Do something worth remembering มรดกชิ้นสําคัญที่เอลวิสทิ้งไว้เป็นสมบัติของคนทั้งโลก

Do something worth remembering วาระสุดท้ายของราชาร็อคแอนด์โรล

การกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของ เอลวิส เพรสลีย์ ยังทําให้เขาจะต้องออกแสดงคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนอีกด้วย ทั้งตามโรงแรม 5 ดาวต่างๆและในเวทีคอนเสิร์ตที่ต่างก็ต้องการจองคิวเอลวิสไปแสดงกันทั้งสิ้น แต่เอลวิสก็เลือกรับงานเพราะนอกจากการแสดงตามที่เหล่านี้แล้ว เขายังมีสัญญาที่ต้องแสดงให้กับอินเตอร์เนชันในลาสเวกัสอีก ทําให้เขาไม่มีเวลาพอที่จะพักผ่อนอย่างเช่นคนทั่วไป เพราะการแสดงโชว์ในแต่ละครั้งถ้าหากใครได้ดูคอนเสิร์ตของเขาช่วงนับแต่ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมาก็จะเห็นว่าเอลวิสจัดเต็มการแสดงของเขาอย่างไร

ความรุ่งโรจน์ของชื่อเสียงสวนทางกับชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

ความรุ่งโรจน์ของชื่อเสียงสวนทางกับชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

การแสดงที่ชุกและต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายปีนี้ถือเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสมาก พอนานวันเข้าเขาก็เริ่มห่างเหินกับพริสซิลลาเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาให้กับเธอเท่าใดนัก แรกๆนั้นพริสซิลลาก็ติดตามไปด้วยทุกที่ที่เขาไปเปิดการแสดง และพักกับเขาในห้องชุดสุดหรูตามโรงแรมที่เขาเปิดการแสดงนั้นๆ แต่ชีวิตที่ต้องย้ายที่ไปมาตามโรงแรมที่ไม่ใช่บ้าน นานวันก็สร้างแรงกดดันให้แก่เธอ จนต่อมาชีวิตแต่งงานของทั้งสองก็เริ่มระหองระแหง

เมื่อพริสซิลลาทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงเป็นฝ่ายขอลากลับไปบ้านที่เกรซแลนด์เพียงลําพัง และใน ที่สุดทั้งสองก็หย่าขาดกันในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1972 นับจากนั้นมาเอลวิสก็เริ่มตกอยู่ในอาการซึมเศร้าอีกครั้งนับแต่แม่ของเขาเสียชีวิตลง ซึ่งก็เป็นพริสซิลลานี่เองที่มาชดเชย ฉุดเขากลับขึ้นมาจากความซึมเศร้าอย่างรุนแรงครั้งนั้น จนเมื่อพริสซิลลาเลือกที่จะจากไปอีกคน เขาก็ไม่หลงเหลือใครอีกเลย

แม้ภายนอกเขาจะแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงบริวาร หรือมีผู้หญิงมาวนเวียนอยู่ข้างกายมากมายก็ตาม แต่เขาไม่เคยพบความสุขที่แท้จริงกับคนแวดล้อมเหล่านั้นเลย อีกทั้งการที่เอลวิสมีความขัดแย้งกับพ่อของเขาเองในเวลานั้นด้วยเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เขาให้พ่อดูแลให้อีก เรื่องนี้จึงยิ่งทําให้เขาเครียดหนักขึ้นไปอีก ความเหงาและความเครียดกับการหักโหมงานหนัก ในที่สุดก็ทําให้เอลวิส หันไปใช้ชีวิตอย่างสํามะเลเทเมา

ในยามที่ไม่ต้องเล่นคอนเสิร์ตหรือซ้อมดนตรีเขาก็จะออกเที่ยวกับเพื่อนๆและดื่มเหล้าอย่างหนัก โดยใช้ชีวิตอย่างไม่คํานึงถึงสุขภาพตลอดมาจนต้องพึ่งยาต่างๆมากขึ้น มีทั้งยาแก้ปวด ยาแก้เครียด รวมไปถึงแอมเฟตามีน อีกทั้งในช่วงระยะหลังๆนี้หากว่าเขามีอาการซึมเศร้าขึ้นเมื่อใดเขาก็จะกินอย่างไม่ยอมหยุดจนกระทั่งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆจนน่าตกใจ

จากหนุ่มรูปงามหุ่นสมาร์ต ก็กลายเป็นชายสูงอายุรูปร่างตุ้ยนุ้ย และเมื่ออ้วนขึ้นเขาก็ต้องกินยาลดความอ้วน กินยาระงับ ประสาท และยาอะไรต่ออะไรอีกมากมาย เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ไปวันหนึ่งๆ จนยาทั้งหมดที่เขากินลงไปในแต่ละวันนั้นมากเป็นกํามือเลยทีเดียว จนในที่สุดก็ถึงวันที่ร่างกายของเขาไม่อาจจะต้านทานจากการใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวังนี้ ในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1977 เอลวิสก็ล้มลงกับพื้นห้องน้ำและเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากอาการหัวใจวายในวันนั้นเอง

วาระสุดท้ายของ Elvis Presley

วาระสุดท้ายของ Elvis Presley

ในวันนั้นเอลวิสพักอยู่ในคฤหาสน์เกรซแลนด์ โดยกําลังรอที่จะออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหม่อยู่ โดยมีเพื่อนสาวคนใหม่ชื่อ จิงเจอร์ อัลเดน (Ginger Alden) อยู่กับเขาด้วยในวันนั้น จากคําให้การของ จิงเจอร์นั้นเธอบอกว่าเอลวิสลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนบ่ายวันนั้น ซึ่งเธอเห็นเขายืนอยู่ที่หน้าโต๊ะอ่างล้างหน้า แล้วจู่ๆเขาก็ยืนตัวเกร็งแข็งที่อและล้มลงกับพื้นในขณะที่ตัวยังแข็งที่ออยู่อย่างนั้นเอง

เธอตกใจมากจึงหวีดร้องตะโกนจนสุดเสียงแล้ววิ่งไปตามเพื่อนๆกับบอดีการ์ด รวมไปถึงหมอ จอร์จ นิโคปูลอส (George Nichopoulos) หมอประจําตัวของเอลวิสให้มาช่วยเหลือ แล้วโทรไปเรียกหน่วยกู้ภัยเมมฟิสให้มาช่วยนําตัวเขาส่งโรงพยาบาล และเพียงไม่กี่นาทีรถฉุกเฉินก็มาถึงคฤหาสน์ แต่ก็เสียเวลานิดหน่อย เนื่องจากแฟนๆของเอลวิสมักจะมาออกันอยู่หน้าเกรซแลนด์จนรถติดขัดเป็นประจําอยู่แล้ว

เมื่อรถพยาบาลเข้ามาจนถึงคฤหาสน์แล้ว เอลวิสก็ยังมีลมหายใจอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนําตัวเขาขึ้นรถพยาบาลมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลแบปติสต์ เมมโมเรียล (Baptist Memorial Hospital) โดยใช้เวลาถึง 20 นาที ซึ่งน่าจะนานเกินไปหรือไม่ จึงทําให้เอลวิสไม่ได้รับการรักษาอาการอย่างทันการ เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก เพราะถ้าหากเลือกไปโรงพยาบาลเมโธดิสต์ เซาธ์ (Methodist South Hospita) ซึ่งใกล้กว่าก็จะใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น

วาระสุดท้ายของ Elvis Presley

เมื่อร่างของเอลวิสถึงโรงพยาบาลแล้วจึงสายเกินไป เอลวิส เพรสลีย์ ถูกประกาศการเสียชีวิตลงในเวลา 15.30 น. โดยมีแพทย์ถึง 9 นายร่วมกันเป็นสักขีพยาน ซึ่งแพทย์ได้สรุปถึงสาเหตุในการเสียชีวิตว่ามาจากอาการหัวใจวายโดยไม่มีโรคอื่น ไม่มีทั้งอาการไข้หรืออาการอื่นใดทั้งสิ้น ในวันต่อมาร่างของราชาร็อค แอนด์ โรลล์ ก็ถูกนําขึ้นรถคาดิลแล็กสีขาวโดยมีขบวนรถคาดิลแล็กทั้งสิ้นจํานวน 17 คันแล่นอย่างช้าๆออกมาจากคฤหาสน์เกรซแลนด์ มุ่งหน้าไปยังสุสานฟอร์เรสต์ ฮิลล์ (Forrest Hit Cemetery) เพื่อฝังร่างของเขาเคียงข้างหลุมศพของแม่ ผ่านแถวของฝูงชนแน่นขนัดไปตลอดทั้ง 2 ข้างทาง โดยมีพริสซิลลา และ ลิซา มารี กับ เวอร์นอน พ่อของเขา รวมทั้ง มินนี แม เพรสลีย์ (Minnie Mae Presley) ย่าของเอลวิสร่วมไปในรถนําขบวนด้วย นอกจากนี้ยังมีศิลปินชื่อดังเพื่อนสนิทของเขาอีกจํานวนมากที่ไปร่วมในงานศพนี้ด้วย และในวันเดียวกันนั้น จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯในเวลานั้นก็ได้ออกมากล่าวคําอาลัยในการจากไปของ เอลวิส เพรสลีย์ อีกด้วย

elvis presley museum

ทุกวันนี้เอลวิสทิ้งมรดกเอาไว้มากมายมหาศาลให้กับลูกสาวเพียงคนเดียวที่เกิดกับพริสซิลลา คือ ลิซา มารี เพรสลีย์ และคฤหาสน์หลังงามเกรซแลนด์ในเมมฟิสที่ภายหลังได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley Museum) ให้ผู้คนเข้าเที่ยวชมสมบัติพัสถานต่างๆ และข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนตัวตนของความเป็น เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งถูกเก็บรวบรวมเอาไว้ที่ในคฤหาสน์แห่งนี้ แต่มรดกชิ้นสําคัญที่สุดซึ่งเอลวิสได้ทิ้งไว้เป็นสมบัติของคนทั้งโลกก็คือผลงานทั้งหมดของเขา จนทุกวันนี้ก็คือชื่อเสียงของ เอลวิส เพรสลีย์ ที่ไม่เคยตายไปกับเขาด้วย และจะไม่มีวันตายไปจาก โลกนี้เลยแต่อย่างใดจวบจนชั่วกัลปาวสาน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet