ปิดตำนาน Marilyn Monroe เซ็กส์ซิมโบลแห่งวงการฮอลลีวู้ด

Marilyn Monroe

จากการปะติดปะต่อเหตุการณ์เข้าด้วยกัน จึงมีการสรุปได้ว่า บ็อบบี เคนเนดี คงมาหามาริลีนที่บ้านในราวช่วงบ่ายของวันนั้น ช่วงที่สาวใช้กลับไปแล้วและเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงขึ้น จากนั้น มาริลีนก็ไล่บ็อบบีกลับบ้านไป หลังจากที่บ็อบบกลับไปแล้ว เธอจึงโทรศัพท์ไปตามตัวหมอ ราล์ฟ กรีนสัน (Ralph Greenson) จิตแพทย์ประจําตัวเธอ หมอกรีนสันจึงรีบมาและให้คําปรึกษาอยู่ราวชั่วโมงครึ่งโดยให้ยาระงับประสาทกับเธอด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เธอมักจะขอเป็นประจําอยู่แล้วเวลาเธอเครียด

ปิดตำนาน Marilyn Monroe เซ็กส์ซิมโบลแห่งวงการฮอลลีวู้ด

ปิดตำนาน Marilyn Monroe เซ็กส์ซิมโบลแห่งวงการฮอลลีวู้ด

ในเย็นวันนั้นเธอก็โทรศัพท์ไปถึงคน 2 คน คนหนึ่งเป็นลูกเลี้ยงของเธอ คือ โจอี ดิแมกจิโอ (Joey DiMaggio) กับอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนของเธอชื่อ จีนนี คาร์เมน (Jeanne Carmen) ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้คุยกับเธอ แล้วในตอนค่ำ บ็อบบี เคนเนดี ก็กลับมาที่บ้านมาริลีนอีกครั้งเนื่องจากเธอโทรไปขู่ว่าจะกินยาตาย แต่พอบ็อบบีมาถึงก็พบเธอนอนแน่นิ่งอยู่บนที่นอนแล้ว ทําให้เขาตกใจมาก

ยังมีการเปิดเผยด้วยว่าในคืนนั้นมีผู้โทรไปเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวเธอด้วย โดยสงสัยกันว่าผู้โทรน่าจะเป็นบ็อบบีนั่นเอง เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของกลุ่มต่างๆที่คอยลอบดักฟังและสะกดรอยอยู่ จึงมีพยานรู้เห็นหลายคนเห็นว่าบ็อบบีมาถึงบ้านมาริลีนไม่นานก็รีบออกไป โดยมีผู้ชายอีกคนรีบพาเขาขึ้นรถแล้วรีบขับออกไป

นอกจากนี้ยังมีพยานรู้เห็นอีกคนหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า บ็อบบีปรากฏตัวอยู่แถวบ้านของมาริลีนในคืนนั้นจริง คือเจ้าหน้าที่ตํารวจนายหนึ่งที่ลาดตระเวนอยู่ละแวกนั้น เขาได้เดินเข้าไปตรวจดูรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่อย่างน่าสงสัย และพบว่าผู้ขับขี่ก็คือ ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด ดาราดัง โดยมี บ็อบบี เคนเนดี นั่งอยู่ด้านหลัง จากนั้นรถก็รีบแล่นออกจากที่นั้นไป

ก่อนรุ่งเช้าของวันที่ 5 สิงหาคม เมื่อแม่บ้านมาทํางานตามปกติ เธอสังเกตเห็นกระจกหน้าต่างบานหนึ่งแตกอยู่จึงรีบมาที่ห้องนอนของมาริลีนและพบเธอนอนแน่นิ่งไป แม่บ้านจึงรีบโทรศัพท์ไปหาหมอ ราล์ฟ กรีนสัน ในทันที เวลานั้นเป็นเวลาประมาณก่อนตี 5 ของวันที่ 5 เมื่อหมอกรีนสันมาถึงก็พบว่ามาริลีนได้เสียชีวิตลงเสียแล้ว แต่กว่าที่หมอกรีนสันจะแจ้งให้ตํารวจทราบ และโทรถึงเพื่อนนักข่าวของมาริลีน คือ แพต นิวคัมป์ ให้รู้ เรื่องนั้นก็อีก 6 ชั่วโมงต่อมา จึงเป็นที่สงสัยกันว่าเหตุใดจึงทอดเวลาออกไปยาวนานเช่นนี้

เมื่อตํารวจมาถึงนั้นหมอกรีนสันก็สรุปสาเหตุในการเสียชีวิตของมาริลีนให้ตํารวจฟังว่าเธอกินยาเกินขนาดจนเกิดอาการช็อคและเสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่ตํารวจจึงตรวจที่เกิดเหตุและพบยาถูกเทเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะ ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งชี้ว่าเธอจงใจกินยาเกินขนาดเพราะต้องการจะปลิดชีพตัวเอง จนเมื่อแพทย์ได้ทําการพิสูจน์ศพของเธอแล้วก็พบว่ามีเพียงกากของยาระงับประสาทกับน้ำและเศษอาหารอีกเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลืออยู่ในกระเพาะอาหาร จึงได้ลงความเห็นเช่นเดียวกับหมอกรีนสัน

พิธีศพของเธอถูกจัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคมที่สุสานเวสต์วูด วิลเลจ เมมโมเรียล ปาร์ค (Westwood Village Memorial Park Cemetery) ในแบบส่วนตัว มีเพียงแค่มิตรสนิทของเธอเท่านั้นที่ไปร่วมงาน แต่ภายนอกสุสานมีแฟนๆหลายร้อยคนที่ทราบข่าวต่างแห่แหนกันไปร่วมงานด้วย 

สําหรับภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดงก็คือเรื่อง “ซัมธิงส ก็อต ทู กีฟ (Something’s Got to Give)” ซึ่งเธอแสดงคู่กับ ดีน มาร์ติน (Dean Martin) แต่ยังคงถ่ายทําไม่เสร็จ เธอก็เสียชีวิตลงเสียก่อนจึงต้องยกเลิกการถ่ายทําลง กระทั่งภายหลังจากที่เธอเสียชีวิตลง 37 ปี เมื่อมีการทําสารคดีเกี่ยวกับประวัติชีวิตของ มาริลีน มอนโร ในปี ค.ศ. 1999 ชื่อเรื่อง “มาริลีน มอนโร : เธอะ ไฟนอล เดย์ส (Marilyn Monroe: The Final Days)” จึงได้มีการนําฟุตเทจของเรื่อง ซัมธิงส ก็อต ทู กีฟ ที่ถ่ายค้างเอาไว้มาตัดต่อใหม่ใส่ลงไปในสารคดีเรื่องนี้ด้วย และถูกนําออกอากาศในเดือน มิถุนายน ค.ศ. 2001 ทางช่องเคเบิลทีวี ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเธอที่มีการนําออกฉายจึงเป็นเรื่อง เธอะ มิสฟิตส์ ที่เธอเล่นกับ คลาร์ก เกเบิล ในปี ค.ศ. 1961

การจบชีวิตของ มาริลีน มอนโร ได้กลายเป็นข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพราะคนทั้งโลกรู้จักเธอเป็นอย่างดี จึงทําให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจในหมู่แฟนๆของเธอไปทั่วโลก และถึงแม้ว่ามาริลีนจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ภาพความงามและความเซ็กซี่ของเธอหรือผลงานการ แสดงภาพยนตร์เรื่องต่างๆก็ตามก็ยังถูกนําออกมาให้สาธารณชนได้ชมกันอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน คล้ายกับว่าเธอยังมีชีวิตโลดแล่นอยู่อย่างอมตะไม่มีวันตาย

นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลาเกินครึ่งศตวรรษกว่ามาแล้ว ยังไม่มีใครที่จะลืมภาพของ มาริลีน มอนโร ลงได้ และไม่ว่าที่แห่งไหนในโลกก็ตาม ภาพความงามและความเซ็กซี่ของเธอก็ยังมักถูกนําไปใช้กันอย่างไม่รู้เบื่อ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็น “สัญลักษณ์ทางเพศ” ของเธอได้อย่างไม่จําเป็นจะต้องอธิบายแต่อย่างใดอีกแล้ว และก็ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่จะมีอิทธิพลมากพอที่จะสร้างแรงดึงดูดทั้งทางสายตาและอารมณ์ของผู้คนทั่วไปได้มากอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ มาริลีน มอนโร เลย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet