ชีวิตในช่วงบั้นปลายของนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

charlie chaplin queen elizabeth II

เมื่อชาร์ลีสามารถก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นแล้ว เขาก็มีอิสระมากขึ้นที่จะทําภาพยนตร์เรื่องต่างๆตามที่ตนต้องการ และนอกจากเขาจะเป็นผู้เขียนบท เป็นโปรดิวเซอร์ และเป็นผู้กํากับเองทุกเรื่องแล้ว เขายังเป็นคนแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ทุกเรื่องอีกด้วย จากประสบการณ์ด้านต่างๆที่หลากหลายซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่เด็กแล้วจึงทําให้เขามีความสามรถที่รอบด้านและเหมาเอางานด้านการผลิตแทบจะทั้งหมดเข้ามาทําด้วยตัวเองได้อย่างแคล่วคล่อง สําหรับภาพยนตร์ที่ชาร์ลีสร้างขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส นั้นมีอยู่ 8 เรื่องด้วยกัน เป็นหนังที่มีขนาดยาวทั้งหมด

นอกจาก “อะ วูแมน อิน ปารีส (A Woman in Paris)” แล้วยังมีภาพยนตร์เรื่องอื่นๆดังต่อไปนี้ คือ “เธอะ โกลด์ รัช (The Gold Rush)” ค.ศ. 1925 “เธอะ เซอร์คัส (The Circus)” ค.ศ. 1928 “ซิตี ไลต์ส (City Lights)” ค.ศ. 1931 “โมเดิร์น ไทม์ส (Moderm Times)” ค.ศ. 1936 “เธอะ เกรต ดิกเตเตอร์ (The Great Dictator)” ค.ศ. 1940 “มองซิเออร์แวร์ โด (Monsieur Verdoux)” ค.ศ. 1947 และ “ไลม์ไลต์ (Limelight)” ค.ศ. 1952 เป็นเรื่องสุดท้าย

ภาพยนตร์เรื่องต่างๆที่สร้างภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส นี้ล้วนเป็นหนังคลาสสิกของโลกภาพยนตร์จนถึงทุกวันนี้ทั้งสิ้น ซึ่งในจํานวนนี้มีเพียง 3 เรื่องเท่านั้นที่เขาสวมบุคลิกเป็น เธอะ แทรมป์ คือ เธอะ เซอร์คัส ซิตี ไลต์ส กับ โมเดิร์น ไทม์ โดยเฉพาะ โมเดิร์น ไทม์ นั้นนอกจากจะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่สวมบท เธอะ แทรมป์ แล้วยังเป็นเรื่องสุดท้ายที่เป็นหนังเงียบหรือไม่มีบทพูดของตัวละครเลยอีกด้วย และมีเพียงเรื่องเดียวคือ อะ วูแมน อิน ปารีส เท่านั้นที่ ชาร์ลี ไม่ได้นําแสดง ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวที่ไม่ใช่หนังตลกด้วยเช่นกัน

ชาร์ลี แชปปลิน กับวิสัยทัศน์ด้านสังคมและการเมือง

ชาร์ลี แชปปลิน กับการแสดงออกทางการเมือง

นอกจาก ชาร์ลี แชปปลิน จะเป็นผู้บุกเบิกสิ่งต่างๆมากมายให้แก่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแล้ว เขายังเป็นบุคคลแรกๆของวงการภาพยนตร์ที่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติต่อสังคมและการเมืองสอดใส่เข้าไปในบทภาพยนตร์อย่างชัดเจนอีกด้วย โดยเฉพาะบุคลิกของ เธอะ แทรมป์ ที่คนทั่วไปมักเชื่อว่าเป็นเพียงตัวตลกจรจัดธรรมดาตัวหนึ่งที่ก่อเรื่องก่อราวไปทั่วนั้น อันที่จริง เธอะ แทรมป์ ทําหน้าที่มากกว่านั้น ชาร์ลีมักจะใช้บทนี้เพื่อสอดใส่ความคิดเห็นของเขาสื่อสารกับผู้คน โดยเฉพาะความคิดเห็นที่เขามีต่อสังคมในช่วงเวลานั้นๆอยู่เป็นประจําอีกด้วย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์สําคัญๆขึ้นในช่วงไหนๆ ชาร์ลีก็จะนําทัศนคติที่มีต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาซึ่งภาพยนตร์เรื่องนั้นๆกําลังถ่ายทําอยู่แทรกลงไปด้วยโดยผ่านการแสดงออกของ เธอะ แทรมป์ ตัวนี้นั่นเอง

แม้เขาจะนําเสนอมันออกมาในด้านที่ตลกขบขันก็ตาม แต่หากมองให้ลึกลงไปในเรื่องราวต่างๆที่ เขาเสนอแล้ว คนดูก็จะเข้าใจกับประเด็นสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่นเรื่อง “โมเดิร์น ไทม์” ที่ชาร์ลีสะท้อนปัญหาของผู้ต้องตกเป็นเหยื่อในวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “เกรต ดีเปรสชัน (Great Depression)” อันมีสาเหตุสืบมาจาก ตลาดหุ้นวอลล์ สตรีท (Wall Street) ล่มจนหุ้นทั้งกระดานตกรูด และส่งผลให้เกิดภาวะล้มละลายของภาคธุรกิจต่างๆไปเป็นลูกโซในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1929-30 คนตกงานในทันทีมากมายเป็นประวัติการณ์ และเกิดความยากจนขึ้นทั่วทั้งประเทศ

ไม่แต่เพียงเท่านั้นผลพวงของตลาดหุ้นสหรัฐฯล่มครั้งนั้นยังลุกลามไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกจนเกิดสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองกันไปตามๆกันอีกด้วย เธอะ แทรมป์ จึงถูกนํามาใช้เป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนชีวิตคนงานหาเช้ากินค่ำในโรงงานที่ถูกใช้งานหนักในยุคสมัยของเครื่องจักรที่ทุกคนต้องแข่งขันกันเพื่อให้มีงานทําแม้ว่าจะถูกกดขี่แรงงานจากนายจ้างให้ต้องทํางานหามรุ่งหามค่ำก็ต้องทําไม่เช่นนั้นก็ตกงานและอดตาย

ส่วนในเรื่อง “มองซิเออร์ แวร์โด” นั้น ชาลีได้ใส่ประเด็นทางการเมืองลงไปในเรื่องนี้ด้วย โดยมีหลายฉากหลายตอนในเรื่องนี้ที่ถูกหาว่าศรัทธาสังคมนิยมและเหน็บแนมทุนนิยมอย่างเห็นได้ชัด จนเขาถูกสงสัยจากเอฟบีไอ (FBI) หรือหน่วยสืบสวนกลางของสหรัฐอเมริกาว่าอาจมีแนวคิดนิยมคอมมิวนิสต์ โดยทางเอฟบีไออ้างด้วยว่าชาร์ลีมีการติดต่อกับสหายชาวรัสเซียหลายคน จึงเข้ามาลอบติดตามพฤติกรรมของ ชาร์ลี แชปปลิน อยู่เป็นเวลานานนับ 10 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบจากสงครามเย็น

American Communist Party)

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกากับรัสเซียนั้นได้เข้าสู่ยุคของการทํา “สงครามเย็น (Cold War)” ระหว่างกัน และมีการแบ่งขั้วอํานาจกันระหว่างฝ่ายทุนนิยมโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนหลักกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีรัสเซียเป็นแกนหลัก ความหวาดกลัวว่าคอมมิวนิสต์จะเข้ามาแทรกซึมในสังคมอเมริกันและครอบงําความคิดของชาวอเมริกันเกิดขึ้นไปทั่วตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา จึงมีการเพ่งเล็งไปที่กลุ่มผู้ที่มีอิทธิพลทางสังคมกลุ่มต่างๆว่าอาจจะเป็นเป้าหมายที่รัสเซียใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงําสังคมอเมริกัน และกลุ่มผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงก็คือผู้ถูกสงสัยเป็นลําดับต้นๆ

เนื่องจากมีผู้อยู่ในวงการบันเทิงจํานวนมากจึงมีรายชื่อเข้าไป กี่ยวข้องกับความพยายามก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์อเมริกัน (American Communist Party) ขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว และมีการขึ้นบัญชีดําบุคคลในวงการบันเทิงมากมายจากทางเอฟบีไอ จึงเริ่มลอบติดตามพฤติกรรมของผู้มีชื่อเสียงตั้งแต่นั้น และหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของ ชาร์ลี แชปปลิน รวมอยู่ด้วย เอฟบีไอ ได้ลอบติดตามสอดส่องและคอยดักฟังการติดต่อสนทนาระหว่างชาร์ลีกับเพื่อนๆมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากสมุดบันทึกของ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ผู้อํานวยการเอฟบีไอที่ทรงอิทธิพลมากในช่วงเวลานั้นว่ามีการลอบติดตามความเคลื่อนไหวของคนในวงการบันเทิงหลายคนซึ่งถูกสงสัยว่ามีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์ และก็มีรายชื่อของ ชาร์ลี อยู่ในบัญชีดําด้วยจริง

ซึ่งชาร์ลีได้ปฏิเสธเรื่องที่มีชื่อของเขาติดอยู่ในบัญชีดําว่าเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์ เมื่อมีนักข่าวไปถามเรื่องนี้กับว่าเขาว่าเขาไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากจะกล่าวหาว่าเขาเป็นพวกปฏิกิริยาแล้ว เขาคงเป็นพวกปฏิกิริยาที่เร่ขายสันติภาพให้เกิดขึ้นบนโลกมากกว่า แต่จากการถูกขึ้นบัญชีดํานี้เองที่ทําให้ชาร์ลีถูกจ้องเล่นงานจนถึงกับมีการส่งเรื่องขอเนรเทศเขากลับอังกฤษให้กับรัฐสภาสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1947 แต่ก็ไม่มีการเนรเทศเกิดขึ้นจริง และถึงแม้จะไม่มีการเนรเทศ ชาร์ลี แชปปลิน เกิดขึ้น ชาร์ลีก็เหนื่อยหน่ายและรําคาญกับการถูกลอบติดตามจากทางเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเขารู้สึกว่าถูกคุกคามอิสรภาพจนไม่อาจที่จะนิ่งเฉยอยู่ได้อีก จึงชิงพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่ที่ลอนดอนเสียเองในปี ค.ศ. 1952

จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในที่สุด ทางการสหรัฐฯก็ยังไม่สามารถพบหลักฐานใดๆเลยว่าชาร์ลีมีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์จริง ซึ่งก็คล้ายกับศิลปินอีกหลายคนที่ถูกทางการกล่าวหาแบบลอยๆเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยมีการพบหลักฐานใดเลยจนกระทั่งพวกเขาได้เสียชีวิตลงไปแล้ว และต่อมาภายหลังเรื่องข้อกล่าวหาเหล่าบุคคลในวงการบันเทิงของฮอลลีวูดว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาโดยหนังสือพิมพ์ จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่าเป็นเพียงข้อหายกเมฆที่วุฒิสมาชิกบางคนพยายามนําเรื่องนี้ไปขยายเรื่องขยายราวเพื่อของบประมาณเท่านั้น ซึ่งในที่สุดเรื่องนี้ก็ถูกยกเลิกไป 

นักรักแห่งฮอลลีวู้ด

Charlie Chaplin

สําหรับชีวิตส่วนตัวของ ชาร์ลี แชปปลิน นั้น ชาร์ลีนับว่าเป็นนักรักแห่งฮอลลีวูดอีกผู้หนึ่ง เขามีสัมพันธ์กับนักแสดงสาวหลายคน และที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นแต่งงานด้วยนั้นก็มีหลายคนเช่นกัน คนแรกคือ เฮตตี เคลลี (Hetty Kelly) ซึ่งเป็นนักเต้นรําและถือเป็นรักแรกของเขา ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่กับคณะละครที่อังกฤษ ซึ่งชาร์ลีเกือบจะได้แต่งงานกับเธอแล้วในปี ค.ศ. 1918 แต่เธอก็ได้เสียชีวิตลงเสียก่อนด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดอย่างรุนแรงทั่วยุโรปในปี ค.ศ. 1918 นั้นเอง

คนต่อมาคือ มิลเดรด แฮร์ริส (Mildred Harris) ซึ่งชาร์ลีแต่งงานกับเธอใน ปี ค.ศ. 1918 แต่ก็หย่ากันในอีก 2 ปีต่อมาโดยไม่มีบุตรด้วยกันแต่อย่างใด กระทั่งชาร์ลีข้ามมาเริ่มอาชีพนักแสดงในสหรัฐอเมริกาแล้ว เขาก็มีสัมพันธ์กับสาวๆในวงการหลายคน คนแรกก็คือ ลิตา เกรย์ (Lita Grey) ชาร์ลีแต่งงานกับเธอในปี ค.ศ. 1924 และหย่ากันในปี ค.ศ. 1927 กับ ลิตา เกรย์ นั้นทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน คนต่อมาก็คือ พอเลตต์ กอดดาร์ด (Paulette Goddard) เป็นนักแสดงเช่นกัน ชาร์ลี แต่งงานกับเธอในปี ค.ศ. 1933 และหย่ากันในปี ค.ศ. 1942 ส่วนภรรยาคนสุดท้ายก็คือ อูนา โอนีล (Oona O’neill) แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1943 ขณะที่เขาอยู่ในวัย 54 ปี และอยู่กินกับเธอจนกระทั่ง ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 8 คน

ชีวิตในช่วงบั้นปลายของนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

charlie chaplin queen elizabeth II

ภายหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “ไลม์ไลต์” ในปี ค.ศ. 1952 แล้ว ชาร์ลีก็กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษกับครอบครัว การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเดินทางไปอังกฤษเพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง ไลม์ไลต์นั่นเอง เมื่อเขาเริ่มรู้สึกอึดอัดกับเสรีภาพของเขาที่ถูกคุกคามในช่วงหลังๆที่อยู่ในสหรัฐฯ และเมื่อกําลังจะเดินทางกลับสหรัฐฯ ใบอนุญาตเข้าเมืองของเขายังถูกเพิกถอนไปอีก ชาร์ลีจึงตัดสินใจให้ครอบครัวอพยพตามเขามาอยู่ที่อังกฤษด้วยกัน แล้วเริ่มสร้างภาพยนตร์ในอังกฤษนี้เอง โดยมีภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เขาสร้างที่นี่

เรื่องแรกคือ “อะ คิง อิน นิวยอร์ก (A King in New York)” ในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เขานําแสดง โดย ชาร์ลี ยัง คงเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้กํากับ ผู้เขียนบท และนําแสดงเช่นเคย และก็ยังคงเป็นหนังตลกอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน ซึ่งหลังจากเรื่องนี้แล้ว ชาร์ลีก็ไม่ได้มีผลงานออกมาอีกจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1967 จึงมีภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เขากํากับออกมาอีกเรื่อง คือ “อะ เคาน์เตสส์ ฟรอม ฮ่องกง (A Countess from Hong Kong)” เป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมองอีกเรื่องหนึ่ง นับเป็นเรื่องที่ 2 ของชาร์ลีที่ไม่ได้นําแสดงเองตั้งแต่เรื่อง “อะ วูแมน อิน ปารีส” เป็นต้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้นําแสดงโดย มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) กับ โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) โดยมี ซิดนีย์ เอิร์ล แชปปลิน (Sydney Eart Chaplin) บุตรชายของเขาที่เกิดกับ ริตา เกรย์ ร่วมแสดงสมทบด้วย และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนับเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายตลอดชีวิตการทํางานอยู่ในโลกบันเทิงของ ชาร์ลี แชปปลิน อีกด้วย เพราะภายหลังจากที่เสร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ ชาร์ลีก็เริ่มเหนื่อยล้ากับงานจนไม่สามารถโหมงานหนักได้อีก จึงห่างหายออกจากวงการแล้วไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านอย่างสงบ

ในปี ค.ศ. 1975 ชาร์ลี แชปปลิน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น “ไนต์ (Knight)” หรือชั้น “อัศวิน” ที่เรียกว่า “เคบีอี KBE” หรือ “Knight Commander of the British Empire” จาก สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ (Queen Elizabeth II of England) ในฐานะที่เป็นผู้สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายให้แก่ประเทศอังกฤษแผ่นดินเกิดของเขา กระทั่งอีก 2 ปีต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1977 ในระหว่างไปพักผ่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชาร์ลี แชปปลิน ก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบขณะที่นอนหลับพักผ่อนในคืนวันคริสต์มาสโดยไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามความต้องการของเขาเอง โดยมีการบรรจุศพของเขาเอาไว้ที่สุสานในคอซิแยร์-เซอ-เวอแว (Corsier-sur-Vevey) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆในสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet