหลงรักและคอยช่วยเหลือเธอโดยตลอด แม้สการ์เร็ตต์จะไม่มีท่าทีว่ารักเขาเลยก็ตาม เรื่องนี้จบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เรียกน้ำตาคนดูได้อย่างท่วมท้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ (Oscar) หรือ อคาเดมี อวอร์ดส (Academy Awards) ครั้งที่ 12 ในปี ค.ศ. 1940 ถึง 8 รางวัล จากการเสนอชื่อเข้าชิง 13 รางวัล โดยได้รับรางวัลสาขาการผลิตยอดเยี่ยม ผู้กํากับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนําหญิงยอดเยี่ยม ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม กํากับศิลป์ยอดเยี่ยม กํากับภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นทั้งหมด

นอกจากนี้การรับรางวัลนักแสดงสมทบของ แฮตตี แมคแดเนียล (Hattie McDaniel) นักแสดงหญิงผิวดํา ยังนับเป็นการทําลายวัฒนธรรมกีดกันสีผิวของวงการภาพยนตร์ลงไปอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อเรื่องในภาพยนตร์ที่เผยมุมมองอีกด้านของชีวิตทาสผิวดํา ยังถือเป็นมิติใหม่ของโลกภาพยนตร์ฮอลลีวูดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างทั้งสิ้น 3.85 ล้านดอลลาร์ นับว่าเป็นทุนซึ่งสูงมากในช่วงเวลานั้น แต่ก็ทํากําไรได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว โดยทํารายได้ถึง 390 ล้านดอลลาร์ (ค่าเงินในเวลานั้น) เพียงแค่ครั้งแรกที่นําออกฉายในปี ค.ศ. 1939 และยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ทํารายได้สูงสุดตลอดกาลซึ่งไม่มีใครสามารถลบสถิติลงได้หากนําค่าเงินเฟ้อมาคํานวณอีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงได้รับคํายกย่องจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ทั่วไปและจากสถาบันต่างๆจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ฮอลลีวูดเคยผลิตออกมาอีกด้วย จึงไม่แปลกที่เมื่อมีการนํากลับมาฉายใหม่ครั้งใด ผู้ชมก็ยังคงให้การต้อนรับอย่างเนืองแน่นไม่เปลี่ยนแปลง

2. Avatar (2009)

 ความยาว : 161 นาที รายได้ : 3,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Avatar (2009)

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นภาพยนตร์คลาสสิกของโลกภาพยนตร์ยุคใหม่ที่คงจะหาภาพยนตร์เรื่องใดในยุคสมัยเดียวกันนี้เทียบได้ยาก ทั้งเรื่องราวการกํากับการแสดง ฉาก และที่สําคัญที่สุดก็คือสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ (Special Effect) หรือเทคนิคพิเศษในการถ่ายทําที่ต้องยกนิ้วให้ทีมทําซีจี (CG) หรือ คอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer Graphic) ซึ่งกลายเป็นส่วนสําคัญที่สุดซึ่งภาพยนตร์ในยุคใหม่นี้ต้องใช้อย่างขาดไม่ได้ และต้องบอกว่างบประมาณที่ทุ่มไปกับการทําซีจีของภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นจํานวนเงินที่มหาศาลด้วยเช่นกัน

ซึ่งการทุ่มทุนลงไปกับด้านนี้อย่างมากมายก็เพื่อที่จะให้ภาพออกมาสมจริงดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด และก็บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแท้จริง เนื่องจากภาพที่ออกมาดูสมจริงเป็นธรรมชาติอย่างมากแม้จะทราบว่ามันคือการทําซีจีก็ตาม ด้วยเหตุนี้ทีมทําซีจีของภาพยนตร์เรื่องอวตารจึงมีจํานวนคนเกือบจะเทียบเท่ากับทีมถ่ายทําปกติเลยทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้กํากับโดย เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) รวมทั้งยังเป็นผู้อํานวยการผลิตร่วมกับ จอห์น แลนเดา (Jon Landau) อีกด้วย นําแสดงโดย แซม เวิร์ตธิงตัน (Sam Worthington) กับ โซอี ซาลดาโน (Zoe Saldana) โดยเฉพาะ โซอี ซาลดาโน นั้น เธอจะต้องแสดงไปพร้อมกับตัวซีจีของเธอเองไปทั้งเรื่องเลยทีเดียว

บทภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนโดย เจมส์ คาเมรอน ด้วยเช่นกัน เนื้อเรื่องกล่าวถึงมนุษย์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 22 เมื่อมนุษย์สามารถไปตั้งอาณานิคมที่ดาวดวงอื่นได้แล้ว จึงสูบทรัพยากรต่างๆจากดวงดาวเหล่านั้นมาเลี้ยงโลกมนุษย์ มนุษย์บนดวงดาวอาณานิคมจึงไม่ต่างไปจากทาสเช่นที่เคยเกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 15-19

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนดาวอาณานิคมแห่งหนึ่งชื่อ แพนโดรา (Pandora) ซึ่งเป็นดาวดวงหนึ่งอยู่ในระบบดาวอัลฟา เซนทอรี (Alpha Centauri) ระบบดาวที่อยู่ใกล้เคียงกับระบบสุริยจักรวาลของเรามากที่สุด ดาวดวงนี้มีแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งจําเป็นอย่างมากต่อโลกมนุษย์ มนุษย์จึงต้องสูบเอาแร่ธาตุเหล่านั้นไปใช้จนดาวดวงนี้เริ่มตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เนื่องจากทรัพยากรที่ถูกสูบไปทําให้ดาวดวงนี้เกิดความเสียสมดุล ชาวแพนโดราจึงเริ่มคิดที่จะปกป้องดาวของตัวเองก่อนที่มันจะตายลงไป สงครามจึงเกิดขึ้น โดยมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานที่นั่นหันไปช่วย เหลือชาวแพนโดราต่อสู้กับทหารฝ่ายเจ้าอาณานิคม

ความแปลกใหม่ที่ถือเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การสร้างร่าง “อวตาร” ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ลงไปทํางานบนดาวแพนโดรา โดยใช้ร่างกายของเขาสร้างร่างอวตารให้เป็นชาวแพนโดราเพื่อให้สามารถปฏิสัมพันธ์กับชาวแพนโดราได้ กับอีกสิ่งที่ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จนติดตรึงใจผู้ชมก็คือฉากของดาวแพนโดราอันสวยสดงดงาม ซึ่งแม้จะเป็นซีจีแต่ก็นําเค้าโครงต่างๆมาจากทิวทัศน์ที่มีอยู่จริงในประเทศจีน คือ อุทยานแห่งชาติจางเจี่ยเจี้ย (Zhangjiajie National Park) ในมณฑลหูหนาน ซึ่งทําให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางไปชื่นชมทิวทัศน์ที่แท้จริงกันปีๆหนึ่งนับเป็นจํานวนมหาศาลเช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งงบประมาณเอาไว้ 237 ล้านดอลลาร์ แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ลงก็เกินงบประมาณไปเป็นจํานวนมาก แต่ถึงอย่างไรมันก็ทํากําไรให้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อออกฉายในปี ค.ศ. 2009 ก็สามารถทํารายได้ได้ถึง 2,788 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ครั้งที่ 82 ในปี ค.ศ. 2010 ถึง 9 รางวัล แม้ว่าจะได้มาเพียงแค่ 3 รางวัล คือ กํากับศิลป์ยอดเยี่ยม กํากับภาพยอดเยี่ยม และเทคนิคสมจริงยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าในปีนั้นภาพยนตร์เรื่องอวตารต้องแข่งกับภาพยนตร์แข็งๆอีกมากมาย โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่อิงกับการเมืองระหว่างประเทศในสงครามอิรักช่วงเวลานั้นคือเรื่อง เธอะ เฮิร์ต ล็อคเกอร์ (The Hurt Locker) ที่กวาดไปถึง 6 รางวัล

2. Titanic (1997)

 ความยาว : 195 นาที รายได้ : 3,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Titanic (1997)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ เจมส์ คาเมรอน เป็นผู้กํากับการแสดงอีกเรื่องหนึ่ง และอํานวยการผลิตร่วมกับ จอห์น แลนเดา ด้วยเช่นกัน แต่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นก่อนเรื่องอวตารเป็นเวลานาน 12 ปี และนับเป็นภาพยนตร์อมตะในตํานานอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน โดยเฉพาะคู่แสดงนําคือ เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) กับ เคต วินสเล็ต (Kate Winslet) ที่รับบทเป็น แจ็ค (Jack) กับ โรส (Rose) ซึ่งกลายมาเป็นคู่รักอมตะที่ถูกกล่าวถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง

บทภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนโดย เจมส์ คาเมรอน อีกเช่นกัน เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกผจญภัยที่อิงกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1912 เกี่ยวกับมหันตภัยที่เกิดขึ้นกับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีในช่วงเวลานั้นชื่อ อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) ซึ่งออกจากท่าเรือเซาแธมตัน อังกฤษ ข้ามแอตแลนติกมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่ยังไปไม่ถึงที่หมายเรือยักษ์ลํานี้ก็ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งและจมลงสู่ก้นมหาสมุทรบริเวณนอกชายฝั่งทางทิศใต้ของเกาะนิวฟันด์แลนด์ ประเทศแคนาดา ทําให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตลงมากกว่า 1,500 คน

โดยในเรื่องนี้มีแจ็คกับโรสเป็นผู้โดยสารที่อยู่บนเรือลํานี้ด้วย ทั้งสองมีฐานะแตกต่างกันมาก แจ็ค เป็นหนุ่มนักเผชิญโชคยากจนแต่เล่นพนันจนได้ตั๋วโดยสาร ส่วนโรสเป็นสาวอังกฤษชั้นสูง ทั้งสองมาพบรักกันบนเรือโดยมีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันเพียงไม่นานก่อนเรือจะจม แต่ก็มากพอที่จะทําให้เกิดความรักอันลึกซึ้งต่อกันได้ ภาพยนตร์มีความสวยงามของเรือไททานิกทั้งภายนอกและภายในเป็นฉากหลัง และด้วยความสวยงามของฉากเหล่านี้นั่นเอง งบประมาณการสร้างทั้งสิ้น 200 ล้านที่นับเป็นเงินลงทุนมหาศาลที่สุดเท่าที่เคยมีในเวลานั้นส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการจําลองฉากเรือไททานิกทั้งภายนอกและภายในที่ละม้ายคล้ายกับของจริงอย่างไม่ผิดเพี้ยน

แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถทํารายได้มหาศาลกลับมาถึง 2,187 ล้านดอลลาร์จากการฉายในครั้งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 70 ในปี ค.ศ. 1998 ถึง 14 รางวัล และได้รับรางวัลออสการ์มากถึง 11 รางวัล นับเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์มากที่สุดในเรื่องเดียวกัน คือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กํากับการแสดงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ซาวน์ดเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม กํากับศิลป์ยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม กํากับภาพยอดเยี่ยม เทคนิคสมจริงยอดเยี่ยม ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเพลง “มาย ฮาร์ต วิลล์ โก ออน (My Heart Wit Go On)” ที่โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองนับจากนั้นจนอีกหลายปีต่อๆมา (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet