ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin) ชายผู้สร้างเสียงหัวเราะให้คนทั้งโลก

ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin) ชายผู้สร้างเสียงหัวเราะให้คนทั้งโลก

“โลกนี้จะไม่มีใครรู้จักเสียงหัวเราะที่แท้จริงเลย ถ้าหากไม่มี ชาร์ลี แชปปลิน” คําพูดนี้ไม่เกินจริงเลย และคนทั้งโลกก็ไม่น่าที่จะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ชาลี แชปปลิน เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราจะคุ้นชินกับภาพชายหนวดจิ๋ม สวมหมวก ถือไม้เท้า กับท่าเดินแปลกๆคล้ายนกเพนกวินที่ใครๆก็มักนําไป เลียนแบบถ้าต้องการให้ใครๆหัวเราะในท่าทางของเขา ซึ่งนักแสดงตลกในบ้านเราก็เคยเลียนแบบท่าทางของเขาจนประสบความสําเร็จอย่างสูงมาแล้วหลายคนเช่นกัน

ชาร์ลี แชปปลิน นั้นนับเป็นนักแสดงตลกที่โด่งดังที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาเลยทีเดียวทั้งก่อนหน้าและหลังจากยุคสมัยของเขา ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครที่สามารถจะช่วงชิงตําแหน่งนี้ไปจากเขาได้แต่อย่างใด จะมีใครบ้างที่สามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสียงหัวเราะ และสามารถที่จะสื่อสารกับผู้คนให้เกิดความเข้าใจได้โดยไม่จําเป็นต้องพูดอะไรออกมาสักคํา หรือเพียงแค่ได้ยินชื่อของเขาโดยไม่ต้องเห็นหน้าเห็นตาแต่อย่างใดคนก็ยิ้มแล้ว และยิ่งได้เห็นหน้าตาท่าทางของเขาเท่านั้น เสียงหัวเราะก็จะดังขึ้นมาในทันที จนทุกวันนี้ชื่อของ ชาร์ลี แชปปลิน กลายเป็นศัพท์เฉพาะที่หมายถึงเสียงหัวเราะของคนทั่วทั้งโลกไปแล้ว

เมื่อกล่าวถึงชื่อของ ชาร์ลี แชปปลิน ขึ้นมานั้นทุกคนจะจําภาพของชายป้ำๆเป๋อๆ บุคลิกประหลาดๆ ไว้หนวดลักษณะเหมือนกับขนแปรงสีฟัน สวมเสื้อผ้าหลวมโคร่ง ถือไม้เท้าข้อไม้ไผ่ เดินด้วยท่าทางกระย่องกระแย่งขึ้นในทันทีโดยที่ไม่ต้องนึกให้เสียเวลาว่าคือใคร บุคลิกของ ชาร์ลี แชปปลิน ดังกล่าวนี้เรียกกันว่า “The Tramp” หรือ “คนจรจัด” ที่กลายเป็นบุคลิกเฉพาะของ ชาร์ลี แชปปลิน เพียงคนเดียวเท่านั้น

ชาร์ลี แชปปลิน สวมบุคลิก The Tramp นี้สร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนทั้งโลกเป็นเวลาร่วม 28 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914 ไปจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1942 อยู่ในภาพยนตร์จํานวนมากกว่า 70 เรื่อง นับจากยุคหนังเงียบไปจนถึงหนังเสียง กระทั่งเลิกบทบาทนี้ไปอย่างถาวรในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาและผันตัวเองเป็นผู้กํากับ เขากํากับภาพยนตร์หลายเรื่องจนกระทั่งถึงเรื่องสุดท้ายในปี ค.ศ. 1967

ตลอด 28 ปีที่ ชาร์ลี แชปปลิน สวมบทบาท The Tramp นี้ เขาได้สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้คนมากมาย แต่คนส่วนใหญ่กลับ ไม่ค่อยทราบนักว่าเบื้องหลังกว่าเขาจะได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเสียงหัวเราะเช่นนี้ ชีวิตของ ชาร์ลี แชปปลิน ผ่านการต่อสู้มาอย่างสมบุกสมบัน และมีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ลําบากยากแค้นมากมายเพียงใด

ประวัติของ ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)

ประวัติของ ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)

ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin) มีชื่อจริงว่า ชาร์ลส สเปนเซอร์ แชปปลิน (Charles Spencer Chaplin) เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่ย่าน วอลเวิร์ธ (Walworth) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชาร์ลีมีพี่ชายต่างพ่อคนหนึ่งเป็นลูกติดแม่มาซึ่งมีอายุแก่กว่าเขา 4 ปี ชื่อ ซิดนีย์ ฮิลล์ (Sydney HiLL) แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ ซิดนีย์ แชปปลิน เมื่อพ่อกับแม่ของชาร์ลีแต่งงานกัน และรับซิดนีย์เป็นบุตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พ่อกับแม่ของชาร์ลีนั้นเป็นนักร้องนักแสดงทั้งคู่

จนกระทั่งอายุเพียงไม่กี่ขวบ พ่อกับแม่ก็เกิดเรื่องระหองระแหงและห่างเหินกันไปโดยที่ทั้งสองไม่เคยหย่าขาดกันเลย และแม่ของเขาก็เกิดไปมีลูกกับนักแสดงคนอื่นอีกคนหนึ่งชื่อ วีเลอร์ ไดรเดน (Wheeler Dryden) แต่พ่อของเขาก็มารับไปเลี้ยงตั้งแต่เกิด ภายหลังวีเลอร์ได้กลายเป็นดาราและผู้กํากับที่มีชื่อเสียงติดตามชาร์ลีที่สหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน ชีวิตในวัยเด็กของชาร์ลีนั้นค่อนข้างยากลําบากมาก พ่อกับแม่ขัดสนเงินทองอยู่ตลอดเวลาจนต้องส่งชาร์ลีกับซิดนีย์ไปอยู่ที่ แลมเบธ เวิร์คเฮาส์ (Lambeth Workhouse) หรือที่มักเรียกกันว่า “โรงทํางาน” ซึ่งเป็นสถานที่สําหรับสงเคราะห์ผู้ยากไร้ตามกฎหมายประชาสงเคราะห์ของรัฐบาลตอนที่ชาร์ลีมีอายุเพียง 7 ขวบ เพื่อให้ลูกๆได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ

ภายหลังซิดนีย์ออกจากโรงทํางานแล้วเข้าไปฝึกงานกับศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีแห่งหนึ่ง จนได้งานเป็นพนักงานของเรือเดินสมุทรเดินทางไปมาข้ามแอตแลนติก ส่วนชาร์ลีก็ย้ายไปอยู่กับพ่อกระทั่งพ่อเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1901 ชาร์ลีจึงต้องกลับไปอยู่กับแม่จนเมื่อแม่ของเขาถูกส่งไปบําบัดอาการติดเหล้าที่ศูนย์บําบัด ชาร์ลีย์จึงต้องระเห็จระเหเร่ร่อนเพื่อหาทางเอาตัวรอด พอเมื่อซิดนีย์ กลับมาจากการเดินเรือและจะมาเยี่ยมแม่ในปี ค.ศ. 1903 และทราบว่าแม่ถูกส่งเข้าในศูนย์บําบัด ส่วนน้องชายก็ออกเร่ร่อนหางานทําตามคณะละครเพื่อเลี้ยงตัวให้รอดแต่เพียงลําพังนั้น เขาจึงต้องรีบนําเงินที่เก็บสะสมเอาไว้ระหว่างการทํางานทั้งหมดมาให้น้องชาย เพื่อให้ชาร์ลีไม่ต้องอยู่อย่างยากลําบากอีกก่อนที่เขาจะต้องออกเดินเรือต่อ แต่ต่อมาซิดนีย์ก็เลิกอาชีพเดินเรือและกลับมาเข้าสู่เส้นทางการแสดงร่วมกับชาร์ลีย์ในปี ค.ศ. 1906

ในประวัติของ ชาร์ลี แชปปลิน มักจะเล่าถึงที่มาในการค้นพบความสามารถที่ฝังอยู่ในตัวของเขาว่า ก่อนเขาจะกล้าร้องเพลงในที่สาธารณะนั้นเขาเป็นคนขี้อายมาก แม้จะชอบร้องเพลงแต่ก็ไม่เคยร้องเพลงให้ใครได้ยินเลย เขาชอบแอบไปร้องอยู่คนเดียวหรือร้องออกมาโดยไม่รู้ตัวเวลาเคลิ้มๆ เท่านั้น ซึ่งพ่อแม่และพี่ชายเขานั้นทราบดีว่าชาร์ลีมีน้ำเสียงที่ไพเราะ แต่ก็ไม่มีใครทําให้เขายอมร้องในที่สาธารณะได้ จนกระทั่งในวันหนึ่งแม่ของเขาดื่มเหล้าจัดจนทําให้กล่องเสียงอักเสบและร้องเพลงไม่ได้ แต่เธอยังต้องฝืนสังขารขึ้นร้องเพลงบนเวทีอยู่ดีเพราะหาคนแทนเธอไม่ได้ เสียงที่เคยสดใสกลับฟังแหบแห้งจนไม่เหลือเค้าของนักร้องอยู่เลย คนดูต่างขว้างปาสิ่งของขึ้นไปบนเวทีเพื่อไล่แม่ของเขาลงไป

ในวันนั้น ชาร์ลี แชปปลิน ก็อยู่ที่หลังเวทีด้วย เขาทนเห็นแม่ถูกขว้างปาสิ่งของขับไล่ไม่ได้จึงเอาแต่ปิดหน้าปิดตา ส่วนแม่ก็อับอายมาก ปิดหน้าร้องไห้วิ่งลงจากเวที หลบเข้ามาข้างหลังตรงที่ชาร์ลีนั่งดูอยู่แล้วแม่ก็ตรงเข้ามากอดเขาทั้งน้ำตา ตอนนั้นเองที่ชาร์ลีต้องรวบรวมความกล้าขึ้นมาและคิดจะออกไปกู้ศักดิ์ศรีของแม่คืน เขาเดินออกมาหน้าเวทีซึ่งคนดูก็ยังคงแสดงความกราดเกรี้ยวโห่ไล่แม่ของเขาอยู่อย่างไม่ยอมหยุด ตอนนั้น ชาร์ลี แชปปลิน มีอายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น เขายืนอึ้งอยู่เป็นเวลานานท่ามกลางเสียงโห่ไล่ซึ่งยังคงดังอื้ออึงอยู่ พยายามรวบรวมความกล้าแล้วก้าวเดินมาข้างหน้าพร้อมกับเริ่มร้องเพลงด้วยน้ำเสียงของเด็กน้อยผู้ที่มีสําเนียงเจื้อยแจ้ว เสียงของเขาหวานดุจนกไนติงเกลจนสะกดให้คนฟังซึ่งกําลังส่งเสียงดังอยู่ต่างสงบลงทันทีจนเงียบสงัด 

จนกระทั่งชาร์ลีร้องจบเพลงแล้วทุกคนก็ปรบมือและส่งเสียงผิวปากชื่นชมเขาไปทั่วทั้งบริเวณนั้น พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเด็กน้อยเพียงเท่านี้จะสามารถร้องเพลงอย่างไพเราะเพราะพริ้งเช่นนี้ได้ จนลืมความกราดเกรี้ยวก่อนหน้านั้นไปจนหมดสิ้น ซึ่งนับจากเหตุการณ์นั้นไม่นานพ่อกับแม่ก็เลิกกันเพราะอาการติดเหล้าของแม่นั่นเอง

ก้าวเข้าสู่เส้นทางการแสดง

Charlie Chaplin Sherlock Holmes

ชาร์ลีเริ่มอาชีพนักแสดงอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 ซึ่งเวลานั้นเขามีอายุได้ 10 ขวบเท่านั้น เวลานั้นเขาต้องอยู่กับแม่บ้างพ่อบ้าง แต่ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่เคยมีเวลามาดูแลเขาและไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงเขาให้อิ่มท้อง ขณะที่พี่ชายก็ต้องออกทํางานอยู่กลางทะเล ชาร์ลีจึงไปสมัครเข้าร่วมกับ คณะร้องและเต้นแบบ โฟล์ค แดนซ์ (Folk Dance) หรือการเต้นพื้นเมืองคณะหนึ่งชื่อ เอท แลงคาเชียร์ แลดส์ (Eight Lancashire Lads) ซึ่งมีหัวหน้าคณะชื่อ จอห์น วิลเลียม แจ็คสัน (John William Jackson) โดยอยู่กับคณะนี้ร่วมปี ผู้ชมก็เริ่มชอบเขาอย่างมาก

ด้วยท่วงท่าลีลาในการเต้นสนุกสนานดูมีชีวิตชีวาและปนตลกที่เขาคิดขึ้นเอง ตอนนั้นแม่ของเขาต้องเข้าๆออกๆสถานบําบัดอาการติดเหล้ากับโรงพยาบาล เนื่องจากว่ามีอาการทางประสาทด้วย ซึ่งเธอก็คิดว่าชาร์ลียังคงเรียนหนังสือที่โรงเรียนของรัฐอยู่ แต่นับตั้งแต่ออกจากโรงเรียนมาครั้งนั้นเขาไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลยจนกระทั่งอายุได้ 14 ปี ชาร์ลีก็เริ่มเข้าสู่สายการแสดงละครครั้งแรก โดยร่วมกับคณะของ แฮร์รี อาร์เธอร์ เซนต์สบิวรี (Harry Arthur Saintsbury) ซึ่งกําลังจัดแสดงละครเรื่อง “เชอร์ล็อค โฮล์มส (Sherlock Holmes)” โดยชาร์ลีก็ได้รับบทเป็น “บิลลี เด็กรับใช้ (Billy the pageboy)” เป็นบทบาทการแสดงแรกของเขา ละครเรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างดีจึงมีการตระเวนแสดงตามที่ต่างๆทั่วอังกฤษเป็นเวลานานร่วม 3 ปี จนถึง ปี ค.ศ. 1906 จึงยุติ และชาร์ลีก็ออกจากคณะภายหลังละครยุติเช่นกัน

ภายหลังจากละครเรื่อง เชอร์ล็อค โฮล์มส ยุติลง ชาร์ลี แชปปลิน จึงไปเข้าร่วมกับคณะละครชวนหัว ซึ่งมีหัวหน้าคณะคือ เฟรด คาร์โน (Fred Karn๐) เวลานั้นเขามีอายุ 17 ปีแล้ว และในตอนนี้เองที่ ซิดนีย์พี่ชายของเขาได้เข้ามาร่วมเส้นทางการแสดงกับชาร์ลีด้วย แต่ในช่วงแรกนั้นทั้งสองคนต่างคนต่างเดินคนละทาง ชาร์ลีไปเข้าร่วมกับคณะเคซีย์ส เซอร์คัส (Casey’s Circus) ออกตระเวนแสดงตามที่ต่างๆซึ่งที่นี่เองที่เขาได้รู้จักกับ อาร์เธอร์ สแตนลีย์ เจฟเฟอร์สัน (Arthur Stanley Jefferson) หรือ สแตน ลอเรล (Stan Laurel) ซึ่งต่อมาภายหลังก็คือหนึ่งในสองตลกที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ “ลอเรล แอนด์ ฮาร์ดี (Laureland Hardy)” หรือที่เรามักคุ้นกับชื่อว่า “ตลกอ้วนผอม” มากกว่า

ตอนแรกๆชาร์ลีเป็นเพียงสมาชิกย่อยคนหนึ่งในคณะเท่านั้น แต่ต่อมาเขาสามารถจะพัฒนาการ แสดงของตัวเองจนผู้ชมเริ่มชอบและเริ่มติดการแสดงของเขา จึงได้รับการโปรโมตขึ้นมาเป็นตัวชูโรง สําหรับ ซิดนีย์ แชปปลิน นั้น ไปเข้าร่วมกับคณะของ เฟรด คาร์โน ก่อนที่ชาร์ลีจะเข้าร่วมในภายหลัง ซึ่งซิดนีย์ก็สามารถพัฒนาการแสดงจนกระทั่งขึ้นมาเป็นตัวชูโรงของคณะด้วยเช่นกัน และเมื่อคณะเคซีย์ส เซอร์คัส หมดโปรแกรมทัวร์ในปี ค.ศ. 1907 ซิดนีย์จึงได้ชวนชาร์ลีมาอยู่ร่วมกันในคณะนี้ ซึ่งต่อมา อาร์เธอร์ เจฟเฟอร์สัน หรือ สแตน ลอเรล ก็มาร่วมคณะของคาร์โนด้วยอีกคนหนึ่ง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet