Marilyn Monroe กับเส้นทางอาชีพนักแสดงที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

before-marilyn-monroe-norma-jeane-mortenson-photos-28

ชีวิตในวัยเด็กของ มาริลีน มอนโร ค่อนข้างยากลําบากมาก เธอต้องย้ายไปย้ายมาระหว่างบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์หลายบ้านเพราะแม่ของเธอไม่มีเวลาเลี้ยงดูตอนอายุเพียงไม่กี่ขวบ เมื่อแม่ต้องไปทํางานต่างเมือง จึงได้นําเธอไปฝากให้ครอบครัวโบเลนเดอร์ (Bolender) เลี้ยง โดยเธอจะกลับมาดูลูกบ้างเป็นบางครั้งเมื่อปลีกตัวมาได้ จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบแม่จึงได้พาเธอกลับมาเลี้ยงดูเอง โดยไปเช่าบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่แถบฮอลลีวู้ด ซึ่งมีเจ้าของบ้านคือครอบครัวแอตกินสัน (Atkinson) แต่ก็เลี้ยงดูเธออยู่ได้ไม่นาน แม่ของเธอก็เริ่มมีอาการทางประสาทและเริ่มล้มป่วยลง จึงต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

Marilyn Monroe กับเส้นทางอาชีพนักแสดงที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

Marilyn Monroe กับเส้นทางอาชีพนักแสดงที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

นับแต่นั้นมาเธอก็ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลอยู่เป็นประจํา มาริลีนจึงถูกส่งไปให้กับเพื่อนของแม่คนหนึ่งชื่อ เกรซ แมคคี (Grace McKee) ช่วยเลี้ยงดู จนกระทั่งเพื่อนของแม่คนนี้แต่งงานไป เธอจึงถูกส่งตัวไปให้กับสถานเลี้ยงเด็กกําพร้าดูแลต่อ แต่ต่อมาภายหลัง เกรซ แมคคี ก็พาเธอกลับมาดูแลเองอีกครั้งซึ่งเธอก็ยังคงต้องย้ายไปพักอาศัยกับอีกหลายครอบครัว

ตลอดช่วงเวลา 5-6 ปี มาริลีนจึงต้องย้ายไปย้ายมาอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหลายๆคน และ ในช่วงเวลานี้เช่นกันที่ในประวัติของ มาริลีน มอนโร เล่าว่าเธอได้ถูกกระทําทางเพศเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ซึ่งในตอนที่ เกรซ แมคคี รับเธอกลับมาจากสถานเลี้ยงเด็กกําพร้าเพื่อจะดูแลเองอีกครั้งนั้น มาริลีนต้องไปพักอาศัยอยู่กับเกรซและสามีของเธอ และสามีของเกรซนั่นเองที่เป็นผู้ลวนลามทาง เพศเธอจนเกรซต้องส่งเธอไปให้ญาติคนอื่นๆเลี้ยงดูต่ออีกหลายคน

เวลานั้นเธอก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นเอเมอร์สัน (Emerson Junior High School) พอจบมัธยมต้นจึงกลับไปอยู่กับ เกรซ แมคคี อีกครั้ง และเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมปลาย แวน นายส์ (Van Nuys High School) เมื่อเธออายุครบ 16 ปี เกรซก็มีความคิดที่ต้องการจะให้เธอเป็นฝั่งเป็นฝ่าโดยเร็วเพราะเธอเริ่มแตกเนื้อสาวเร็วกว่าใครๆในละแวกบ้าน และมาริลีนเองก็มีอุปนิสัยที่เรียกได้ว่า “ก๋ากั่น” เริ่มทําตัวเปรี้ยวขึ้นทุกวัน เธอจึงคิดจะให้เธอมีเหย้ามีเรือนเสียเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา

ก่อนจะกลายมาเป็น Marilyn Monroe

before-marilyn-monroe-norma-jeane-mortenson-photos-28

ในตอนนั้นมีคนแนะนําชายหนุ่มคนหนึ่งในละแวกนั้นเองมีชื่อว่า เจมส์ โดเฮอร์ตี (James Dougherty) แต่มาริลีนปฏิเสธ ซึ่งก็พอดีกับสามีเกรซต้องย้ายไปทํางานที่เมืองอื่นด้วย ครอบครัวของเกรซจึงต้องย้ายไปทั้งหมด แต่กฎหมายนั้นไม่ให้เด็กในการดูแลย้ายออกนอกเขตได้จนกว่าจะยื่นเรื่องขออนุญาตเสียก่อนซึ่งต้องใช้เวลานาน มาริลีนจึงเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับไปบ้านเด็กกําพร้าอีก เธอจึงตกลงที่จะแต่งงานกับ เจมส์ โดเฮอร์ตี ในที่สุด

เมื่อมาริลีนแต่งงานแล้ว เธอจึงได้ออกจากโรงเรียนมัธยมกลางคันมาทําหน้าที่เป็นแม่บ้านวัยใสแทน มาริลีนเคยกล่าวถึงช่วงเวลานั้นของเธอว่าเป็นช่วงเวลาที่จืดชืดที่สุด ทั้งสองยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการใช้ชีวิตคู่ เวลานั้นเจมส์มีอายุ 21 ปี ในขณะที่เธอมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ทั้งคู่จึงยัง ไม่ทราบว่าการสร้างครอบครัวที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ จึงใช้ชีวิตกันไปวันๆโดยไม่มีอะไรจะพูดกัน ไม่มีการปรับทุกข์กันเหมือนคู่ผัวตัวเมียอื่นๆ

กระทั่งปี ค.ศ. 1944 เจมส์ก็ได้งานใหม่เป็นกะลาสีเรือสินค้า ต้องออกรอนแรมอยู่กลางทะเลเป็นเวลานานๆ มาริลีนจึงได้ออกหางานทําและได้งานประจําที่โรงงานผลิตวิทยุเครื่องบินแห่งหนึ่ง ซึ่งที่โรงงานแห่งนี้ก็มีเจ้าของเป็นผู้ที่อยู่ในวงการผลิตภาพยนตร์ด้วย จึงมักมีคนในวงการบันเทิงแวะเวียนมาหาอยู่เป็นประจํา แล้ววันหนึ่งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 ก็มีช่างภาพชื่อ เดวิด โคโนเวอร์ (David Conover) ซึ่งกําลังทํางานผลิตภาพยนตร์โฆษณาให้กับกองทัพอากาศต้องการภาพหญิงสาวทํางานไปใช้ได้เข้ามาที่บริษัทแล้วพบเห็นมาริลีนเข้าจึงได้ชักชวนเธอมาเป็นแบบ แต่ภาพของเธอก็ไม่ได้ถูกนําไปใช้แต่อย่างไร

อย่างไรก็ดี เดวิด โคโนเวอร์ เห็นแววของเธอ จึงชักชวนมาริลีนไปถ่ายแบบลงในนิตยสารแยงค์ (Yang Magazine) เธอจึงเริ่มมีความสนใจในเส้นทางใหม่นี้มานับตั้งแต่นั้น และขอลาออกจากงานที่ทําอยู่ โดยตกลงเซ็นสัญญาเป็นนางแบบในสังกัดของบลู บุค โมเดลลิ่ง เอเจนซี (Blue Book Modeling Agency) ใช้ชื่อว่า จีน นอร์แมน (Jean Norman) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945

ชีวิตแต่งงานของ มาริลีน มอนโร กับสามีคนแรก เจมส์ โดเฮอร์ตี จบลงหลังจากแต่งงานกัน 5 ปีกับชีวิตคู่ที่คนทั้งสองแทบไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเก็บของออกจากบ้านของเขา แล้วขอหย่าจากกันในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งเวลานั้นเธอมีอายุได้ 21 ปีแล้วจากนั้นเธอก็มุ่งสู่เส้นทางนางแบบแฟชั่นถ่ายลงนิตยสารและถ่ายแบบโฆษณาต่างๆ กล่าวได้ว่าเธอเป็นนางแบบที่มีงานมากคนหนึ่งในเวลานั้น

กระทั่งต่อมามาริลีนก็ได้รับการทาบทามจากแมวมองจากฮอลลีวูดผู้หนึ่งชื่อ เบน ลีออน (Ben Lyon) ชักชวนเธอไปทดสอบหน้ากล้องเพื่อเป็นนักแสดงภาพยนตร์สังกัด ทเวนตี เซ็นจูรี ฟอกซ์ (20th Century Fox) แต่การทดสอบหน้ากล้องครั้งแรกนั้นไม่ผ่าน ผู้บริหารของฟ็อกซ์ในตอนนั้นคือ แดร์ริล ซานุค (Darryl Zanuck) ไม่สนใจเธอเลย และบอกปัดเธอไปให้กับบริษัทหนังอีกแห่งหนึ่ง คือ อาร์เคโอ พิกเจอร์ส (RKO Pictures)

มาริลีน มอนโร จึงตกลงเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์กับอาร์เคโอเป็นแห่งแรกในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1946 และ เบน ลีออน นั่นเองที่เป็นผู้ตั้งชื่อในการแสดงให้ว่า “มาริลีน มอนโร” เพราะชื่อ นอร์มา จีน หรือ จีน นอร์แมน ของเธอฟังไม่ติดหู ชื่อนี้นํามาจาก ชื่อ มาริลีน มิลเลอร์ (Marilyn Miller) ดาราละครบรอดเวย์ชื่อดังในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

สัญญาที่เซ็นกับ อาร์เคโอ พิกเจอร์ นั้นมีอายุ 6 เดือน จนหมดสัญญาทางบริษัทก็ไม่ได้ให้งานแสดงอะไรเธอเลยสักเรื่อง กระทั่งเมื่อมีการต่อสัญญาออกไปอีก 6 เดือนในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 เธอจึงมีบทตัวประกอบเล็กๆในหนัง 2 เรื่อง คือ “แดนเจอรัส เยียร์ (Dangerous Years)” ออกฉายในปี ค.ศ. 1947 กับ Scudda Hoo! Scudda Hay! ฉายในปี ค.ศ. 1948 ต่อแต่นั้นมาเธอก็ไม่มีงานอีกเลย โดยทางสติวดิโอได้ส่งเธอไปเรียนการแสดงอย่างจริงจังจนกระทั่งหมดสัญญาเธอก็ไม่ได้แสดงหนังเรื่องใดอีก มาริลีนจึงหวนกลับไปหาอาชีพนางแบบแฟชั่นและถ่ายแบบโฆษณาอีกครั้งหนึ่ง

แม้เธอจะหวนกลับไปเป็นนางแบบอีกครั้ง แต่ใจของเธอหลงรักงานแสดงเสียแล้ว มาริลีนจึงตั้งใจจะเรียนการแสดงอย่างจริงจัง และไปสมัครเป็นนักแสดงละครที่โรงละครแห่งหนึ่งใน เบเวอร์ลี ฮิลล์ส (Beverly Hills) และเพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงการแบบก้าวกระโดด เธอจึงได้ลงทุนไปตีสนิทกับ ซิดนีย์ สกอลสกี (Sidney Skolsky) คอลัมนิสต์ประเภทข่าวซุบซิบชื่อดัง กระทั่งเธอไปเข้าตาของ โจเซฟ เซนค์ (Joseph Schenck) ผู้กว้างขวางในธุรกิจภาพยนตร์คนหนึ่ง โดยเชื่อกันว่าเธอเป็นเพื่อนเที่ยวเพื่อนดื่มให้กับเขาและอาจมีสัมพันธ์อะไรมากกว่านั้นก็เป็นได้

Marilyn Monroe

โจเซฟ เซนค์ จึงสนับสนุนเธอมากกว่าเพื่อนเที่ยวธรรมดา โดยช่วยฝากฝังเธอให้กับ เฮนรี คอห์น (Harry Cohn) ผู้บริหารระดับสูงใน โคลัมเบีย พิกเจอร์ส (Columbia Pictures) เวลานั้น และได้เซ็นสัญญากับโคลัมเบียในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1948 มาถึงช่วงนี้เอง มาริลีน มอนโร ถูกนําไปแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่โดย นาตาชา ไลเทสส์ (Natasha Lytess) ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงนักแสดงให้กับ โคลัมเบียที่จับเธอมาเปลี่ยนบุคลิกใหม่

นาตาชาให้เธอยึดแบบอย่างจาก ริตา เฮย์เวิร์ธ (Rita Hayworth) นักแสดงมีชื่อเสียงในเวลานั้น และเปลี่ยนทรงผมของเธอจากผมสีบรูเนตต์ดัดลอน มาเป็นสีบลอนด์และยืดยาวสลวยแทน โดยที่เธอก็ได้รับบทนําในภาพยนตร์เป็นครั้งแรกชื่อเรื่อง “เลดีส์ ออฟ เธอะ คอรัส (Ladies of the Chorus)” เป็นภาพยนตร์เพลงที่เธอร่วมนําแสดงกับ อเดล เจอร์เกนส์ (Adele Jergens) นักแสดงหญิงอีกคนหนึ่ง ออกฉายในปี ค.ศ. 1948 แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังฟอร์มเล็กต้นทุนต่ำ จึงไม่ทําให้เธอมีชื่อเสียงขึ้นมามากเท่าใดนัก (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet