จากนางแบบนู้ดในหน้านิตยสาร Playboy สู่การเป็น 1 ในดาราตัวท็อปที่ทำเงินสูงสุด

The seven year itch

ภายหลังจากเรื่อง เลดีส์ ออฟ เธอะ คอรัส แล้ว มาริลีน มอนโร ก็ไม่ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องใดกับ โคลัมเบียอีกเลย จนกระทั่งหมดสัญญาแล้วเธอก็ไม่ได้ต่อสัญญาอีก มาริลีนจึงเข้าหา จอห์นนี ไฮด์ (Johnny Hyde) ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทนายหน้าดารา วิลเลียม มอร์ริส เอเจนซี (Wiiam Morris Agency) ที่เป็นตัวแทนให้กับดาราฮอลลีวูดมากมาย มาริลีนได้ขอให้ จอห์นนี ไฮด์ เป็นตัวแทนให้กับเธอ เชื่อกันว่าเธอต้องมีข้อเสนออะไรที่สมน้ำสมเนื้อเวลานั้น จอห์นนีจึงยินยอมตกลงรับเธอเข้าสังกัด

Red Velvet ภาพเปลือยชุดประวัติศาสตร์ของโลก

TOM KELLEY (1914–1984) Marilyn Monroe on Red Velvet, 1949

ต่อมาความสัมพันธ์ของทั้งสองลึกซึ้งถึงขนาดเกือบจะแต่งงานกันเลยทีเดียว และ จอห์นนี ไฮด์ นี้เองที่เป็นผู้ปลุกปั้น มาริลีน มอนโร ขึ้นมาจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เขาได้จัดการพาเธอไปเปลี่ยนองค์ทรงเครื่องใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง ตั้งแต่ทําศัลยกรรมพลาสติกทั้งที่จมูกและกราม และจัดฟันใหม่หมดจนดูไฉไลขึ้นตามสูตรสําเร็จในการปั้นดาราฮอลลีวูดที่นิยมทํากัน และหาภาพยนตร์ให้เธอแสดงอีกหลายเรื่อง

แต่มาริลีนก็ยังคงได้เพียงแค่บทตัวประกอบที่ไม่มีความสําคัญแต่อย่างใดอยู่ดี เธอจึงกลับไปหางานถ่ายแบบอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้สิ่งที่ทําให้เธอเริ่มเป็นที่สนใจไม่ใช่ภาพแฟชั่นหรือภาพโฆษณา แต่เป็นภาพเปลือยของเธอที่ถ่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1949 โดยช่างภาพคือ ทอม เคลลี (Tom Kelly) จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการที่ทอมได้ไปพบเธอเข้าโดยบังเอิญตอนที่มาริลีนประสบอุบัติเหตุรถยนต์บนถนนซันเซ็ต เดือนตุลาคม ค.ศ. 1948

เธอได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยในครั้งนั้น ซึ่ง ทอม เคลลี ก็ได้ผ่านไปเห็นเข้าจึงเข้าไปให้ความช่วยเหลือเธอ เขาถึงกับตกตะลึงกับความสวยของมาริลีนจึงอดไม่ได้ที่จะชักชวนเธอไปที่สติวดิโอเพื่อเทสต์หน้ากล้อง กระทั่งเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1949 นั่นเองที่ทอมได้ว่าจ้างเธอมาถ่ายภาพเปลือย โดยเสนอเงินจํานวนหนึ่งให้ พร้อมกับบอกเธอว่าเธอจะต้องดังด้วยภาพชุดนี้

Playboy first issue

ภาพชุดนี้ชื่อว่า “เรด เวลเว็ต (Red Velvet)” เนื่องจากเธอเปลือยกายทอดร่างอยู่บนผ้ากํามะหยี่สีแดง ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ชุดหนึ่งของโลกมาจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว ซึ่งต่อมาภาพชุดนี้ถูกขายให้กับ ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ (Hugh Hefner) เมื่อเขาก่อตั้งนิตยสารเพลย์บอย (Playboy) ขึ้น และ ออกนิตยสารฉบับแรกในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1953 โดยจ้างมาริลีน มอนโร มาเป็นแบบขึ้นปก เพลย์บอย ฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งซื้อรูปชุด “เรด เวลเว็ต” ของเธอมาเป็นภาพชุดหน้ากลาง ซึ่งตอนนั้น มาริลีน มอนโร เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นบ้างแล้ว ภาพเปลือยของเธอในนิตยสารเพลย์บอยฉบับนั้นจึงยิ่งทําให้ทั้ง มาริลีนและเพลย์บอยต่างก็ดังระเบิดไปพร้อมๆกัน

จากนางแบบนู้ดในหน้านิตยสาร Playboy สู่การเป็น 1 ในดาราตัวท็อปที่ทำเงินสูงสุด

marilyn monroe diamonds are a girl's best friend

ในปี ค.ศ. 1950 มาริลีน มอนโร แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ก็ไม่เคยได้รับบทเด่นเลย กระทั่ง จอห์นนี ไฮด์ พยายามวิ่งเต้นจนกระทั่งทําให้เธอได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับฟ็อกซ์ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1950 เป็นเวลา 7 ปี แต่ก็เป็นโชคร้ายของจอห์นนี่ที่ไม่สามารถอยู่ดูความสําเร็จของมาริลีน ที่เขาเป็นผู้ปั้นได้ เพราะภายหลังจากที่เธอเซ็นสัญญาเพียงวันเดียว จอห์นนีก็เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวาย และด้วยสัญญาระยะยาวฉบับนี้จึงทําให้ฟ็อกซ์ต้องหันมาเอาใจใส่และเริ่มทําแผนโปรโมตเธออย่างจริงจัง

แม้ว่าต่อมามาริลีนก็ยังคงได้รับบทตัวประกอบในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องก็ตาม แต่บทของเธอก็เริ่มมีความเด่นขึ้น และการแสดงของเธอก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทางฟ็อกซ์เองก็เชื่อว่าเธอก็คือจุดขาย แม้ว่าเธอจะเป็นเพียงตัวประกอบ แต่ใบปิดโฆษณาหนังทุกเรื่องที่มาริลีนร่วมแสดงด้วยจะ ต้องนําภาพของเธอขึ้นมาประกบกับนักแสดงนําทั้งสิ้น ก็ด้วยความเซ็กซี่ที่มีอยู่ในตัวเธออย่างมากมายนั่นเองที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนให้หันมามอง

มาริลีนได้รับบทนําแสดงในภาพยนตร์ของฟ็อกซ์ครั้งแรกก็คือเรื่อง “ดอนท์ บอเธอร์ ทู น็อค (Don’t Bother to Knock)” โดยแสดงคู่กับ ริชาร์ด วิดมาร์ก (Richard Widmark) ฉายในปี ค.ศ. 1952 แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์เกรด B อีกเช่นกัน เธอได้รับบทนําในภาพยนตร์เกรด A เรื่องแรกคือเรื่อง “ไนอาการา (Niagara)” ซึ่งนําแสดงร่วมกับ โจเซฟ ค็อตเตน (Joseph Cotten) ฉายในปี ค.ศ. 1953 ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเธอ

พอถึงตอนนี้ชื่อของ มาริลีน มอนโร ได้เริ่มเป็นที่รู้จักกันในฐานะดาวดวงใหม่ที่มีอนาคตสดใสของฮอลลีวู้ดแล้วและในตอนนี้เองที่เมื่อภาพเปลือยของเธอไปปรากฏเป็นภาพชุดหน้ากลางของนิตยสารเพลย์บอย ความเซ็กซี่ของเธอก็ยิ่งทําให้เธอดูเฉิดฉายมากยิ่งขึ้นไปอีกจนใครๆเริ่มจับตามาที่เธอ

How To Marry A Millionaire 2

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-54 เป็นต้นมา ชื่อเสียงของ มาริลีน มอนโร เริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับภาพยนตร์ที่เธอนําแสดงก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เช่นเรื่อง “เจนเติลเมน พรีเฟอร์ บลอนด์ส (Gentlemen Prefer Blondes)” ในปี ค.ศ. 1953 ที่นําแสดงกับ เจน รัสเซลล์ (Jane Russell) “ฮาว ทู แมรี อะ มิลเลียนแนร์ (How to Marry a Millionaire)” ในปี ค.ศ. 1953 นําแสดงประกบกับดาราดังอีก 2 คน คือ เบตตี เกรเบิล (Betty Grable) และ ลอเรน เบคอลล์ (Lauren Bacal) เรื่อง “ริเวอร์ ออฟ โน รีเทิร์น (River of No Return)” ในปี ค.ศ. 1954 ที่นําแสดงคู่กับ โรเบิร์ต มิตชัม (Robert Mitchum)

Gentlemen Prefer Blondes

และไม่เพียงแต่ผลงานด้านการแสดงเท่านั้น มาริลีน มอนโร ยังมีความสามารถในด้านการร้องเพลงที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆด้วยเช่นกัน ซึ่งเธอก็ได้แสดงความสามารถในด้านการร้องเพลงอันไพเราะไว้ ในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่นเพลง “ไดมอนด์ อาร์ อะ เกิร์ลสเบสต์ เฟรนด์ (Diamonds Are a Girl’s Best Friend)” ที่ร้องในเรื่อง “เจนเติลเมน พรีเฟอร์ บลอนด์ส” “ริเวอร์ ออฟ โน รีเทิร์น (River of No Return)” ที่ร้องในเรื่อง “ริเวอร์ ออฟ โน รีเทิร์น” เป็นต้น ซึ่งก็ยังมีเพลงอื่นๆอีกนับ เป็นจํานวนมากที่เธอร้องเอาไว้

ก่อตั้ง Marilyn Monroe Productions

The Seven Year Itch

ในปี ค.ศ. 1954 ชื่อของ มาริลีน มอนโร ก็ได้รับการจัดอันดับขึ้นมาอยู่ในทําเนียบ 1 ใน 10 ดาราที่ทําเงินสูงสุด (Top Ten Money Making Stars Poll) แต่อันดับดังกล่าวนี้ไม่ได้สร้างผลกําไรให้แก่เธอ นอกจากบริษัทภาพยนตร์เท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ก็เพราะสัญญาระยะยาวที่เธอเซ็นกับ ฟ็อกซ์นั่นเอง จึงไม่ได้ทําให้ค่าตัวการแสดงของเธอเพิ่มขึ้น แม้หนังจะทําเงินมหาศาลก็ตาม มาริลีน มอนโร จึงกลายเป็นดาราที่ได้รับค่าตัวซึ่งน้อยมากหากเทียบกับดาราที่มีชื่อเสียงระดับเดียวกัน

และในขณะที่อาชีพนักแสดงของเธอกําลังรุ่งอยู่นี้ มาริลีน มอนโร ก็แต่งงานอีกครั้งหนึ่งในเดือน มกราคม ค.ศ. 1954 กับดาราเบสบอลชื่อดัง โจ ดิแมกจิโอ (Joe DiMaggio) ซึ่งทั้งสองแอบคบหากันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 แล้ว และในช่วงนี้เองที่เธอเริ่มงัดข้อกับผู้บริหารของฟ็อกซ์ มาริลีนเริ่มตั้งแง่เรื่องรายได้ของเธอ เธอจึงเริ่มปฏิเสธที่จะแสดงภาพยนตร์เรื่องต่อไป แล้วไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่นกับ สามีแทน ฟ็อกซ์จึงแก้เผ็ดเธอโดยเรียกดารารุ่นน้องมารับบทแทน และให้ใช้ห้องแต่งตัวส่วนตัวของ มาริลีนอีกด้วย

พอเธอกลับมาจึงไม่พอใจและตั้งเงื่อนไขกับผู้บริหารของฟ็อกซ์ว่าหากจะให้เธอเล่นภาพยนตร์เรื่องต่อไป ฟ็อกซ์จะต้องปรับปรุงสัญญาโดยขึ้นค่าตัวให้กับเธออย่างเหมาะสม ซึ่งเธอก็ชนะเนื่องจากผลโพลที่เธอติด 1 ใน 10 ของดาราทําเงินสูงสุดในเวลานั้นนั่นเอง อีกทั้งการที่ทางกองทัพต้องการให้เธอไปปลุกขวัญทหารอเมริกันซึ่งประจําการอยู่ในเกาหลีเวลานั้นเนื่องจากความดังของเธอ ก็เป็นแรงกดดันให้ฟ็อกซ์ไม่มีทางเลือก

ในที่สุดชีวิตแต่งงานครั้งที่ 2 ของ มาริลีน ก็ล่มลงอีกครั้งหลังจากที่แต่งงานกับ โจ ดิแมกจิโอ ได้เพียงแค่ 9 เดือน ทั้งสองก็หย่าจากกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1954 และภายหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “เธอะ เซเวน เยียร์ อิตช์ (The Seven Year Itch)” ในปี ค.ศ. 1955 แล้ว มาริลีนก็เกิดเรื่อง เกิดราวกับฟ็อกซ์อีกจนได้ในเรื่องเงินโบนัสที่ทางฟ็อกซ์สัญญาว่าจะให้เธอเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องกันจนในที่สุดเธอก็ได้ผละจากฟ็อกซ์ไป โดยที่สัญญาก็ยังไม่สิ้นสุดแล้วย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก และไปร่วมหุ้นกับเพื่อนช่างภาพของเธอชื่อ มิลตัน กรีน (Milton Greene) ก่อตั้งบริษัทของตัว เองขึ้นชื่อว่า มาริลีน มอนโร โปรดักชั่นส์ (Marilyn Monroe Productions)

มาริลีนเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการย้ายไปที่นิวยอร์กครั้งนั้นว่า เธอเบื่อบทบาทที่ทางสติวดิโอยื่นให้ซึ่งเน้นแต่บทเซ็กซี่หรือไม่ก็หนังตลก เธอต้องการแสดงภาพยนตร์ที่เน้นบทบาทการแสดงมากกว่า ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้อาศัยช่วงที่ย้ายไปนิวยอร์กนี้เรียนการแสดงไปด้วย โดยสมัครเข้าเรียนการแสดงละครเวทีกับ คอนสแตนซ์ คอลเลียร์ (Constance Coltier) ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสดงของเธออย่างแท้จริง

ตลอดปี ค.ศ. 1955 เธอจึงไม่มีผลงานภาพยนตร์ออกมาแต่อย่างใด และในช่วงที่เธออยู่นิวยอร์กนี้เช่นกันที่เธอเริ่มมีข่าวว่ามีความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ (Arthur Miller) นักเขียน บทละครผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง และจากการคบหาจนใกล้ชิดกับ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ นี้เอง มาริลีน จึงได้ถูกเอฟบีไอ (FBI) เพ่งเล็งและตามสืบประวัติของเธออย่างละเอียด เนื่องจาก อาร์เธอร์ มิลเลอร์มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดําของเอฟบีไอที่ถูกสงสัยว่าอาจจะมีพฤติกรรมฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ซึ่งคนในวงการบันเทิงจํานวนมากก็ติดอยู่ในบัญชีดํานี้ด้วย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet