จุดสูงสุดอาชีพนักแสดงตลกของ ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)

จุดสูงสุดอาชีพนักแสดงตลกของ ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)

ในยุคหนังเงียบนั้นกล่าวได้ว่าไม่มีดาราคนใดสามารถเทียบรัศมีของ ชาร์ลี แชปปลิน ได้เลย ซึ่งการแสดงในยุคหนังเงียบจะต้องใช้การแสดงออกทางหน้าตาท่าทางเป็นสําคัญเพราะไม่มีเสียงพูดสื่อสารออกมาให้เข้าใจได้หรือทราบถึงอารมณ์ความรู้สึกใดๆได้อย่างเช่นภาพยนตร์ในยุคสมัยนี้เลย และ ชาร์ลี แชปปลิน ก็เป็นนักแสดงซึ่งสามารถจะสื่อสารกับผู้ชมด้วยการแสดงออกทางหน้าตาท่าทางได้เป็นอย่างดี โดยยังมีอารมณ์ขันอย่างชนิดที่เหลือเฟือซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้ทุกครั้งที่เห็นลีลาหรือท่วงท่าของเขาไม่ว่าจะทําอะไร

แม้เพียงแค่เห็นใบหน้าที่ยียวนกวนอารมณ์ของเขาก็ตาม ชาร์ลี แชปปลิน จึงมักได้รับการยอมรับว่ามีอัจฉริยภาพด้วยการสร้างจินตนาการซึ่งสามารถสื่อสารออกมาทางใบหน้าและท่าทาง รวมไปถึงบุคลิกลักษณะต่างๆอย่างที่ไม่มีนักแสดงคนใดในยุคนั้นสามารถเทียบเคียงเขาได้เลย ทําให้มีนักแสดงรุ่นหลังจํานวนมากพยายามจะลอกเลียนวิธีการแสดงของเขาหรือไม่ก็นําลักษณะท่าทางยียวนกวนอารมณ์ในการเรียก เสียงหัวเราะของ ชาร์ลี แชปปลิน ไปใช้

แม้เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของหนังเสียงแล้วก็ตาม การสื่อสารทางใบหน้าและลักษณะท่าทางอย่างที่ชาร์ลีทําก็ยังมีส่วนสําคัญอย่างมากสําหรับนักแสดงโดยเฉพาะนักแสดงตลกต่างๆหรือแม้นักแสดงตลกรุ่นราวคราวเดียวกัน เช่น บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton) แฮโรลด์ ลอยด์ (Harold Lloyd) แฮร์รี แลงดอน (Harry Langdon) ชาร์ลี เชส (Charley Chase) และ ลอเรล กับ ฮาร์ดี หรือไม่ว่าจะเป็นนักแสดงตลกรุ่นหลังๆ เช่น พี่น้องตระกูล มากรซ (Marx Brothers) สามเกลอหัวแข็ง (Three Stonges) หรือแม้แต่ตัวการ์ตูนต่างๆของ ค่าย ลูนีย์ ตูนส์ (Looney Tunes) ก็ตาม แม้ว่าแต่ละคนจะสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วนแต่รับเอาอิทธิพลในการแสดงออกทางใบหน้าและท่าทางของ ชาร์ลี แชปปลิน ไว้ไม่มากก็น้อยกันทั้งสิ้น

สิ่งที่ ชาร์ลี แชปปลิน วางมาตรฐานไว้ให้กับนักแสดงในรุ่นหลังๆจนกลายเป็นหน้าที่ของนักแสดงที่ดีทุกคนอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นนักแสดงที่ไม่ใช่เป็นแต่เพียงแค่สักแต่แสดงแบบตั้งหน้าตั้งตาแสดงไปตามที่ผู้กํากับบอกอย่างเดียวเท่านั้น นักแสดงที่ดียังต้องทําหน้าที่ขยายบทบาทและเรื่อง ราวที่ตนแสดง สร้างบุคลิกของตัวละครที่ตนแสดงให้มีรายละเอียดเหมือนกับเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆในสังคม เพื่อไม่ให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่าตัวละครนั้นๆเป็นเพียงแค่คนที่ถูกสมมติขึ้นมาเท่านั้น และนักแสดงที่ดีก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ของตนเองในงานแสดง เพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆแม้จะเป็นเพียงภาพยนตร์แต่ก็ต้องทําให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่าเรื่องราวในภาพยนตร์นั้นก็คือฉากหนึ่งในชีวิตประจําวันที่พบเห็นกันทั่วไปอีกด้วย

และถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ตลกก็ต้องทําให้ผู้ชมเชื่อว่าเรื่องตลกที่เล่นอยู่นั้นก็เกิดขึ้นจริงได้ในสังคมไม่ว่าที่ใดที่หนึ่ง นั่นคือหน้าที่ของภาพยนตร์ และด้วยเหตุนี้ ชาร์ลี แชปปลิน จึงมักจะนั่งเขียนบทเองและเป็นผู้กํากับการแสดงเองอีกด้วย ซึ่งบริษัทสร้างภาพยนตร์ก็ยินดีจะให้เขาทําหน้าที่เหล่านั้น เพราะช่วงเวลานั้นบุคลากรทางด้านนี้ยังคงขาดแคลนอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่า ชาร์ลี แชปปลิน จะ เป็นเพียงตัวเลือกในยามขาดแคลนเท่านั้น เมื่อเขาสามารถสร้างผลงานออกมาดีในที่สุดเขาก็รับหน้าที่เป็นทั้งผู้กํากับ นักแสดง และผู้เขียนบทในหนังที่เขาแสดงเกือบทุกเรื่องไปโดยปริยาย และเมื่อชาร์ลีคร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์จนได้รับการยกย่องจากผู้คนในวงการโดยทั่วไปแล้ว เขาก็เริ่มจะมีความคิดต้องการตั้งบริษัทภาพยนตร์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง

สงครามโลกครั้งที่ 1

จุดสูงสุดอาชีพนักแสดงตลกของ ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)

ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1914 ถึงปี ค.ศ. 1918 บริษัทภาพยนตร์ต่างๆได้รับการร้องขอจากรัฐบาลให้ผลิตภาพยนตร์โฆษณาเพื่อใช้ในกิจการสงคราม และช่วยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆเพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในสงครามอีกด้วย ซึ่ง ชาร์ลี แชปปลิน ก็เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ สนับสนุนนโยบายของรัฐในเรื่องนี้อย่างแข็งขัน โดยถึงกับลงทุนลงแรงช่วยหาเงินทุนจากที่ต่างๆ และยังสร้างภาพยนตร์รณรงค์ให้คนออกมาช่วยกันซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อจะนําเงินไปใช้เป็นทุนรอนในการทําสงครามอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็คือเรื่อง “The Bond” ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1918

Shoulder Arms

แต่ชาร์ลีไม่ใช่พวกที่สนับสนุนสงคราม เขาเพียงแต่ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในระหว่างที่สงครามเกิดขึ้นมาแล้วเท่านั้นและเขาก็ไม่สามารถทําอะไรได้ดีกว่าการสร้างเสียงหัวเราะในช่วงเวลาที่ ความโหดร้ายของสงครามกําลังดําเนินไปในยุโรปเวลานั้น ซึ่งก็เช่นเดียวกับการทําหนังตลกเรื่องใหม่ที่ออกมาในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1918 ในขณะที่สงครามยังคงไม่ยุติ ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ก็คือเรื่อง “Shoulder Arms” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ล้อเลียนสงครามในฝรั่งเศสที่เขาเป็นทั้งผู้กํากับและนําแสดงเอง ท่ามกลางเสียงทักท้วงไม่เห็นด้วยในการทําหนังตลกล้อเลียนเหตุการณ์สงครามในฝรั่งเศสที่ถือเป็นแนวหน้าและได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนักออกมาในช่วงเวลานั้น แต่ ชาร์ลีบอกว่าเสียงหัวเราะเท่านั้นที่ช่วยเยียวยาได้ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ ชาร์ลี แชปปลิน โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีที่สุดเรื่องหนึ่งอีกด้วย

ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเอง

United Artists

เมื่อสงครามเลิกในเดือนพฤศจิกายนนั้น ชาร์ลี แชปปลิน ได้ขอเงินทุนจาก First National เพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่แต่ทางบริษัทกลับปฏิเสธ ซึ่งในตอนนั้นชาร์ลีระแคะระคายมาว่า First National กําลังประสบปัญหาการเงินและกําลังอยู่ในระหว่างควบรวมกับบริษัทอื่นอยู่ เขาจึงเกรงว่าสถานภาพที่ง่อนแง่นนี้อาจจะส่งปัญหามาถึงความมั่นคงในอาชีพของเขาด้วย ชาร์ลีจึงเริ่มไปพูดคุยกับเพื่อนๆในวงการคนอื่นๆเพื่อชักชวนมาร่วมกันลงขันก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเองขึ้นในปี ค.ศ. 1919 บริษัทที่ตั้งขึ้นนี้มีชื่อว่า ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส (United Artists) นอกจากชาร์ลีแล้วมีผู้ร่วมก่อตั้งกับเขาอีก 3 คน คือ แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) กับ ดักลาส แฟร์แบงค์ (Douglas Fairbanks) ทั้งสองเป็นดาราสาวและดาราชายที่โด่งดังอยู่ในขณะนั้น และ ดี.ดับเบิลยู กริฟฟิธ (D.W. Griffth) ซึ่งเป็นผู้กํากับชื่อดัง

และต่อมาบริษัทนี้ก็ได้กลายเป็นบริษัทหนังยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดที่มีอายุสืบต่อมาอย่างยาวนานจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับ ชาร์ลี แชปปลิน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ได้รับการยกย่องให้ เป็นบุคคลในระดับตํานานของฮอลลีวูดทั้งสิ้น แต่ถึงแม้ชาร์ลีจะตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นแล้ว ในช่วงแรกๆบริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส ก็ยังคงเป็นเพียงบริษัทจัดจําหน่ายเท่านั้น เพราะเขายังติดสัญญากับ First National อยู่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1922 นั่นเอง เมื่อสัญญากับ First National สิ้นสุดลง ชาร์ลี แชปปลิน จึงโยกทีมงานของเขาทั้งหมดมาที่บริษัทของตัวเองนี้อย่างเต็มตัว

สําหรับภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้างภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “อะ วูแมน อิน ปารีส (A Woman in Paris)” ที่นําแสดงโดย เอ็ดนา เพอร์วิอองเซ (Edna Purviance) และ คลาเร็นซ์ เจล ดาร์ต (Clarence Geldart) ฉายในปี ค.ศ. 1923 โดยที่ ชาร์ลี แชปปลิน นั่งในตําแหน่งผู้กํากับเพียงอย่างเดียว จึงนับเป็นเรื่องแรกที่เขากํากับโดยไม่ ได้นําแสดงด้วยเช่นกัน แต่ ชาร์ลีก็ยังร่วมรับบทเป็นตัวประกอบอยู่ด้วยในบางฉาก และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนังตลกแต่เป็นแนวดรามา (Drama) หรือหนังชีวิตเข้มข้น และนับจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นต้นไปเช่นกันที่ชาร์ลี ได้หยุดทําหนังสั้นที่มีความยาวไม่ถึง 1 ชั่วโมงลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลสั้นๆว่ายุคสมัยของหนังสั้นนั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

ชาร์ลี แชปปลิน นั้นรักหนังเงียบมาก ในช่วงที่เริ่มมีการทําหนังเสียงขึ้นมาในช่วงแรกๆนั้น เขาต่อต้านเรื่องนี้อย่างมาก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการทําลายศิลปะ เขาเชื่อว่าหนังเงียบสามารถที่จะแสดงให้เห็นถึงศิลปะในด้านการแสดงได้อย่างครบถ้วนกว่า ชาร์ลีมีความคิดเห็นว่านิยามของการแสดง ที่แท้จริงควรจะหมายถึงการแสดงออกทางใบหน้าและท่าทางมากกว่าการออกเสียงพูด เพราะการแสดงออกทั้งทางใบหน้าและท่าทางนั้นเปิดโอกาสให้คนดูสามารถใช้จินตนาการของตนเองตีความในสิ่งที่ผู้แสดงต้องการจะสื่อสารได้อิสระกว่าการออกเสียงที่ถือเป็นการชี้นําอย่างชัดเจนเกินไป การใส่เสียงพูดลงไปจึงถือเป็นการปิดกั้นจินตนาการของผู้ชมภาพยนตร์ ทําให้ภาพยนตร์มีแต่ความฉาบฉวยไร้ซึ่งศิลปะ

ชาร์ลีจึงเห็นว่าถ้าหากจะให้เขาดูหนังเสียงแล้ว สู้ใช้เวลาไปนั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็ฟังละครวิทยุ ซึ่งสามารถสร้างจินตนาการสร้างอารมณ์และความรู้สึกกับเรื่องราวนั้นๆได้ดีกว่า และมีศิลปะกว่าการนําภาพและเสียงมารวมกันไว้ในภาพยนตร์ แต่ถึงชาร์ลีจะต่อต้านหนังเสียงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ไม่อาจต่อต้านกระแสของหนังเสียงอยู่ได้นานนัก เมื่ออิทธิพลของหนังเสียงเริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆและตลาดก็ตอบรับเป็นอย่างดี เขาจึงต้องยินยอมเปิดทางให้มีการบันทึกเสียงลงไปในภาพยนตร์ของเขาบ้าง

แต่ถึงอย่างไรชาร์ลีก็ยังคงดื้อรั้นที่จะไม่ยอมใส่เสียงพูดของตัวละครลงไปในภาพยนตร์ช่วงแรกๆของเขาอยู่ดี โดยเพียงแค่ใส่ซาวน์ดเอฟเฟ็คต์ของเสียงต่างๆ เช่น เสียงเลื่อนเก้าอี้ เสียงของตกกระแทกพื้น หรือเสียงลื่นไถลลงไปเท่านั้น ชาร์ลียินยอมบันทึกเสียงพูดของตัวละครต่างๆลงไปในภาพยนตร์ของเขาอย่างแท้จริงเป็นเรื่องแรกก็คือเรื่อง “เธอะ เกรต ดิกเตเตอร์ (The Great Dictator)” ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1940  (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet