ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ในปี ค.ศ. 1956 มาริลีน มอนโร กลับคืนสู่ฮอลลีวูดอีกครั้งหลังจากข้อตกลงใหม่กับฟ็อกซ์ลงตัว โดยฟ็อกซ์ยอมเริ่มสัญญา 7 ปีฉบับใหม่โดยมอบผลประโยชน์ให้ตามที่เธอเรียกร้อง การกลับคืนฮอลลีวูดครั้งนี้ยิ่งทําให้เส้นทางในการแสดงของเธอโชติช่วงขึ้นไปอีก ซึ่งทางฟ็อกซ์ก็รีบมอบบท ภาพยนตร์เรื่องใหม่ให้เธอในทันทีคือเรื่อง บัส สต็อป (Bus Stop) โดยแสดงคู่กับ ดอน เมอร์เรย์ (Don Murray) ซึ่งก็เป็นภาพยนตร์ที่ทํารายได้สูงอีกเรื่องหนึ่ง

ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตการแสดง

The Prince and the Showgirl

ถึงตอนนี้ชื่อเสียงของ มาริลีน มอนโร นับเป็นดาราใหญ่คนหนึ่งของฮอลลีวูดไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องต่างๆที่เธอนําแสดงนับจากนี้ไปจึงล้วนแต่แสดงคู่กับดาราใหญ่ระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดทั้งสิ้น ซึ่งนั่นน่าจะเป็นอีกเหตุผลสําคัญที่ว่าเหตุใดเธอจึงต้องไปชุบตัวเรียนการแสดงอย่างจริงจังที่นิวยอร์ก ก็เพราะเธอต้องการที่จะได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงคุณภาพผู้มีความสามารถอย่างแท้จริงเมื่อจะต้องแสดงร่วมกับดาราใหญ่ๆซึ่งมีประสบการณ์สูงไม่ใช่เพราะในด้านของสรีระและความสวยของเธอเพียงอย่างเดียว

Some Like It Hot

และความพยายามของ มาริลีน มอนโร ก็เป็นผลสําเร็จ เมื่อภาพยนตร์นับจากนั้นล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่นเรื่อง “เธอะ พรินซ์ แอนด์ เฮอะ โชว์เกิร์ล (The Prince and the Showgirl)” ในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งแสดงคู่กับ ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Laurence Olivier) หรือ “ซัม ไลค์ อิต ฮอต (Some Like It Hot)” ในปี ค.ศ. 1959 ที่แสดงคู่กับ โทนี เคอร์ติส (Tony Curtis) และ แจ็ค เลมมอน (Jack Lemmon) และ “เล็ต’ส เมค เลิฟ (Let’s Make Love) ในปี ค.ศ. 1960 ที่แสดงคู่กับ อีฟส์ มองตองด์ (Yves Montand) และ โทนี แรนดอลล์ (Tony Randall) เรื่องหลังนี้ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ คนรักของเธอในเวลานั้นได้ร่วมเขียนบทด้วย

ถึงแม้มาริลีนจะมีภาพยนตร์ออกมาไม่มากนักในช่วงหลังนี้ แต่ภาพยนตร์ทั้งหมดก็นับว่าเป็น ภาพยนตร์คุณภาพที่ล้วนแต่ได้รับคําวิจารณ์จากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ในแง่บวกทั้งสิ้น และก็ทําให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง “รางวัลโกลเดน โกลบ (Golden Globe Award)” หรือ รางวัลลูกโลกทองคํา จากเรื่อง “ซัม ไลค์ อิต ฮอต” อีกด้วย

ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

มาริลีน มอนโร แต่งงานกับ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ ในปี ค.ศ. 1956 นับเป็นการแต่งงานครั้งที่ 3 ของเธอ ซึ่งในเวลานั้นชื่อเสียงของเธอก็โด่งดังไปจนถึงต่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะในยุโรปนั้นรู้จักชื่อของเธอมากกว่าชื่อดาราดังของฮอลลีวูดคนใดๆเสียอีก แต่หลังจากอยู่กินกับ อาเธอร์ มิลเลอร์ เป็นเวลา 5 ปี มาริลีนก็หย่าจากเขาในปี ค.ศ. 1961 และนับจากช่วงเวลานี้ต่อไปนั่นเองที่มรสุมต่างๆเริ่มถาโถมเข้าใส่เธอให้ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันหนักหน่วงต่างๆนานาจนถึงกับต้องพึ่งหมอเพื่อรักษาอาการทางจิต

เธอต้องเผชิญปัญหาทั้งเรื่องธุรกิจและการแสดง รวมถึงเรื่องส่วนตัวของเธอเองด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เธอไปมีความพัวพันกับวงการมาเฟียซึ่งเข้ามาจับธุรกิจในฮอลลีวู้ด ปัญหาต่างๆเหล่านี้เมื่อกองสุมเข้ามามากๆเข้าก็พอกพูนจนกลายเป็นปัญหาหนักอกที่แก้ไม่ตก และส่งผลกระทบไปจนถึงการแสดงในช่วงหลังๆของเธอด้วยเช่นกัน ทําให้ทั้งมาตรฐานการแสดงและความรับผิดชอบต่างๆของเธอต้องตกลงไป

ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธอถ่ายทําภาพยนตร์เรื่อง ซัม ไลค์ อิต ฮอต แล้ว เธอมักจะหงุดหงิดอารมณ์เสียและเอาแต่ใจตัวกลางกองถ่าย สั่งให้ถ่ายทําใหม่อยู่เป็นประจําคล้ายเป็นผู้กํากับเสียเอง จนแม้แต่หนึ่งในนักแสดงคู่กับเธอ คือ โทนี เคอร์ติส ก็เกิดความเบื่อหน่ายถึงกับเอ่ยปากว่า “จูบกับเธอเหมือนจูบกับฮิตเลอร์อย่างไรอย่างนั้น”

ท่ามกลางปัญหาซึ่งแก้ไม่ตกนี้ เธอก็ยังเกิดไปมีสัมพันธ์ลับกับบุคคลระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯเวลานั้นอีก มาริลีนเริ่มมีข่าวซุบซิบว่าเธอเป็นภรรยาลับของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีสหรัฐฯในเวลานั้น โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่เธอมีข่าวซุบซิบเรื่องนี้เกิดขึ้นเธอก็เริ่มมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์จนคนรอบข้างเริ่มระอา ใครที่ต้องทํางานร่วมกับเธอต่างก็ถึงกับส่ายหัว เพราะเธอเริ่มขาดวินัย ผิดนัด และขาดสมาธิในการแสดง โดยที่เธอไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย

The Misfits

ในการแสดงภาพยนตร์เรื่อง “เธอะ มิสฟิตส์ (The Misfits)” ในปี ค.ศ. 1961 ที่แสดงคู่กับ คลาร์ก เกเบิล (Clark Gable) นั้น เธอสร้างความปวดหัวให้กับผู้กํากับและกองถ่ายเป็นอย่างมาก มาริลีน ไม่มีสมาธิในการแสดงอย่างหนักจนต้องมีการเทคฉากเดียวกันอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีความจําเป็น และใช้อารมณ์กับคนในกองถ่ายจนเป็นที่เบื่อหน่ายของทีมงาน กระทั่งถ่ายทําเรื่องนี้เสร็จแล้ว และอีก 12 วันต่อมา คลาร์ก เกเบิล เกิดเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย มาริลีนก็ถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุที่ทําให้ คลาร์ก เกเบิล ต้องเสียชีวิตลง เพราะเขาต้องทนทํางานหนักกับเธอ อย่างไม่จําเป็นจนทําให้อาการโรคหัวใจของเขากําเริบขึ้นนั่นเอง

ในความเป็นจริงนั้น คลาร์ก เกเบิล แก่กว่ามาริลีนถึง 26 ปี ตอนที่ถ่ายทําเรื่อง เธอะ มิสฟิตส์ นั้นเขาอยู่ในวัย 60 ปีแล้ว และก็มีโรคประจําตัวอยู่ก่อน ซึ่งตั้งแต่ที่เริ่มต้นถ่ายทําภาพยนตร์เรื่องนี้เขาก็มีสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว ส่วนมาริลีนนั้นก็เริ่มใช้ยาระงับประสาทและยานอนหลับเพื่อหยุดอาการเครียดของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จิตแพทย์จึงต้องแนะนําให้เธอเข้าคอร์สบําบัดอาการทางประสาทอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

แต่ในขณะที่เธอเริ่มป่วยนี้ไม่มีก็ใครทราบเลยว่าอะไรที่ทําให้บุคลิกของเธอเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนั้นแม้แต่เพื่อนและคนใกล้ชิด เพราะเธอเก็บมันเป็นความลับกับอย่างตัวอย่างมิดชิด จากดาราที่เคยมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการแสดงกลายเป็นดาราเจ้าปัญหาที่สร้างความระอาให้กับแทบทุกฝ่าย จนบางครั้งถึงกับมีการถอดชื่อของเธอออกจากการแสดงไปกลางคันทั้งที่หนังยังคงถ่ายไม่เสร็จก็มี

จนเมื่อเธอเริ่มมีความสัมพันธ์ลับๆกับ จอห์น เอฟ. เคนเนดี นั่นเอง อาการเธอก็ยิ่งหนักขึ้น มาริลีน รู้จักกับประธานาธิบดีเคนเนดีครั้งแรกด้วยการแนะนําของ ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด (Peter Lawford) ดาราชื่อดังคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติสนิทกับตระกูลเคนเนดี เขาเป็นผู้พาเธอไปแนะนําให้ท่านประธานาธิบดีรู้จักในงานวันเกิดของ จอห์น หรือ “แจ็ค (Jack)” เคนเนดี ซึ่งจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน (Madison Square Garden) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1962 ในงานนั้น มาริลีนถูกขอให้ขึ้นไปสร้างความประทับใจให้ท่านประธานาธิบดีด้วยการขึ้นไปร้องเพลง “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ มิสเตอร์ เพรสซิเดนท์ (Happy Birthday, Mr. President)” บนเวที และยังเป็นคนกล่าวอวยพรวันเกิดอีกด้วย

หลังจากที่งานสิ้นสุดลง ประธานาธิบดีเคนเนดีจึงได้ขอให้ ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด แนะนํามาริลีนให้เขารู้จักเป็นการส่วนตัวที่หลังเวที นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งสองก็ลอบนัดหมายกันอย่างต่อเนื่อง โดยที่มาริลีนได้กลายเป็นแขกลับๆเข้าออกห้องทํางานรูปไข่ของประธานาธิบดีในทําเนียบขาวโดยใช้ช่องทางพิเศษอยู่เป็นประจํา จากจุดนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิบากกรรมที่คืบคลานเข้ามาในชีวิตของเธออย่างไม่รู้ตัว

ในขณะที่เธอกําลังเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ตกอย่างมากมายอยู่แล้ว มาริลีนก็ยังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลสําคัญหมายเลข 1 ของประเทศที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วอีกด้วย เรื่องนี้ถือเป็นการราดน้ำมันลงไปในกองเพลิง และยิ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่การเมืองในสหรัฐฯและการเมืองระหว่างประเทศยุ่งเหยิงที่สุดยุคหนึ่ง และท่านประธานาธิบดีก็มีศัตรูอยู่มากมายคอยจ้องจะโค่นท่านลงจากตําแหน่ง การเข้าไปมีความสัมพันธ์ลับๆกับประธานาธิบดีเคนเนดีในช่วงเวลานั้นจึงเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งที่ศัตรูอาจใช้โจมตีได้ ทําให้ท่านต้องระวังตัว แต่มาริลีนไม่ใช่ดอกไม้ริมทางที่ใครจะมาเด็ดดมเฉยๆได้

นักเล่าประวัติของมาริลีน มอนโร มักกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับประธานาธิบดีเคนเนดีว่า เธอมีความหวังอย่างมากที่จะไม่ใช่เพียงภรรยาลับ และมีความมั่นใจอย่างมากว่าเสน่ห์ของเธอจะมัดหัวใจของ แจ็ค เคนเนดี ให้หลงเธออย่างหัวปักหัวป่าและหย่ากับ แจ็กกี เคนเนดี (Jackie Kennedy) ภรรยาประธานาธิบดีเพื่อมาแต่งงานอย่างถูกต้องกับเธอ และเธอก็หวังอย่างมากว่าจะได้เป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 แต่ความหวังเช่นนั้นไม่ได้ง่ายอย่างหนังที่เธอแสดง และด้วยความไม่สมหวังนี้ก็ยิ่งทําให้เธอเกิดความหงุดหงิดอารมณ์เสียมากยิ่งขึ้น แล้วไปลงกับคนรอบข้างและงานของเธอเอง

ในช่วงหลังๆเธอจึงยิ่งอาละวาดกับคนรอบข้างบ่อยขึ้น และมีปากเสียงกับท่านประธานาธิบดีมากขึ้นด้วย จนกระทั่งในที่สุดวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1962 แม่บ้านของมาริลีนได้พบเธอนอนไร้ลมหายใจอยู่บนที่นอนในบ้านพักของเธอเองที่เบรนต์วูด แคลิฟอร์เนีย การเสียชีวิตของเธอถูกแถลงว่าเป็นเพราะเธอทานยานอนหลับเกินขนาดจนเกิดอาการช็อค ซึ่งในขณะที่เสียชีวิตนั้นเธอมีอายุ 36 ปีแล้ว

แต่ต่อมามีการขุดคุ้ยเรื่องการเสียชีวิตของเธอกันขึ้นมาอย่างมากมาย โดยที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อในสาเหตุการเสียชีวิตของเธอว่ามาจากการทานยานอนหลับเกินขนาด ถึงแม้จะทราบกันดีว่าในช่วง หลังๆนี้เธอใช้ยาชนิดต่างๆมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ไม่เชื่อว่าเธอตั้งใจที่จะทานยานอนหลับจํานวนมากเพื่อคิดปลิดชีพตัวเอง โดยมักมีการโยงเรื่องของเธอที่ไปพัวพันกับท่านประธานาธิบดีเป็นหลัก ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูด้วยว่าเธออาจไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเคนเนดีเพียงคนเดียว แต่ทั้งสองพี่น้องเคนเนดีก็หลงรักเธอ และอีกเรื่องหนึ่งที่ตัดประเด็นออกไปไม่ได้ก็คือเรื่องที่เธอไปมีส่วนพัวพันกับแก๊งมาเฟียในฮอลลีวูดนั้นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet