กระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presley ทั้งในวงการเพลงและภาพยนตร์

เอลวิสนั้นมีความเฉลียวฉลาดที่จะดึงบุคลิกอันมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเขามาตรึงแฟนเพลงให้เคลิ้มไปกับเขาด้วยการแสดงอารมณ์ที่ค่อนข้างจะยั่วยวน เมื่อใดที่เขาออกลีลาท่าเต้นเหล่านั้นบนเวที เสียงกรีดร้องจะดังสนั่นออกมาจากปากของเหล่าแฟนเพลงในทันที โดยเฉพาะแฟนเพลงสาวๆของเขานั้นก็ต้องถึงกับเข่าอ่อนในทันทีเมื่อเห็นเขาแสดงท่าทาง “โยก (Rock)” และ “คลึง (Roll)” พร้อมกับลีลาการเล่นกับกีตาร์และโยกเขย่าไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างสนุกสนานและบาดอารมณ์คละเคล้ากัน

กระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presley

กระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presleyกระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presley

แต่ท่าทีเช่นนี้ไม่ได้ถูกใจพวกผู้ใหญ่หรือคนหัวเก่ากันนัก โดยเฉพาะเหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกสาวอยู่ในวัยแรกรุ่นที่ต้องนั่งมองลูกๆกรีดร้องจนแทบคลั่งเมื่อได้ยินเสียงเพลงของเอลวิสหรือเห็นเขาในทีวี กลุ่มคนเหล่านี้จึงได้มีการรวมตัวกันออกมาต่อต้านเขาอย่างรุนแรง จนในที่สุดก็ลุกลามไปถึงกลุ่มสมาคมต่างๆในทุกๆเมืองที่เอลวิสไปเปิดการแสดงนั้น ต่างก็ออกมาประท้วงและขอให้ยกเลิกการแสดงลงเสีย

ซึ่งในบางแห่งรุนแรงถึงขนาดที่ผู้จัดการแสดงจําเป็นต้องยกเลิกการแสดงไปเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แต่ในที่สุดพลังของพวกผู้ใหญ่ก็ไม่อาจที่จะต้านทานพลังของเด็กหนุ่มเด็กสาวที่คลั่งไคล้ใน เอลวิส เพรสลีย์ ได้ ถึงแม้พ่อแม่จะห้ามลูกๆไม่ให้ไปดู คอนเสิร์ตของเขาอย่างไร พวกเด็กๆก็ยังหาทางหนีออกไปดูจนได้อยู่ดี

ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุยิ่งโหมกระพือกระแสความคลั่งไคล้ เอลวิส เพรสลีย์ ให้ลุกโชนมากขึ้นไปอีก เมื่อเหล่าเด็กๆหันมาประท้วงพ่อแม่ตัวเองเพื่อที่จะได้ไปดูไปฟังเพลงของเอลวิสได้อย่างอิสระ พวกเขาทั้งไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมออกจากห้อง หรือแม้แต่ไม่ยอมพูดคุยกับพ่อแม่เลย จนกระทั่งพวกผู้ปกครองเหล่านั้นจําใจต้องใจอ่อน และยอมรามือจากการต่อต้านเอลวิสลงไปในที่สุด

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1956-1958 ความนิยมของ เอลวิส เพรสลีย์ พุ่งสูงขึ้นจนแทบไม่มีขีดจํากัดสําหรับเขาเสียแล้ว เพลงฮิตเพลงดังต่างๆนั้นถูกผลิตออกมาจากเขามากมายจนกล่าวได้เลยว่า ไม่ว่าเอลวิสจะร้องเพลงอะไรออกมาเพลงนั้นก็ต้องเป็นเพลงดังไปหมด เพลงฮิตต่างๆล้วนเรียงแถว ขึ้นสู่ความนิยมอันดับ 1 ทั้งสิ้น เช่น “ดอนต์ ปี ครูล์ (Don’t Be Cruel)” “ฮาวด์ ด็อก (Hound Dog)” “เลิฟ มี เทนเดอร์ (Love Me Tender)” “เจลเฮาส์ ร็อค (Jailhouse Rock)” “ทู มัช (Too Much)” “ออล ชูค อัพ (At Shook Up)” “เทดดี แบร์ (Teddy Bear)” “ดอนต์ (Don’t)” และ “ฮาร์ด เฮดด์ วูแมน (Hard Headed Woman)”

แม้จะนําเพลงเก่าแก่โบราณของใครมาร้อง เพลงนั้นก็ยังจะกลายเป็นเพลงดังเพลงฮิตติดชาร์ตไปในทันที เมื่อ เอลวิส เพรสลีย์ โด่งดังสูงสุดจากผลงานเพลงแล้ว ต่อมาวงการภาพยนตร์ก็วิ่งเข้ามาหาเขาบ้าง ผู้สร้างภาพยนตร์หนังในฮอลลีวูดจํานวนมากต่างก็ต้องการตัวเอลวิสมานําแสดงในภาพยนตร์ของพวกเขาก็เพราะกระแสของ เอลวิส เพรสลีย์ ในเวลานั้นที่เชื่อกันว่าหากเขาทําอะไร ก็เป็นต้องโด่งดังไปหมดนั่นเองและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

โลดแล่นในวงการภาพยนตร์

Love me tender

ภาพยนตร์ที่เอลวิสนําแสดงกลายเป็นภาพยนตร์ทําเงินเรื่องแล้วเรื่องเล่า ภาพยนตร์เรื่องแรกของ เอลวิส เพรสลีย์ ก็คือ “เลิฟ มี เทนเดอร์ (Love Me Tender)” ออกฉายในปี ค.ศ. 1956 จากนั้นก็มี “เลิฟวิ่ง ยู (Loving You)” และ “เจลเฮาส์ ร็อค (Jaithouse Rock)” ในปี ค.ศ. 1957 และ “คิง ครีโอล (King Creole) ในปี ค.ศ. 1958 และเมื่อเอลวิสประสบความสําเร็จจนสามารถสร้างความร่ำรวยขึ้นอย่างมากมายด้วยรายได้จากผลงานเหล่านี้แล้ว เขาจึงเริ่มต้นชดเชยให้กับตัวเองในสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กก็คือความต้องการที่จะมีบ้านหลังใหญ่ๆเป็นของตัวเองและครอบครัว

เขาจึงซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมมฟิสให้พ่อแม่ได้อยู่อย่างสบาย คฤหาสน์หลังนั้นมีชื่อว่า “เกรซแลนด์ (Graceland)” นอกจากนี้แล้วเอลวิสก็ยังซื้อมอเตอร์ไซค์ที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กอีกอย่างหนึ่งที่เขาสะสมไว้มากมายหลายคัน รวมไปถึงรถสปอร์ตคันหรูที่มีอยู่อีกมากมายหลายคันเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทําให้เขามีความสุขเขาจะซื้อมันมาโดยไม่ต้องคิดให้มากความเลย เพราะเขาสามารถหาเงินมาชดเชยกับที่เสียไปได้อย่างไม่อั้นด้วยนั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1958 ขณะที่ เอลวิส เพรสลีย์ กําลังประสบความสําเร็จอย่างสูงอยู่นี้ เขาก็ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารในปีนั้น เอลวิสเป็นตัวอย่างของชายชาวอเมริกันที่ดีที่ต้องรับใช้ชาติ และยังถือเป็นการโปรโมตกองทัพไปด้วยอีกทางหนึ่ง ทางกองทัพจึงอํานวยความสะดวกให้เขาทุกอย่างเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนเข้าไปทําข่าวการเกณฑ์ทหารของเขาชนิดหายใจรดต้นคอก็ยังได้

ในวันที่เขาเข้ารับการเกณฑ์เป็นทหารที่ ฟอร์ต แชฟฟี (Fort Choffee) ที่รัฐอาร์คันซอส์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1958 จึงมีขบวนนักข่าวและแฟนๆจํานวนมากต่างก็ไปรอรับเขาอยู่ที่ค่ายทหารกันอย่างคับคั่ง ข่าวการเกณฑ์ทหารของเอลวิสกลายเป็นข่าวดังแห่งปี ภาพของเอลวิสที่กําลังถูก กล้อนผมเพื่อที่จะเข้ารับการฝึกทหารในวันนั้นได้ถูกเผยแพร่ออกไปยังทั่วโลกอย่างรวดเร็วภายในไม่ถึงวัน และหลังจากเข้ากรมแล้วเอลวิสก็ถูกส่งไปฝึกทหารที่ ฟอร์ต ฮูด (Fort Hood) รัฐเท็กซัส

ระหว่างฝึกอยู่ที่ค่ายเขาก็ยังได้รับการดูแลจากทางกองทัพเป็นอย่างดี โดยให้สิทธิ์เขาลาเพื่อบันทึกเสียงที่ห้องอัดเสียงของอาร์ซีเอได้ถ้าหากจําเป็น กระทั่งในเดือนสิงหาคมแม่ของเอลวิสป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เขาก็ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษให้ไปดูอาการของแม่ แต่หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 วัน เธอก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ตั้งแต่แม่จากไปนั้นเอลวิสอยู่ในอาการโศกเศร้าเป็นเวลานานเพราะเขารักและผูกพันกับแม่มาก

แต่ต่อมาในภายหลังความโศกเศร้าเสียใจนั้นก็ได้รับการเยียวยาโดยผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวน้อยวัยเพียง 14 ปี อ่อนกว่าเขาเกือบ 10 ปี (ภายหลังจากการฝึกที่ค่ายทหาร ฟอร์ต ฮูด เสร็จสิ้นลงแล้วเอลวิสก็ถูกส่งไปประจําการในหน่วยทหารยานเกราะที่ ฟรายเบิร์ก (Friedberg) ประเทศเยอรมนี

ชีวิตในค่ายทหารที่เยอรมนีนั้น เอลวิสได้รับการต้อนรับจากทั้งเพื่อนทหาร ครูฝึก และผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะความโด่งดังในฐานะซุปเปอร์สตาร์ของเขาเท่านั้นจึงทําให้ใครๆชื่นชมเขา แต่เป็นสิ่งที่เอลวิสมอบให้กับค่ายทหารแห่งนั้นมากกว่า เขาได้จ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆส่งให้กับค่ายทหารมากมาย โดยเฉพาะอุปกรณ์ในการสร้างความบันเทิง กีฬา และสิ่งสันทนาการอื่นๆที่งบประมาณซึ่งได้จากกองทัพนั้นไม่สามารถจัดหาให้ได้ ใครๆจึงชื่นชมกับความโอบอ้อมอารีของเขา

และที่ค่ายทหารในเยอรมนีนี้เช่นกันที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในตัว เอลวิส เพรสลีย์ หลังจากนั้น สิ่งแรกคือความคลั่งไคล้ในวิชาการต่อสู้ของชาวตะวันออก โดยเฉพาะวิชาคาราเต้ (Karate) ซึ่งเขาได้เรียนจากครูฝึกของเขาที่นี่ นับจากนั้นเป็นต้นมาเอลวิสจึงฝึกฝนคาราเต้มาโดยตลอด ทั้งยังเป็นครูสอนให้กับเหล่ามิตรสหายของเขาอีกด้วย

อย่างที่สองก็คือ แอมเฟตามีน (Amphetamine) หรือยาขยัน ที่เขาได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่นี่จากคําแนะนําของจ่าในกองทัพที่ประจําการอยู่ที่นี่คนหนึ่งที่บอกกับเขาว่ายาชนิดนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้สามารถทํางานจนหามรุ่งหามค่ำได้ ซึ่งดาราดังเช่นเขาในฮอลลีวูดก็นิยมใช้กันทั้งนั้นเอลวิสจึงทดลองเสพย์และเริ่มใช้มันมานับแต่นั้นซึ่งเป็นหนึ่งในจํานวนยาหลายขนานที่สะสมอยู่ในร่างกายของเขาเรื่อยมาจนเป็นเหตุให้เขาจบชีวิตลงก่อนวัยอันควรนั่นเอง

Priscilla Beaumont หญิงสาวผู้กุมหัวใจราชาร็อคแอนด์โรล

Priscilla Beaumont หญิงสาวผู้กุมหัวใจราชาร็อคแอนด์โรล

ส่วนอย่างที่สามก็คือความรัก ที่ค่ายทหารแห่งนี้เอลวิสเกิดความรักกับลูกสาวนายทหารคนหนึ่งชื่อ พริสซิลลา โบมองต์ (Priscilla Beaumont) ข่าวคราวการคบหาของทั้งสองนี้เป็นที่สนใจของคนทั่วไปอย่างมาก พริสซิลลากลายเป็นทั้งสตรีที่มีคนอิจฉามากที่สุดและเกลียดเธอมากที่สุดจากแฟนเพลงสาวๆซึ่งคลั่งไคล้เอลวิส

ทุกคนต่างเฝ้ามองดูว่าเอลวิสจะคบหากับเธอยืดหรือไม่ซึ่งเอลวิสก็คบกับเธอไปเรื่อยๆโดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะเลิกหรือตกร่องปล่องชิ้นกับเธอแต่อย่างใด กระทั่งเมื่อเอลวิสปลดประจําการกลับสหรัฐฯไปแล้ว เขาก็ยังคงติดต่อกับพริสซิลลาอยู่ไม่เคยขาด ต่อจากนั้นเขาก็ขอให้เธอมาพักอาศัยอยู่กับเขาที่เกรซแลนด์ด้วย โดยสัญญากับพ่อของเธอว่าจะส่งเสียให้พริสซิลลาได้เล่าเรียนต่อในสหรัฐฯจนกระทั่งจบปริญญา และรอจนกว่าเธอจะบรรลุนิติภาวะเสียก่อนจึงค่อยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งพ่อของเธอก็ตกลง

แต่อันที่จริงแล้วเอลวิสคิดที่จะแต่งงานกับพริสซิลลาทันทีที่เขาปลดประจําการและกลับถึงสหรัฐฯแล้ว แต่ ทอม ปาร์คเกอร์ ทัดทานเขาเอาไว้เพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อชื่อเสียงของเขา เอลวิสจึงต้องยอมรอจนกระทั่งพริสซิลลาเรียนสําเร็จและบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้ขอเธอแต่งงานในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1967 โดยมีการจัดพิธีสมรสกันอย่างเอิกเกริก ซึ่งภาพของพิธีแต่งงานในวันนั้นได้ถูกเผยแพร่ออกสู่คนทั่วโลกเช่นกัน ภายหลังจากที่ทั้งสองคบหากันมาเป็นเวลานานถึง 7 ปี (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet