เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

จอห์น เอฟ. เคนเนดี มีน้องชายคนหนึ่ง คือ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี (Robert F. Kennedy) หรือ “บ็อบบี (Bobby)” มีตําแหน่งเป็นอัยการสูงสุดในคณะรัฐบาลของเคนเนดี นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาคนสนิทที่คอยช่วยพี่ชายตัดสินใจในแทบทุกเรื่องอีกด้วย มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบ็อบบีทราบตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับเรื่องที่มาริลีนเริ่มลงลึกในความสัมพันธ์กับพี่ชายดี และเพื่อปกป้องพี่ชายไม่ให้เพลี่ยงพล้ำกับเรื่องนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น เขาจึงต้องกันพี่ชายให้ออกห่างจากเรื่องที่กําลังจะฉาวโฉ่ขึ้นระหว่างแจ็คกับมาริลีน ซึ่งในช่วงหลังๆนั้นมาริลีนเองก็มักจะมีพฤติกรรมที่ล้ำเส้นมากขึ้น

ถูกจับตามองโดยซีไอเอและเอฟบีไอ

Marilyn Monroe

โดยมีครั้งหนึ่งที่เธอพยายามจะบอกกับผู้สื่อข่าวเป็นนัยๆว่ากําลังคบหากับบุคคลระดับสูงมากคนหนึ่งในรัฐบาลและมักวางตัวสูงส่งผิดไปจากที่เคยเป็น ซึ่งมีบ่อยครั้งที่เธอมักกล่าวกระแนะกระแหนสุภาพสตรีหมายเลข 1 หรือ แจ็คกี้ เคนเนดี ให้คนใกล้ชิดฟัง บ็อบบีนั้นตามที่ทราบกันว่าเขาก็คือหัวหน้าคณะทํางานที่คอยเคลียร์ทุกอย่างให้พี่ชายบริหารประเทศไปอย่างราบรื่น เขาจึงต้องรู้ดีว่าทั้งซีไอเอ (CIA) และ เอฟบีไอ ต่างก็คอยสอดส่องดูพฤติกรรมของมาริลีนมาโดยตลอด และต้องระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเป็นอย่างดี เขาจึงอาจแทรกตัวเข้าไปโดยใช้ตัวเองกันพี่ชายออกจากมาริลีนก็เป็นได้ 

เรื่องที่ ซีไอเอ และ เอฟบีไอ ลอบติดตามพฤติกรรมของมาริลีนนี้มีการออกมาเปิดเผยจากคนวงในภายหลังว่า ที่บ้านของมาริลีนที่เบรนต์วูดนั้นเต็มไปด้วยเครื่องดักฟังที่คอยดักฟังทั้งทางโทรศัพท์และตามห้องต่างๆเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีการลอบติดตามสอดส่องและแอบถ่ายภาพทุกๆที่ที่ มาริลีนเดินทางไปอีกด้วย แม้แต่ทําเนียบขาวเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งผู้ให้ข่าวเรื่องนี้ไม่อาจบอกรายละเอียดให้ชัดลงไปได้ว่าเป็นหน่วยงานไหนกันแน่ที่เป็นผู้กระทําการเหล่านี้

อาจเป็นได้ทั้ง ซีไอเอ ทั้งเอฟบีไอ หรือแม้แต่พวกมาเฟียก็ตาม ซึ่งต้องการบางสิ่งบางอย่างจากเธอ หรือเป้าหมายอาจ ใหญ่กว่า โดยต้องการจะใช้เรื่องความสัมพันธ์ลับของทั้งสองเพื่อแบล็คเมล์ประธานาธิบดีเลยก็เป็นได้ และก็น่าจะเป็นไปได้ว่าผู้ลอบติดตามพฤติกรรมของมาริลีนอาจเป็นหน่วยงานความมั่นคงของประเทศที่มีความระแวงว่าเธออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้วงความลับจากท่านประธานาธิบดี หรือท่านประธานาธิบดีอาจเผลอพูดความลับของชาติประเทศบางอย่างออกมาหรือไม่

เนืท่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อ แจ็ค เคนเนดี ขึ้นเป็นประธานาธิบดีนั้น เขาก็ได้สร้างศัตรูเอาไว้มากมาย แม้แต่คนใกล้ตัวบางคนก็อาจไว้ใจไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีพวกมาเฟียที่มีสายสนกลในสนิทสนมกับ โจเซฟ เคนเนดี (Joseph Kennedy) บิดาของแจ็คกับบ็อบบีอีก ซึ่งพวกมาเฟียเหล่านั้นก็คือผู้สนับสนุนรายใหญ่และเป็นผู้ที่มีส่วนทําให้เคนเนดีชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในหลายๆรัฐด้วยนั่นเอง

บันทึกสีแดงที่หายสาบสูญ

marilyn-monroe-little-black-book-of-lovers-revealed-death-anniversary-pp

มาริลีน มอนโร ทราบถึงภัยมืดที่กําลังคุกคามเธออยู่หรือไม่ในเวลานั้น และสิ่งที่เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะเป็นสาเหตุทําให้เธอเสียชีวิตหรือไม่ เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนา แต่มีการพูดถึงหลักฐานอย่างหนึ่งที่อาจเฉลยปริศนาได้ก็คือ “บันทึกสีแดง (Red Diary)” ซึ่งเป็นสมุดบันทึกส่วนตัวหุ้มปกสีแดงของเธอเองที่จดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในนั้น มาริลีนติดนิสัยช่างจดมาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อนสนิทของเธอยืนยันว่าเธอมักจะจดทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนแผ่นโน้ตอยู่เรื่อยๆเพื่อเตือนความจํา และเขียนทุกอย่างลงในสมุดจนกลายเป็นนิสัย

มาริลีนเคยเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าเธอเริ่มจดทุกอย่างลงไปในไดอารีเล่มแดงตั้งแต่เมื่อเธอเริ่มเป็นคนไข้ของจิตแพทย์ มาร์กาเร็ต โฮเฮนเบิร์ก (Margaret Hohenberg) ซึ่งเป็นผู้แนะนําให้เธอจดทุกอย่างตั้งแต่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจนกระทั่งหลับตาลงในตอนกลางคืนเพื่อให้เธอไม่รู้สึกเหงาและ เพื่อเตือนความจําของเธอเอง ซึ่งบางครั้งเธอมักสับสนจากโรคที่เธอเป็นจนทําให้จดจําอะไรไม่ได้ชั่วคราว และต่อมาเธอก็เริ่มรู้สึกสนุกสนานไปกับการจดและเขียนทุกอย่างซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวที่เธอทําประจําวันเท่านั้น แต่ยังได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาโดยเฉพาะช่วงที่เธอคบหากับท่านประธานาธิบดี ทั้งยังมีความคิดเห็นต่อเหตุการณ์นั้นๆอีกด้วย

สมุดบันทึกเล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สมุดบันทึกธรรมดา แต่น่าจะเป็นหลักฐานสําคัญทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งเลยก็เป็นได้ ปัจจุบันไม่มีใครทราบว่าไดอารีเล่มนี้ตกอยู่ในมือของใคร แต่มักจะมีการทําเลียนแบบขึ้นมาแล้วนําไปประกาศขายในอินเตอร์เน็ตก็มี เรื่องของบันทึกเล่มนี้ได้รับการยืนยันจากคนใกล้ชิดมาริลีนว่ามีอยู่จริง

คนแรกที่เปิดเผยก็คือ โรเบิร์ต สแลตเซอร์ (Robert Slatzer) ผู้กํากับคนหนึ่งของฮอลลีวูด เขาเล่าให้ฟังว่า มาริลีน มอนโร เป็นคนบอกกับเขาเองว่าเธอจดทุกเรื่องเอาไว้ในนั้นทั้งเรื่องเธอมีสัมพันธ์ลับกับ แจ็ค เคนเนดี หรือแม้แต่แผนลอบสังหาร ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นําคิวบาในเวลานั้นที่ซีไอเอเป็นผู้ดําเนินการ ซึ่งเคนเนดีก็เล่าให้เธอฟังจากปากของเขาเอง และยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแก๊งมาเฟียอีกด้วย ซึ่งเธอยังเคยบอกกับ โรเบิร์ต สแลตเซอร์ ด้วยว่า เธอคิดว่าสมุดบันทึกเล่มนั้นอาจทําให้เธอได้เข้าไปเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ในทําเนียบขาวก็เป็นได้ และแม่บ้านของเธอเองก็ยืนยันว่าเคยเห็นไดอารีสีแดงเล่มนั้นวางอยู่ในห้องของเธอจริง แต่ภายหลังจากการเสียชีวิตของ มาริลีน มอนโร แล้วกลับไม่มีใครพูดถึงหลักฐานชิ้นนั้นเลย

ความสัมพันธ์ของเธอกับ บ็อบบี เคนเนดี

เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

การที่ บ็อบบี เคนเนดี พยายามที่จะเข้ามาเคลียร์ปัญหาให้กับพี่ชายนั้น แทนที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นกลับยิ่งทําให้เรื่องราวยุ่งเหยิงเข้าไปอีกเพราะมีการพูดกันมากว่าบ็อบบีเกิดไปหลงเสน่ห์มาริลีนเข้าอีกคน มีข้อสงสัยกันอย่างมากว่าบ็อบบีอาจหลงรักมาริลีนเข้าจริงๆจนถึงกับมีแผนจะผละจากภรรยาของตนคือ เอเธล เคนเนดี (Ethel Kennedy) เพื่อจะไปอยู่กินกับเธอ และเชื่อว่านอกจาก แจ็คแล้วบ็อบบีก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่แวะเวียนไปพบกับมาริลีนที่บ้านเป็นประจํา และเรื่องราวทั้งหมดก็น่าที่จะอยู่ในสายตาของหน่วยงานต่างๆที่คอยติดตามดูอยู่ รวมทั้งพวกมาเฟียด้วย

โดยมีการเปิดเผยออกมาจากแหล่งข่าวอีกคนหนึ่งว่าเอฟบีไอได้เคยเตือนบ็อบบีไม่ให้เผลอพูดกับ มาริลีนในเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมืองมาก่อนแล้วอีกด้วยเช่นกัน เพราะทราบว่าเธอได้จดบันทึกคําพูดของเขาทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งบ็อบบีนั้นก็ไม่ต่างจากพี่ชายของเขาที่มักพูดทุกอย่างกับมาริลีน อาจเป็น เพราะ 2 พี่น้องประมาทเธอว่าคงเป็นเพียงดาราสาวสวยที่ไม่สนใจการบ้านการเมืองอะไร แม้เอฟบีไอจะสงสัยว่าเธอเป็นคอมมิวนิสต์ก็ตามก็ยังคงหาหลักฐานอะไรที่ชัดเจนไม่ได้

แต่การที่ช่วงเวลานั้นการเมืองกําลังคุกรุ่น และ 2 พี่น้องยังขัดแย้งกับกลุ่มต่างๆมากมายไปหมด ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่ 2 พี่น้องไปขัดขวางแผนการต่างๆเข้าโดยเฉพาะปัญหาที่คิวบา จนทําให้ หลายฝ่ายไม่พอใจเมื่อแผนการลอบสังหารคาสโตรล้มเหลว ซึ่งในจํานวนนั้นมีกลุ่มคิวบาพลัดถิ่นรวมอยู่ด้วย และยังมีกลุ่มมาเฟียอีกกลุ่มที่ต้องการลอบสังหารคาสโตรเพราะไปยึดกิจการของพวกเขาที่ไปลงทุนอยู่ในคิวบาจนหมด สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจนําภัยมาให้มาริลีนโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้หากว่าเธอทราบเรื่องที่ไม่ควรทราบ

ผลประโยชน์ของกลุ่มมาเฟีย

Frank-Sinatra-and-Marilyn-Monroe-main

สนในกรณีของกลุ่มมาเฟียนั้น สาเหตุที่พวกมาเฟียคอยสะกดรอยมาริลีนก็เนื่องมาจากความไม่ไว้วางใจ 2 พี่น้องเคนเนดีนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่ที่ โจเซฟ เคนเนดี บิดาของแจ็คและบ็อบบีซึ่งไปติดต่อขอให้เจ้าพ่อมาเฟียที่ทรงอิทธิพลในเวลานั้นคนหนึ่ง คือ แซม เจียนคานา (Sam Giancana) ให้สนับสนุนบุตรชายขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีซึ่ง แซม เจียนคานา ก็ทําตาม จนเมื่อ แจ็ค เคนเนดี ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงแน่นอนที่แซมจะต้องอ้างว่าเป็นเพราะอิทธิพลของเขาด้วย

และเพื่อหลักประกันว่าเขาจะต้องไม่เสียผลประโยชน์ มาริลีน มอนโร จึงอาจถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเคนเนดีให้เข้ามาสู่กับดักก็เป็นได้ แซม เจียนคานา นั้นมีอิทธิพลทางธุรกิจในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างมากในช่วงเวลานั้น โดยผู้ที่เป็นใบเบิกทางของกลุ่มมาเฟียให้เข้าไปในฮอลลีวูดนั้นก็คือ แฟรงค์ ซิเนตรา (Frank Sinatra) นักแสดงและนักร้องชื่อดัง

แฟรงค์ ซิเนตรา นี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนของมาฟียและ แฟรงค์ ซินาตรา นั่นเองที่เป็นสะพานให้กับแซมและ โจเซฟ เคนเนดี หรือ แซม และ มาริลีน มอนโร ก็ตาม ซึ่งแฟรงค์ถือเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอ และก็เป็นไปได้ที่มาริลีนจะถูกจัดวางให้เป็นนกต่อล่อ 2 พี่น้องเคนเนดี โดยเธออาจไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะในวันที่เธอขึ้นร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ แจ็ค เคนเนดี ที่ เมดิสัน สแคร์ การ์เดน วันนั้น แฟรงค์ ซิเนตรา เช่นกันที่เป็นคนติดต่อขอให้เธอขึ้นร้องเพลงในวันนั้น โดยให้ ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด เพื่อนของแฟรงค์อีกคนเป็นตัวชง เนื่องจากเป็นญาติสนิทกับ แจ็ค เคนเนดี

เป็นไปได้ว่ากลุ่มมาเฟียนี้เองที่เป็นผู้ไปติดตั้งเครื่องดักฟังที่บ้านของมาริลีน เรื่องของเครื่องดักฟังนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อ เวโรนิกา ฮาเมล (Veronica Hamel) นักแสดงสาวซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์ทีวีเรื่อง “เธอะ ฮิลล์ สตรีท บลูส์ (The Hit Street Blues)” ที่เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองบ้านที่เบรนต์วูดต่อจากมาริลีนได้ให้ช่างขึ้นไปซ่อมฝ้าเพดานในวันหนึ่ง แล้วช่างก็ไปพบกับขยะกองโตสุมอยู่บนฝ้าเพดาน ซึ่งขยะเหล่านั้นก็คือชิ้นส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อว่าเคยถูกใช้ในการลอบดักฟัง มาริลีน มอนโร นั่นเอง

สําหรับเหตุการณ์ก่อนวันที่ มาริลีน มอนโร จะเสียชีวิตนั้น มีพยานเห็นว่า บ็อบบี เคนเนดี ไปหาเธอที่บ้านและเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง โดยมี ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด อีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากเพื่อนบ้านว่า หลังจากได้ยินเสียงทะเลาะกันแล้วก็มีเสียงของเธอตะโกนขึ้นมาว่า “ปล่อยให้บ็อบบีอยู่ตามลําพังเถอะ” จากนั้นก็มีเสียงแก้วหรือกระจกแตกตามมา มีการวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า ในวันนั้นบ็อบบีอาจจะไปขอเลิกราความสัมพันธ์ทั้งของเขาและพี่ชายกับมาริลีนก็เป็นได้ เนื่องจากคําเตือนของเอฟบีไอนั่นเองที่เห็นว่าเรื่องกําลังจะแดงขึ้น เพราะมาริลีนเริ่มพูดมาก

เธอเริ่มเปิดเผยความสัมพันธ์ลึกซึ้งนี้กับคนรอบข้างมากขึ้น ถ้าหากเรื่องเหล่านี้หลุดไปถึงหูสื่อมวลชน ภาพพจน์ของพวกเขาคงไม่เหลือ อนาคตทั้งหมดคงจบลงที่ผู้หญิงคนนี้เพียงคนเดียว และเสียงที่เพื่อนบ้านได้ยินว่า “ปล่อยให้บ็อบบีอยู่ตามลําพังเถอะ” นั้นก็คงเป็นเพราะเธอโมโหที่ บ็อบบีไม่มาพูดเรื่องนี้กับเธอเป็นการส่วนตัว แต่กลับพา ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด ที่เป็นคนนอกมาด้วย

จากคําให้การของแม่บ้านชื่อ ยูนิซ เมอร์เรย์ (Eunice Murray) นั้นทําให้ทราบได้ว่าในวันก่อนที่ เธอจะเสียชีวิตคือตอนเช้าของวันที่ 4 สิงหาคมนั้น มาริลีน พูดคุยกับเพื่อนนักข่าวคนหนึ่งชื่อ แพต นิวคัมป์ (Pat NewComb) ซึ่ง แพต นิวคัมบ์ ก็ได้ยืนยันว่าเธอไปพบกับมาริลีนในวันนั้นจริง เธอนั่งคุยไปสัมภาษณ์ไปอยู่จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และหลังจากที่เธอรับโทรศัพท์สายนั้นแล้ว เธอก็เปลี่ยนอารมณ์กลายเป็นหงุดหงิดไปในทันที

แพต นิวคัมป์ คาดว่าผู้ที่โทรมาคงเป็น ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด เนื่องจากเธอสนิทสนมกับมาริลีนมากจนรู้ดีถึงสําเนียงเวลาที่เธอพูดว่าเธอกําลังพูดอยู่กับใคร และหลังจากที่วางสายลงมาริลีนก็บอกกับเธอว่าไม่มีอารมณ์แล้ว เธอจะเข้านอน แต่พอ แพต นิวคัมป์ กลับไปแล้ว แม่บ้านก็ไม่เห็นว่ามาริลีนจะเข้านอนแต่อย่างใด หลังจากนั้นแม่บ้านก็กลับไปทิ้งให้เธออยู่เพียงลําพัง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet