จากนักแสดงประจำคณะละครสู่การบุกเบิกธุรกิจภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่ม

ชาร์ลี แชปปลิน (Charlie Chaplin) ผู้บุกเบิกธุรกิจภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่ม

คณะละครของคาร์โนออกตระเวนแสดงทั่วทั้งอังกฤษจนจําเจไม่รู้ว่าจะไปไหนต่ออีกแล้ว และในลอนดอนก็ยังมีคู่แข่งมากมายแย่งชิงโอกาสกันจนแทบไม่มีที่ยืน เฟรด คาร์โน จึงคิดที่จะไปเผชิญโชคในสหรัฐอเมริกาดูบ้าง เพราะใครๆก็คิดไปเปิดตลาดในดินแดนแห่งโอกาสแห่งนี้เป็นทิวแถว คาร์โนจึงพาคณะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1910 เวลานั้นชาร์ลีมีอายุ 21 ปีแล้ว ในช่วงนี้เองที่ชาร์ลีเริ่มกลายเป็นดาวเด่นของคณะด้วย บทบาทประจําตัวที่ปรากฏตัวเมื่อใดผู้ชมก็ฮาครืนกันทั้งบางก็คือบท “คนขี้เมา” ที่เซไปสะอึกไปแล้วชนนั่นชนนี้ไปเรื่อย

จากนักแสดงประจำคณะละครสู่การบุกเบิกธุรกิจภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่ม

The Tramp

ชาร์ลีตระเวนแสดงกับคณะเฟรด คาร์โน ที่สหรัฐอเมริกาอยู่เป็นเวลา 2 ปี คณะละครก็ต้องกลับอังกฤษ การกลับอังกฤษครั้งนั้นเขาไม่มีความสุขเลย เพราะต้องกลับไปพบกับความซ้ำซากจําเจ ซึ่งเขาก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสกลับไปแสดงที่สหรัฐอเมริกาอีก แต่ต่อมาคณะของเขาก็ได้ตัวไปตระเวนแสดงที่สหรัฐอเมริกาอีกเป็นหนที่สอง และภายหลังจากตระเวนแสดงกับคณะของเฟรด คาร์โน ได้ 6 เดือน จึงมีคนเห็นแววดาราของ ชาร์ลี แชปปลิน และชักชวนเขาเข้าสู่โลกภาพยนตร์

ชาร์ลีเห็นหนทางที่รุ่งโรจน์กว่าเพราะธุรกิจหนังเงียบในสหรัฐอเมริกาตอนนั้นกําลังเริ่มเฟื่องฟู จึงได้ขอลาออกจากคณะ เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1913 โดยเริ่มทําสัญญาแสดงกับค่ายคีย์สโตน สตูดิโอ (Keystone Studios) ซึ่งเป็นบริษัทผู้บุกเบิกหนังเงียบเจ้าแรกๆ ตอนแรก ชาร์ลีไปพบกับ แม็ค เซนเน็ตต์ (Mack Sennett) ผู้กํากับภาพยนตร์ของคีย์สโตน ผู้ได้รับฉายาว่า “ราชาหนังเงียบ” ที่กําลังต้องการหาผู้แสดงแทน เฟรด เมซ (Fred Mace) ดาราชูโรงของค่าย คีย์สโตนที่ขอลาออกไปตั้งบริษัทของตัวเองตอนนั้นเขามีอายุ 24 ปี แม็ค เซนเน็ตต์ บอกเขาว่าเขายัง เด็กเกินไปที่จะมาแสดงนําแทน เฟรด เมซ ชาร์ลี จึงต้องรอบทที่เหมาะสมอยู่นาน

จนกระทั่งได้แสดงนําในภาพยนตร์เรื่องแรกก็คือเรื่อง Making A Living ในปี ค.ศ. 1914 ชาร์ลีรับบทเป็นชายนักต้มตุ๋นจอมกะล่อนที่แย่งโอกาสคนอื่นจนประสบความสําเร็จ ซึ่งคู่ปรับในเรื่องก็แสดงโดย เฮนรี เลอร์แมน (Henry Lehrman) ที่เป็นผู้กํากับภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเอง ตอนนั้นภาพลักษณ์ของ ชาร์ลี แชปปลิน ที่คุ้นเคยนั้นยังไม่เปรากฎ แต่ก็มีบางอย่างที่ต่อมาเป็นเอกลักษณ์ของเขาเริ่มมีให้เห็นแล้วก็คือไม้เท้ากับบุคลิกยียวนกวนประสาทที่เห็นแล้วก็ขํากลิ้งกันทุกที

Kid Auto Races at Venice

ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของชาร์ลีในปีเดียวกันนั้นเองที่บุคลิกประจําของ ชาร์ลี แชปปลิน หรือบุคลิกที่เรียกว่า “The Tramp” จึงเริ่มปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า Kid Auto Races at Venice บุคลิกนี้เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวชาร์ลีเองมาจากประสบการณ์ในช่วงที่เขาต้องระหกระเหินไปโน่นมานี้ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งมาอยู่กับคณะละครนั่นเอง ทําให้เขามีโอกาสศึกษาชีวิตของผู้คนซึ่งผ่านไปผ่านมามากมายแล้วจดจําบุคลิกเหล่านั้นเอาไว้

เมื่อเขามีโอกาสช่วยออกความคิดในภาพยนตร์เรื่องที่ 2 จึงนําบุคลิกนี้ออกมาใช้จนเป็นที่ถูกใจของผู้กํากับ เฮนรี เลอร์แมน อย่างมาก ซึ่งยุคนั้นการทําหนังสักเรื่องไม่ได้มีโปรดักชันหรือทีมงานที่มากมายอะไร ผู้กํากับหรือผู้สร้างจึงต้องอาศัยจินตนาการและความคิดเห็นของตัวแสดงมาประกอบด้วย ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 นี้ถ่ายทําภายหลังจากเรื่องแรกเพียงไม่กี่สัปดาห์เพราะภาพยนตร์ในสมัยนั้นจะเป็นภาพยนตร์สั้นที่มีความยาวเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เรื่องแรกของชาร์ลีนั้นมีความยาว 12 นาที ส่วนเรื่องที่ 2 นี้สั้นลงมาอีกคือเพียง 6 นาทีเท่านั้น และภายหลังจากเรื่องที่ 2 นี้ออกฉาย นั่นเอง ภาพ The Tramp ก็เริ่มติดตาผู้คนจนกลายเป็นบุคลิกติดตัว ชาร์ลี แชปปลิน มาโดยตลอดตั้งแต่นั้น

Mabel's Strange Predicament

อันที่จริงแล้วบุคลิก The Tramp เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระหว่างการถ่ายทําภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ถ่ายสัปดาห์เดียวกันกับ Kid Auto Races at Venice คือเรื่อง Mabel’s Strange Predicament แต่เรื่อง คิKid Auto Races at Venice เสร็จสมบูรณ์และออกฉายก่อน เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นตอนที่ถ่าย Mabel’s Strange Predicament อยู่นั้น ผู้กํากับเรื่องดังกล่าวคือ มาร์เบิล นอร์แมนด์ (Mabel Normand) ซึ่งเธอก็คือดาราแสดงนําของเรื่องนี้ด้วยได้บอกกับชาร์ลีว่าเธอต้องการให้เขาแสดงเป็นคนเมาที่ดูกระเซอะกระเซิงอย่างที่สุด เมื่อเดินเข้าไปในโรงแรมที่เต็มไปด้วยแขกเข้าพักแล้วสามารถป่วนทุกคนในนั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งบุคลิกของคนเมานี้ต้องขัดแย้งกับทุกคนรอบๆตัวอย่างชัดเจนเพื่อให้โดดเด่นจากทุกคนจนใครเห็นใครก็ต้องเอือมระอา

ชาร์ลีจึงหลบเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วกลับออกมาในชุด The Tramp ซึ่งในตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นนั้น ใครๆในโรงถ่ายวันนั้นต่างก็ต้องเหลียวหน้ามองพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นกันทุกคน และด้วยบุคลิกเดียวกันนี้เองชาร์ลีได้นําไปเสนอกับ เฮนรี เลอร์แมน ผู้กํากับเรื่อง Kid Auto Races at Venice ตอนที่ถ่ายเรื่องนี้ในวันต่อมา ซึ่ง เฮนรี เลอร์แมน ก็กําลังต้องการบทของตัวละครที่ยียวนกวนประสาทสุดๆในภาพยนตร์ของเขาอยู่พอดี

What Happened to Mary

ชาร์ลี แชปปลิน เริ่มต้นอาชีพนักแสดงภาพยนตร์พร้อมๆกับธุรกิจภาพยนตร์ที่กําลังเริ่มตั้งไข่มาไม่นาน หลังจากที่ โธมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ก่อตั้งสตูดิโอผลิตภาพยนตร์แห่งแรกขึ้น และถ่ายทําภาพยนตร์เรื่องแรกชื่อ What Happened to Mary ในปี ค.ศ. 1912 นับตั้งแต่นั้นมาจึงถือว่าธุรกิจภาพยนตร์ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง ชาร์ลี แชปปลิน จึงเป็นคนในรุ่นแรกๆที่ร่วมบุกเบิกธุรกิจภาพยนตร์มาด้วยเช่นกัน หนังเงียบในช่วงแรกๆนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงหนังตอนสั้นๆทั้งสิ้น การถ่ายทําจึงไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ช่วงปี ค.ศ. 1914 เพียงแค่ปีเดียว ชาร์ลี แชปปลิน จึงมีภาพยนตร์ที่เขาแสดงมากถึง 35 เรื่องเลยทีเดียว

โดยภาพยนตร์ทั้งหมดยกเว้นเพียงเรื่องแรกเรื่องเดียวนั้น เขาสวมบท The Tramp คนจรจัดพเนจรที่เที่ยวไปก่อเรื่องก่อราวปั่นป่วนชาวบ้านจนเป็นที่ขบขันทั้งสิ้น และด้วยบุคลิกนี้เองที่ทําให้เขาโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนดูต่างก็เฝ้ารอคอยหนังตอนใหม่ๆของเขาออกมาอย่างจดจ่อ และก็ทําให้ค่ายหนังอื่นๆต้องการที่จะเซ็นสัญญากับเขากันเป็นทิวแถว พอถึงปี ค.ศ. 1915 เมื่อหมดสัญญากับ คีย์สโตน หลังจากแสดงภาพยนตร์ให้ค่ายนี้ไปทั้งสิ้น 36 เรื่อง ชาร์ลี แชปปลิน ก็เซ็นสัญญาใหม่กับบริษัทหนังอีกแห่งหนึ่งคือบริษัท เอสซาเนย์ สตูดิโอ (Essanay Studio) กับเอสซาเนย์นี้ ชาร์ลี แสดงภาพยนตร์ให้ 15 เรื่อง และในปีต่อมาก็เซ็นสัญญากับอีกบริษัทคือ Mutual Film Corporation กับมิวชวลนี้มีทั้งสิ้น 12 เรื่อง ซึ่งทุกครั้งที่เขาเริ่มเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่เมื่อใด ค่าตัวของเขาก็จะถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน

เมื่อคราวที่เขาเซ็นสัญญาครั้งแรกกับค่ายคีย์สโตนนั้น ชาร์ลีได้รับค่าตัว 150 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ แต่พอมาเซ็นกับเอสซาเนย์ก็ได้รับค่าตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์พร้อมโบนัสจูงใจตอนเซ็นสัญญาอีก 10,000 ดอลลาร์ กระทั่งเมื่อเซ็นสัญญากับมิวชวล ค่าตัวของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 670,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเวลานั้นเขามีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น ถือว่ามีรายได้มหาศาลมากสําหรับคนที่ยังหนุ่มแน่นเช่นนี้แต่รายได้ของเขาก็ยังคงพุ่งไม่หยุด

พอถึงปี ค.ศ. 1918 ชาร์ลีก็เซ็นสัญญากับบริษั First National Exhibitors’ Circuit และก็มีรายได้พุ่งขึ้นถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถ้า หากเปรียบเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันแล้วถือได้ว่า ชาร์ลี แชปปลิน มีค่าตัวมหาศาลเท่ากับดาราค่าตัวสูงสุดในสมัยนี้เลยทีเดียว สําหรับกับค่าย First National Exhibitors’ Circuit นี้ ชาร์ลีเล่นภาพยนตร์ให้กับค่ายนี้รวมทั้งหมด 9 เรื่อง ที่จํานวนภาพยนตร์เริ่มลดน้อยลงนั้น เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องหลังๆเริ่มมีความยาว เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับจาก 25 นาทีไปจนถึง 1 ชั่วโมงนั่นเอง

สําหรับภาพยนตร์ที่โดดเด่นและมีความเป็นอมตะในช่วงนับจากปี ค.ศ. 1915 จนถึงปี พ.ศ. 1923 ช่วงเวลาที่ชาร์ลีแสดงให้กับค่ายหนังทั้ง 3 สังกัด คือ Essanay Mutual และ First National ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีผู้หาชมอยู่ไม่เคยขาดไปจากความนิยมเลย มีเช่น “The Tramp” ค.ศ. 1915 “The Bank” ค.ศ. 1915 “The Pan Shop” ค.ศ. 1916 “One A.M. ค.ศ. 1916 “The Immigrant” ค.ศ. 1917 “Easy Street” ค.ศ. 1917 “A Dog’s Life” ค.ศ. 1918 “Shoulder Arms” ค.ศ. 1918 “Sunnyside” ค.ศ. 1919 “The Kid” ค.ศ. 1921 “Pay Day ค.ศ. 1922 และ “The Pilgrim” ค.ศ. 1923 (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ )

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet