That’s all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

That's all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

เอลวิส เพรสลีย์ มีชื่อเต็มว่า เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ (Elvis Aaron Presley) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1935 ที่เมืองทูเพโล (Tapelo) มิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา เขามีพี่น้องฝาแฝดแต่เสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอดอีกคนหนึ่ง จึงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ เวอร์นอน เพรสลีย์ (Vernon Presley) กับ แกลดีส สมิธ (Gladys Smith) เอลวิสเติบโตขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงบลูส์และกอสเปล (Gospel) ของคนผิวดําที่ดังกังวานอยู่ทั่วไปในเมืองที่เขาเกิด เพราะมิสซิสซิปปีเป็นรัฐที่มีคนผิวดําอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งคนผิวดําจะมีดนตรีของตัวเองที่มักใช้ร้องตลอดเวลา ไม่ว่ายามทํางาน ยามพักผ่อน หรือแม้ยามเข้าโบสถ์ก็ตาม ไม่ว่าจะไปที่ไหนในถิ่นของคนผิวดําก็มักได้ยินเสียงเพลงบลูส์จากคนผิวดําอยู่เกือบจะตลอดเวลา

ชีวิตวัยเด็กที่ถูกหล่อหลอมด้วยดนตรีบลูส์และกอสเปล

สาเหตุที่คนผิวดํามักชอบร้องเพลงอยู่ตลอดเวลานั้นก็เป็นเพราะความต้องการระบายอารมณ์ความอัดอั้นที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้รับการเหยียดหยามอย่างมากจากสังคมคนผิวขาวที่รังเกียจพวกเขาว่าสืบเชื้อสายมาจากทาสแอฟริกันซึ่งถูกจับมาขายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อราวหลายร้อยปีก่อน กระทั่งทุกวันนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครที่เป็นทาสกันอีกแล้ว แต่ความชอบร้องรําทําเพลงของคนผิวดําก็ยังคงซึมอยู่ในสายเลือดจากรุ่นต่อรุ่น เมื่อลืมตาขึ้นคนผิวดําส่วนใหญ่จึงแทบจะร้องเพลงได้มาตั้งแต่เกิดเลยทีเดียว

ในวัยเด็ก เอลวิส เพรสลีย์ ชอบไปตามท้องทุ่งเพื่อจะดูพวกคนผิวดําทํางานและร้องเพลงไปด้วย จนเขาค่อยๆเริ่มฮัมเพลงบลูส์ซึ่งคนเหล่านั้นร้องจนขึ้น ครอบครัวเพลสลีย์นั้นมีฐานะค่อนข้างยากจน บ้านที่ทูเพโลเป็นบ้านหลังเล็กมีเพียงสองห้องเท่านั้น คือห้องอเนกประสงค์กับห้องนอน เอลวิสจึงต้องกันซอกหลืบของห้องอเนกประสงค์ไว้เป็นทั้งที่นอนและโลกส่วนตัวของเขา พ่อของเอลวิสมีอาชีพไม่ค่อยแน่นอนเพราะรับจ้างทํางานทั่วไปซึ่งบางครั้งก็ต้องเดินทางไปทํางานต่างเมืองอยู่บ่อยๆ เอลวิสจึงใกล้ชิดกับแม่มากเพราะต้องอยู่กับแม่เพียงลําพัง 2 คนเป็นส่วนใหญ่

เมื่อพ่อเห็นเอลวิสชอบร้องเพลงมาก บางครั้งเขาก็จะนําไม้ถูพื้นมาเป็นกีตาร์ และทําท่าทําทางคล้ายกับดีดกีตาร์แล้วร้องเพลงเสียงดังลั่นบ้าน พ่อจึงซื้อกีตาร์ตัวแรกในชีวิตให้กับเอลวิสในวันเกิดครบ 8 ขวบ ตั้งแต่นั้นมาเอลวิสก็พยายามหัดเล่นกีตาร์จนคล่องและร้องเพลงได้ดีตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ พออายุได้ 11 ปี เอลวิสก็สมัครเข้าแข่งขันร้องเพลงบนเวทีเยาวชน ซึ่งครั้งนั้นเขาได้รับรางวัลรองชนะเลิศมาครอง กระทั่งอายุได้ 13 ปี ครอบครัวของเขาก็ต้องย้ายไปที่เมืองเมมฟิส (Memphis) รัฐเทนเนสซี

เอลวิสไม่ค่อยชอบการเรียนหนังสือนักและมักหนีออกมาเล่นกีตาร์อยู่เป็นประจํา ด้วยเหตุนี้จึงเรียนไม่จบ โดยคิดที่จะออกมาหางานทําเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของทางบ้านบ้าง ถึงแม้ว่าแม่ของเขาต้องการจะให้กลับไปเรียนเพื่อโตขึ้นจะได้มีวิชาความรู้และหางานเป็นหลักเป็นแหล่งได้ ไม่ต้องมาลําบากเหมือนอย่างพ่อ แต่เอลวิสก็ไม่ยอมกลับไปเรียนอีก เขาตั้งใจแล้วที่จะทํางานเพื่อหาเงินไปสักระยะหนึ่งแล้วอาจหางานร้องเพลงในเมือง เพราะเขามีความฝันว่าต้องการจะเป็นนักร้องมีชื่อเสียงให้ได้

แม่ของเอลวิสก็จนปัญญาที่จะเคี่ยวเข็ญลูกให้กลับไปเรียนต่อจึงปล่อยตามใจเขาไปอย่างนั้น ให้เขาทําตามในสิ่งที่ตัวเองคิดไปก่อนดีกว่าจะบังคับ ซึ่งแม่ของเอลวิสนั้นรู้จักนิสัยของลูกดีว่าถ้าหากยิ่งเคี่ยวเข็ญเขามากก็ยิ่งจะเตลิดไปกันใหญ่ และถ้าหากเขาไม่มีสมาธิที่จะเรียนจริงก็ไม่มีทางเรียนจบได้อย่างแน่นอน

ในช่วงยังเป็นวัยรุ่นนั้น เอลวิส เพรสลีย์ ติดรายการวิทยุอยู่รายการหนึ่งที่ชอบเปิดเพลง ริซึม แอนด์ บลูส์ อยู่เป็นประจํา ซึ่งเขาก็มักใช้รายการวิทยุนี้ในการแกะเนื้อเพลงและหัดเล่นกีตาร์ตามอย่างเพลงดังๆที่เปิดอยู่ในรายการนี้จนกระทั่งเล่นและร้องได้อย่างขึ้นใจเกือบจะทุกเพลง พอเอลวิสออกจากโรงเรียนแล้ว งานชิ้นแรกที่ทําคืองานรับจ้างยกของในบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ต่อมาจึงได้ยกระดับมาเป็นคนขับรถส่งของแทน

Sun Studio จุดกำเนิดเล็กๆของราชา Rock and Roll ผู้ยิ่งใหญ่

Sun Studio จุดกำเนิดเล็กๆของราชา Rock and Roll ผู้ยิ่งใหญ่

จนเมื่อเขามีอายุได้ 20 ปี ในวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1953 ขณะที่เขากําลังขับรถส่งของอยู่นั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าใกล้จะถึงวันเกิดของแม่เข้ามาแล้ว จึงคิดที่จะหาของขวัญเพื่อเซอร์ไพรส์แม่ด้วยการอัดเสียงเพลงของเขาลงบนแผ่นเสียงเพื่อจะมอบให้กับเธอในวันเกิด จึงเดินเข้าไปที่สติวดิโอแห่งหนึ่งในเมมฟิสนั้นเองเพื่อเช่าเวลาห้องอัดเสียง ซึ่งทางสติวดิโอมีบริการอัดแผ่นเสียงตามความพอใจของลูกค้าสําหรับนําไปใช้ในโอกาสต่างๆ สติวดิโอแห่งนั้นมีชื่อว่า ซัน สติวดิโอ (Sun Studio) เจ้าของสติวดิโอนี้ก็คือ แซม ฟิลลิพส์ (Sam Philips)

ในวันที่เอลวิสไปเช่าห้องบันทึกเสียงนั้น แซม ฟิลลิพส์ ไม่อยู่ที่สติวดิโอ มีเพียงเลขาของเขาชื่อ แมเรียน ไคสเกอร์ (Marion Keisker) เท่านั้นที่คอยเฝ้าสติวดิโออยู่ เอลวิสบันทึกเพลง 2 เพลงใน วันนั้น เพลงแรกคือเพลง “มาย แฮปปิเนสส์ (My Happiness)” อยู่ในหน้า A ของแผ่นเสียง ส่วนอีกเพลงในหน้า B เป็นเพลง “แธต สเวน ยัวร์ ฮาร์ทเอชส์ บีกิน (That’s When Your Heartaches Begin)”

ขณะที่เขากําลังร้องเพลงบันทึกเทปอยู่นั้น แมเรียนก็เกิดสนใจเสียงร้องของเขาขึ้นมา จึงนั่งฟังเขาร้องไปจนจบเพลงอย่างตั้งใจ และด้วยความประทับใจในเสียงร้อง ก่อนที่เอลวิสจะกลับนั้น แมเรียน ก็ได้ขอที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้ด้วย โดยบอกว่าถ้าหากมีงานให้ช่วยก็จะได้ติดต่อไป จากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นโอกาสที่กําลังมาถึง เอลวิส เพรสลีย์ แล้ว เพราะหากวันนั้นแมเรียนไม่บังเอิญมานั่งฟังและขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเอาไว้ โลกนี้ก็คงจะไม่มี “ราชาร็อค” เกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน

แมเรียน ไคสเกอร์ เก็บเดโมเทปเพลงของ เอลวิส เพรสลีย์ เอาไว้ในตู้เก็บทรัพย์สินของบริษัทเป็นเวลานาน 1 ปี โดยเธอก็ลืมไปแล้วว่ามีเทปชิ้นนี้อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ของเอลวิสที่เธอขอไว้ซึ่งแปะอยู่บนเทปด้วย จนเมื่อเธอมาจัดข้าวจัดของในวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1954 ก็เกิดเตะตากับเทปของเอลวิสเข้า และนึกถึงใบหน้าอันหล่อเหลาของหนุ่มเสียงใสคนนี้ได้เลาๆ และจําได้ว่าเธอบอกกับเขาว่าอย่างไรในวันนั้น เธอจึงนําเทปชิ้นนั้นมาเปิดฟังอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ยังเคลิบเคลิ้มไปกับน้ำเสียงของเขาไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนในวันที่เอลวิสเดินเข้ามาที่ห้องอัดเสียง

เธอจึงรีบนําเทปไปให้ แซม ฟิลลิพส์ เจ้านายของเธอฟัง โดยสําทับกับเขาว่าถ้าได้ฟังแล้วเขาต้องประทับใจซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แซมจึงถามหาเจ้าของเสียงนี้จากแมเรียนซึ่งเธอก็ให้เบอร์โทรศัพท์ของเอลวิสแก่เขา แซมรีบติดต่อกลับไปในทันทีและขอให้เขามาพบที่สติวดิโออีกครั้งหนึ่งเพื่อทดสอบเพลงโดยบอกกับเอลวิสว่าอาจจะมีงานใหญ่รอเขาอยู่ ซึ่งในตอนที่รับสายจาก แซม ฟิลลิพส์ นั้นเอลวิสเองก็แทบจะจําไม่ได้แล้วว่าเคยให้เบอร์โทรศัพท์กับทางห้องอัดเสียงเอาไว้ตั้งแต่เมื่อใด

ในวันถัดมาเอลวิสจึงไปที่สติวดิโอของแซมตามนัด และทดสอบเสียงร้องของเขาอยู่หลายชั่วโมง ถึงแม้ว่าแซมจะพอใจน้ำเสียงของเอลวิสอย่างมาก แต่ตอนนั้นเขายังคงมองไม่เห็นหนทางว่าจะปั้น เอลวิสขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเพลงทุกเพลงที่นํามาร้องนั้นใครๆเขาก็ร้องกันจนติดหูไปจนหมดแล้ว ถึงเขาจะค้นพบเพชรเม็ดงามเม็ดนี้แล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคิดหาวิธีเจียระไนเพชรเม็ดนี้ไม่ได้

นับตั้งแต่วันนั้นมาแซมเริ่มพยายามคิดหาวิธีปั้นเอลวิสขึ้นมาให้ได้ โดยติดต่อไปหาเพื่อนๆหลายคนเพื่อจะขอความคิดเห็นเรื่องนี้ จนเวลาล่วงเลยมาอีกหลายเดือนซึ่งเอลวิสเริ่มจะลืมๆไปแล้วด้วย แต่ แซม ฟิลลิพส์ ก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง ถามเขาว่ายังมีเพื่อนนักดนตรีคนอื่นๆหรือไม่ เพราะแซมเชื่อว่าหากปั้นเอลวิสพร้อมวงของเขาจะติดตลาดได้ง่ายกว่า เช่นเดียวกับวง บิลล์ ฮาลีย์ แอนด์ เธอะ โคเม็ตส์

That’s all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

That's all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

ในเวลานั้นเอลวิสจึงเริ่มเสาะหาเพื่อนร่วมวงและได้รู้จักกับนักดนตรีสไตล์เวสเทิร์น สวิง (Western Swing) ชื่อวงสตาร์ไลต์ แรงเลอร์ส (Starlight Wranglers) ที่เล่นอยู่ในคลับละแวกเมืองเมมฟิส 2 คน คือ สก็อตตี มัวร์ (Scotty Moore) และ บิลล์ แบล็ค (Bill Black) จึงได้ชักชวนทั้งสองไปร่วมกัน ทดสอบเพลงที่ห้องอัดเสียงของ แซม ฟิลลิพส์ เพลงที่ทั้งสามทดสอบกันในวันนั้นมีด้วยกันหลายเพลง แต่ แซม ฟิลลิพส์ ก็ได้เลือกเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งเป็นเพลงของ อาเธอร์ ครัดดัพ (Arthur Crudup) ชื่อ “แธตส ออล ไรต์ มามา (That’s All Right Mama)” เพลงนี้เล่นได้ถูกใจ แซมเป็นอย่างมากจนเขาถึงกับร้องตะโกนออกมาว่า “นี่ละเพลงฮิต”

แซม ฟิลลิพส์ บันทึกเสียงเพลงนั้นจนสมบูรณ์เป็นที่พอใจแล้วจึงส่งไปให้เพื่อนที่เป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อ ดิวอี ฟิลลิพส์ (Dewey Philips) เปิดในรายการของเขาเพื่อช่วยโปรโมตเพลงนี้ให้ ดิวอี จึงนําเพลง That’s All Right Mama ไปเปิดออกอากาศ พร้อมทั้งสําทับกับคนฟังทั่วทั้งเมมฟิส ด้วยคําคําเดียวกับที่ แซม ฟิลลิพส์ พูดด้วยว่า “นี่ละเพลงฮิต” ซึ่งนั่นก็คือแผนการตลาดของแซมที่ต้องการตอกย้ำคําคํานี้ซ้ำๆให้คนฟังติดหู โดยที่เขาก็ขอให้ดิวอีย้ำคํานี้ทุกครั้งที่เปิดเพลงด้วย และขอให้เปิดวันละหลายๆรอบเพื่อให้คนฟังฟังติดหูด้วยเช่นกัน

เพลงนี้จึงกระจายออกไปสู่หูคนฟังทั่วทั้งเมมฟิสอย่างรวดเร็ว มีการโทรเข้ามาขอฟังซ้ำกันอีกหลายเที่ยวตลอดทั้งสัปดาห์ แล้วมันก็กลายเป็นเพลงฮิตไปจริงๆแล้วในชั่วเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว ทาง ซัน เร็คคอร์ดส (Sun Records) ของ แซม ฟิลลิพส์ จึงเริ่มพิมพ์แผ่นเสียงเพลงนี้ออกวางจําหน่ายโดยทันที ซึ่งก็มีการสั่งจองแผ่นเสียงของ เอลวิส เพรสลีย์ เพลงนี้เข้ามามากถึง 6,000 แผ่นในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ซึ่งอันที่จริงถึงแม้ว่า ดิวอี ฟิลลิพส์ จะไม่ทําตามที่ แซม ฟิลลิพส์ ขอให้ใช้คําว่า “นี่ละเพลงฮิต” ไปเรื่อยๆ เพลงนี้ก็ต้องกลายเป็นเพลงฮิตอยู่ดีตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิด เพราะต่อมาในภายหลังดิวอี้ได้ออกมาเปิดเผยว่า เขาฟังเพลงนี้ครั้งแรกก็ชอบน้ำเสียงของ เอลวิส เพรสลีย์ เสียแล้ว จนเขาต้องพูดคําว่า “นี่ละเพลงฮิต” ออกมาเองโดยไม่ได้นึกถึงสิ่งที่ แซม ฟิลลิพส์ กําชับแต่อย่างใด และทันทีที่เพลงนี้ถูกเปิดไปเพียงรอบเดียว แฟนรายการก็โทรเข้ามาขอฟังซ้ำกันในทันทีด้วยเช่นกัน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet