ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 4

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 4

นอกจากดวงจันทร์ดวงใหญ่ทั้งสี่แล้ว ดาวพฤหัสฯยังมีดวงจันทร์อื่นๆอีก 65 ดวง ซึ่งเล็กกว่าและไม่ค่อยกลม ที่น่าสนใจมีอีก 6 ดวง คือ อมัลเชีย, ไฮเม เลีย, ธีบี, เอลารา, พาซิฟาอี, คาร์มี และในจํานวนหกดวงที่ว่า มีชื่อที่พอหาได้ว่าเกี่ยวข้องกับซูส ชื่อหนึ่งนะเกี่ยวอย่างใกล้ชิดคือ อมัลเธีย เป็นชื่อของนางแพะที่เลี้ยงดูซูสตั้งแต่วัยเด็ก กับอีกชื่อหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องอยู่เหมือนกันคือ พาซิฟาอี แต่เป็นการเกี่ยวข้องแบบแปลกๆอยู่เหมือนกัน

พาซิฟาอี

พาซิฟาอี-Pasiphae

น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ทําไมนักดาราศาสตร์ถึงเอาชื่อนี้ไปเป็นชื่อดวงจันทร์ของดาวพฤหัสฯ เพราะพาซิฟาอี-Pasiphae ชื่อนี้เป็นชื่อของมเหสีกษัตริย์ไมนอส ไมนอสซึ่งเป็นลูกของซูสกับนางยูโรปานั่นล่ะ นับไปนับมาก็คือลูกสะใภ้ของซูสเอง ประวัติของพาซิฟาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับซูสเลยสักนิด หรือจะเพราะว่าเจ้าหล่อนเป็นพวกรักวัวเช่นเดียวกับซูสก็ไม่รู้ นักดาราศาสตร์เลยเอาชื่อมาเป็นชื่อดวงจันทร์ของดาวพฤหัสฯซะเลย

ประวัติของพาซิฟาอีเกี่ยวกับวัวเริ่มขึ้นที่เกาะครีตดังนี้ เรื่องเริ่มในช่วงที่ไมนอสพยายามจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์กษัตริย์ของครีต ชะรอยว่าคนครีตอาจไม่ค่อยชอบไมนอสสักเท่าไหร่ เขาจึงต้องพยายามชนะใจชาวครีตเสียก่อน และในเมื่อศาสนาหรือสิ่งเคารพสูงสุดของเมืองนี้ไม่มีอะไรเกินเทพเจ้า และก็คือเทพเจ้าโพไซดอนเสียด้วย ไมนอสก็เลยเสี่ยง เขาประกาศแก่คนทั้งหลายว่าตนสมควรเป็นกษัตริย์แห่งครีต โดยอ้างเอาเทพเป็นพยานว่าแม้แต่โพไซดอนก็เห็นดีเช่นกัน ชาวครีตก็เลยร้องท้าให้ไมนอสอ้อนวอนเจ้าแห่งสมุทรส่งวัวพ่วงพีขึ้นมาจากทะเลให้ดูเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าไม่ได้โม้นะ ไมนอสรับคําท้าและยังว่าเทพเจ้าจะตอบรับคําขอของเขาทุกข้อ

ถึงชาวครีตอาจไม่ค่อยพอใจไมนอสสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมตามไปชายหาดเพื่อดูปาฏิหาริย์ ไมนอสตั้งพิธีวิงวอนแต่เทพให้พระองค์ส่งวัวมาให้เป็นการยืนยันคําขอ และสัญญาว่าจะฆ่าวัวตัวนั้นเป็นการบูชายัญเพื่อเป็นการสรรเสริญพระเกียรติแห่งโพไซดอน เจ้าแห่งสมุทรได้ฟังคําขอก็ทําตามจริงๆ พระองค์ส่งวัวขาวพ่วงพี่งดงามตัวหนึ่งว่ายตรงเข้าฝั่ง เหตุนี้ล่ะเองที่ทำให้คนครีตเชื่ออภินิหารที่เห็น เลยยกไมนอสขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างที่ต้องการ

ตามธรรมเนียมของชาวกรีก สิ่งใดที่เทพเจ้าส่งมายืนยันคําพูดของพระองค์ ผู้ที่ใช้สิ่งนั้นเสร็จหรือได้รับสิ่งที่ต้องการแล้วต้องส่งของคืน ในกรณีนี้ต้องคืนวัวอย่างที่สัญญาเหมือนกัน และวิธีคืนก็คือฆ่าบูชายัญอย่างที่บอกไว้ แต่ปรากฏว่าไมนอสไม่ทําสิ่งที่ควรทํา แทนที่จะบูชายัญวัวตัวนั้น เขากลับเก็บมันไว้แล้วบูชายัญวัวธรรมดาๆไปแทน ส่วนวัวขาวที่สวยเกินกว่าจะเชือดลงตัวนั้นก็ปล่อยไว้กับฝูงสัตว์หลวง

โพไซดอนเจ้าสมุทรซึ่งได้รับการบูชายัญอย่างบิดเบือน ย่อมรู้สึกคั่งแค้นกับเล่ห์เหลี่ยมไม่ชื่ออย่างที่ไมนอสทํากับพระองค์ยิ่งนัก และแล้วพระองค์ก็คิดหาวิธีดัดหลังเจ้าคนโฉดได้ โพไซดอนสาปให้พาซิฟาอี มเหสีของไมนอสหลงรักวัวตัวที่ไม่ยอมบูชายัญคืน พาซิฟาอีต้องคําสาป นางเฝ้าถนอมลูบโลมเจ้าวัวตัวผู้พ่วงพีตัวนั้นประดุจมันเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลางดงาม แค่นั้นยังไม่โจ๋งครึ่มสะใจ เมื่อความรักสุกงอม เธอก็หาทางร่วมภิรมย์กับเจ้าวัวนั่น เธอสั่งให้ตามตัวแดดาลัส นักประดิษฐ์ตัวยงมาที่ครีต เพื่อให้ทําอะไรอย่างหนึ่งที่น่าตระหนกสําหรับราคะของนาง นั่นคือสั่งให้เขาทําแม่วัวปลอมเพื่อตบตาเจ้าวัวหนุ่ม โดยนางเองจะเข้าไปหมอบสวมรอยอยู่ใต้ร่างแม่วัวปลอมนี้ คอยท่าวัวงามของโพไซดอนมาร่วมภิรมย์

หลังจากพาซิฟาอีมีอะไรๆกับวัวหนุ่มไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบถ้วนทศมาส นางก็คลอดบุตรออกมา ความลับทั้งหลายที่พึงปิดบังมานานก็แตกโพละ ในเมื่อพยานรักต่างพันธุ์เป็นทารกประหลาดที่มีหัวเป็นวัวตัวเป็นคน

ไมนอสกระอักเพราะความอับอาย พระองค์เพิ่งนึกได้ว่านี่คือการแก้แค้นที่เจ้าสมุทรเล่นงานตน แม้ว่าจะต้องการสังหารเจ้าเด็กปีศาจเพียงไร แต่ไมนอสก็ต้องทนขมขื่นเลี้ยงมันไว้ เพราะพระองค์เกรงว่าหากทําอะไรให้เป็นการขุ่นเคืองโพไซดอนซ้ำ สอง คราวนี้ครีตอาจไม่พ้นความพินาศ

ชาวครีตพากันเรียกขานมันว่า มิโนทอร์ Minotaur โอรสวัวแห่งไมนอส มันเป็นสัตว์ประหลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าเขาเล็กๆของมันก็ใหญ่เป็นวงกว้างกว่าแขนคน และกลายเป็นสัตว์กระหายเลือด ต้องการกินเนื้อคนเป็นอาหาร

Labyrinth

ไมนอสได้ทําสิ่งหนึ่งที่จะสามารถยับยั้งสัตว์ร้ายไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านตามอําเภอใจ ด้วยการสั่งให้แดดาลัสนักประดิษฐ์สร้างคุกที่ไม่มีทางออกไว้ขังเด็กปีศาจตนนี้ แดดาลัสก็สร้างห้องโถงที่มีทางเข้าทางออกวกวนน่าเวียนหัว มีทั้งชั้นล่างชั้นบน เรียกกันว่า ลาปิรินธ์-Labyrinth แปลเป็นไทยได้ว่าเขาวงกต (อันที่จริงสถานที่ทั้งสองนี้ไม่เหมือนกัน ลาบีรินธ์ เป็นคล้ายๆกําแพงซ้อนกัน มีทางตันบ้าง ทางโผล่ได้บ้าง ถ้าเรามองจากด้านบนคงเห็นทางไปไม่ยาก แต่ลองจินตนาการดูว่าเราถูกย่อให้เหลือตัวเล็กแล้วหลงอยู่ในกําแพงที่มีขนาดสูงท่วมหัว มีทางเปิดอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เราจะหาทางออกได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนคําว่าเขาวงกต คือภูเขาลูกหนึ่งอยู่ที่เชิงป่าหิมพานต์ในประเภทตํานานความเชื่อของคนไทย ที่นี่มีต้นไม้ขึ้นทึบหนาแน่นจนหาทางออกไม่ได้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความคล้ายก็เลยอนุโลม เอาคําว่าเขาวงกตมาใช้เป็นคําแปลของลาบีรินธ์) มิโนทอร์กับลาบีรินธ์ก็เลยเป็นของคู่กันชนิดแยกไม่ออก และเพราะคุกนี้แหละ มิโนทอร์ก็หาทางออกไปไม่ได้จริงๆเสีย ด้วย

เรื่องของพาซิฟาอีและมิโนทอร์ก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าเราจะคิดเอาว่าการที่มันถูกขังลืมอยู่ในเขาวงกตน่าจะเป็นจุดสิ้นสุด แต่ไม่ใช่ยังงั้น บังเอิญเหลือเกินว่ามันมีเรื่องต่อมาด้วยก็ตอนที่มิโนทอร์เกิด ลูกชายสุดรักของไมนอสชื่อแอนโดรจีอัส-Androgeus ได้เดินทางไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่เอเธนส์ แอนโดรจีอัสเป็นคนมีความสามารถ เขาจึงชนะการแข่งขันหลายรายการ ทําให้ชาวเอเธนส์ไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะชนะในกีฬาอีกครั้ง ชาวเอเธนส์ที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬาก็ลากเขาไปเชือดหลังพุ่มไม้

ไมนอสรู้ข่าวด้วยหัวใจที่ช้ำซ้ำสอง ความเดือดดาลจากเคราะห์กรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกทําให้แรงพิโรธมากขึ้นเป็น สองเท่า พระองค์กรีฑาทัพเข้าล้างแค้น กองทัพเรือครีตโอบล้อมและเข้าตีจนชาวเอเธนส์ยอมแพ้ ไมนอสยื่นข้อเสนอโหดเพื่อกดหัวชาวเอเธนส์ไม่ให้เงยหน้า คือให้เอเธนส์ส่งหญิงสาวเจ็ดคน ชายหนุ่มเจ็ดคนลงกระบวนเรือที่ชักใบดําส่งไปครีตให้มิโนทอร์รับประทานทุกปี เพื่อเป็นการเตือนให้ระลึกว่าอย่างไรเสียเอเธนส์ก็ไม่มีวันพ้นเงื้อมมือครีตไปได้

ชาวเอเธนส์ต้องทนขมขื่นรับความพ่ายแพ้และต้องส่งหญิงชายตามจํานวนที่ไมนอสยื่นข้อเสนอมาตลอดยี่สิบเจ็ดปี ในปีที่ยี่สิบเจ็ดนั่นเองก็เกิดวีรบุรุษขึ้น เขาคือธีสซิอัส-Theseus โอรสแห่งราชาอีจีอัสแห่งเอเธนส์ เวลานั้นเขาโตเป็นหนุ่มเต็มที่ มีความสามารถในเชิงอาวุธและการต่อสู้เพียบพร้อม ธีสซิอัสสงสารเหยื่อกรรมพวกนี้มากจึงขอแลกที่กับเหยื่อเคราะห์ร้ายรุ่นใหม่ที่จะโดนเชือด มิไยที่ราชาอีจีอัสจะห้ามปรามไม่อยากให้ลูกรักต้องตาย แต่ธีสซอสก็ว่าเขาจะต้องเป็นคนฆ่ามิโนทอร์ให้ได้และจะกลับมาหาพระบิดา ด้วยถึงอีจีอัสจะไม่อยากให้ลูกชายไปแต่ก็ทนรบเร้าไม่ไหว พระองค์จึงขอให้สัญญาเพียงแต่ว่า เมื่อกลับมาให้ใช้ใบเรือขาวเพื่อเป็นสัญญาณแต่ไกลว่าลูกปลอดภัย ธีสซิอัสก็รับคําแม้ว่าตอนนั้นจะยังคิดไม่ออกเลยว่าจะจัดการกับสัตว์ประหลาดมิโนทอร์ยังไงดี ว่าแล้วเขาก็ลงเรือที่ใช้ใบสีดําเดินทางไปเกาะครีต

เรื่องมาสําเร็จลงได้เพราะความรักเป็นเหตุ เมื่อธีสซิอัสไปถึงครีต เดินแถวขึ้นเกาะตามประสาเชลย อาริแอดนี-Ariadne ธิดาของไมนอสนั้นแหละที่เห็นเข้าและเกิดตกหลุมรักเจ้าชายหนุ่มเข้าอย่างจัง เธอจึงหาทางช่วยด้วยการยัดกลุ่มด้ายเข้าในมือ เมื่อทหารยามผลักธีสซิอัสเข้าไปในเขาวงกต ธีสซิอัสรู้ว่าอาริแอดนีกําลังหาทางช่วยด้วยว่ามิโนทอร์และลาบีรินธ์มีความน่ากลัวพอกัน มิโนทอร์ สัตว์ประหลาดมีพละกําลังเกินคนกระหายเลือดและต้องการฆ่า ยิ่งมันถูกขังเดียวดายก็ยิ่งดุหนัก

เรื่องนี้เป็นปัญหาของเขาที่จะต้องใช้ไหวพริบและความสามารถในการรบช่วงชิงชัยชนะเอาเองให้ได้ เจ้าชายหนุ่มไม่ได้กลัวปัญหานี้เลย เขากลับกลัวลาปิรินธ์มากกว่า ในเมื่อเขาวงกต ลาปิรินธ์ ใช่ว่าเข้าไปแล้วจะออกได้ง่ายๆ ความวกวนและเวียนไปมาทําให้คนเข้าไปแล้วหลงทางกันทั้งนั้น ถึงจะฆ่ามิโนทอร์ได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ตาย อาจหาทางออกไม่ได้ อดตายอยู่ในลาบีรินธ์ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้สูง ดังนั้นเมื่ออาริแอดนียัดกลุ่มด้ายใส่มือให้มา เขาจึงรู้อุบายทันที

ธีสซิอัสโรยด้ายมาตามทางเดินพลางก็คอยเงี่ยหูฟังเสียงมิโนทอร์อย่างระมัดระวัง จนมาถึงทางคดเคี้ยวแห่งหนึ่ง ฉับพลันเขาได้ยินเสียงฝีเท้าคนตามด้วยเสียงหายใจฟืดฟาดหนักหน่วงของวัว เท่านั้นก็บอกให้รู้ว่าเจอมิโนทอร์เข้าแล้ว ธีสซิอัสเพียงเหลียวไปก็เห็นมันกําลังพุ่งเข้าหา เขาเบี่ยงหลบทันควัน มิโนทอร์รุกไล่แต่ธีสซิอัสก็ว่องไวมาก สามารถกระโดดหลบหลีกสัตว์ประหลาดจนมันไม่สามารถทําอะไรได้ ระหว่างที่กําลังพัลวันอยู่นั้นเอง ธีสซิอัสได้ที่คว้าเขามิโนทอร์ได้ใช้กําลังยัน จนมันตกเป็นเบี้ยล่าง มิโนทอร์ร้องดังด้วยความโกรธ เสียงของการต่อสู้ระหว่างวัวประหลาดกับมนุษย์ผู้แข็งแรงดังออกไปนอกเขาวงกต และแล้วผู้คนก็ได้ยินเสียงเจ้าชายจับเขาตัวมิโนทอร์ออกแรงบิดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทําให้คอของมันหักสนั่น มิโนทอร์แห่งครีตก็สิ้นชื่อในบัดดล

เรื่องมันน่าจะจบแค่นี้แต่ก็ไม่อีกแหละตามประสาตํานานกรีกที่ดี ยังต้องมีรักรันทดโศกสลดกันต่อไป หลังจากฆ่ามิโนทอร์ได้ ธีสซิอัสเดินตามเส้นด้ายออกมาข้างนอก เขาหาทาง ชหนีกษัตริย์ไมนอสออกจากครีต แต่การจะไปเดี๋ยวไม่สนใจราชธิดาอาริแอดนีก็เกินไป เขาจึงพาเธอหนีมาด้วยกันให้พ้นอาญาไมนอส กระนั้นคงจะเป็นด้วยเจ้าหญิงมีใจกับเขาเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่คิดมีจิต ปฏิพัทธ์ตอบกับนางเลย

Ariadne

เมื่อเดินทางไปถึงเกาะแนกซอสและขึ้นไปพักผ่อน นางเผลอหลับไป ธีสซิอัสก็ทิ้งนางไว้ที่นั่นเลยไม่เอากลับไปเอเธนส์ด้วย (อาริแอดนีผู้นี้ ต่อไปเทพไดโอไนชัสมาพบเข้า จนหลงรักและได้นางเป็นสนม แต่ตํานานหนึ่งก็จบลงด้วยความเศร้า เล่าว่าหลังจากพบรักกับไดโอไนซัสได้ไม่นานนักนางก็ตาย) และอาจเป็นเพราะไม่รู้คุณคนหรือเปล่าก็ไม่รู้กรรมเลยสนอง ทําให้ธีสซิอัสลืมเปลี่ยนใบเรือเป็นสีขาวตามสัญญาณที่ตกลงกันไว้กับบิดา เมื่อราชาอีจีอัสเห็นใบเรือยังเป็นสีดํา แสดงว่าลูกตายแล้วก็เสียใจเป็นอันมาก โดดหน้าผาลงมาตายก่อนที่เรือจะเข้าเทียบท่า ทะเลตรงนั้นเลยได้ชื่อว่าทะเลอีเจี้ยนเพราะความรักที่บิดามีต่อบุตรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

เรื่องนี้น่าจะเป็นเค้าลางให้ซูสรู้ว่าเฮราเป็นเทวีขี้หึงมากขนาดไหน ความหึงของนางยิ่งทวีขึ้นตามจํานวนปีที่อยู่ด้วยกัน จนกระทั่งเธอขึ้นชื่อดังทั่วสวรรค์ว่าเป็น “มเหสีขี้หึงเหมือนหนึ่งเสือ” ลูกเมียที่นอกเหนือจากเธอจะโดนราวีหนักหนา บางรายแทบเอาชีวิตไม่รอด จนใครๆก็พากันเอือมระอาไปตามๆกัน แต่ถึงแม้ว่าซูสจะได้มเหสีที่แสนจะขี้หึงไล่ตามราวีพระองค์อย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็ไม่ได้ยอมหยุดความเจ้าชู้ลงแต่อย่างใด วิถีความรักของพระองค์ยังคงดําเนินต่อไปเรื่อยๆ แค่หลบๆไม่ให้เจอะจังหน้าเสียหน่อยเท่านั้นแหละ แบบนี้ละทําให้เรื่องราวความพิศวาสระหว่างซูสกับสาวงามอื่นที่ไม่ใช่เมียแต่งอย่างเฮรามีอยู่มากมายทีเดียว แต่ในบรรดานางเหล่านั้นมีเรื่องที่จับจิตและมักนํามาเล่าถึงมีอยู่สองสามราย Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 3

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 2

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

เขาโอลิมปัส ที่อยู่แห่งเทพโอลิมเปียน

พวกเทพอาศัยอยู่ด้วยกันในวังขนาดมหึมาบนยอดเขาโอลิมปัส เป็นเขาสูงเยี่ยมเหนือเมฆในเธสซาลี ทางเข้าเป็นประตูเมฆขนาดใหญ่ มีเทพีแห่งฤดูกาลคอยรักษา เทพีจะเป็นผู้อนุญาตการผ่านออกจากสวรรค์ลงไปยังโลกมนุษย์และรับพวกเขากลับ ภายในวังขนาดมหึมานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเทพต่างๆ แต่ละองค์ต่างมีที่อยู่ของตัวเอง แต่ทุกผู้ที่นั่นเมื่อถูกเรียกหาก็จะไปชุมนุมกันในห้องสภาของซูสเช่นเดียวกับเทวาที่ไม่ได้อยู่ ณโอลิมปัส ไม่ว่าเทพแห่งปรโลก เทพแห่งโลก หรือเทพแห่งทะเล จะมาที่นี่เมื่อมีโองการของซูสเช่นกัน Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 2

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง

ดาวพฤหัสบดี จูปิเตอร์-Jupiter โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 5 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 778.3 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 142,984 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 11.9 ปี ใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 9.50 ชั่วโมง มวลของดาวพฤหัสฯ คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตำนานดาวจูปิเตอร์ เทพซูสผู้ปกครองสวรรค์และเทพโอลิมปัสทั้งปวง ตอนที่ 1

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้ ตอนที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

การโจรกรรมถ้วย Jules Rimet ครั้งที่ 2

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 ถ้วยใบนี้ก็ถูกโจรกรรมไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้โชคดีเช่นครั้งแรก ถ้วยใบนี้หายสาบสูญไปอย่างถาวรจนทุกวันนี้แล้วก็ไม่มีใครทราบว่ามันไปอยู่ที่ใด แม้ว่ากลุ่มผู้ร่วมกันวางแผนโจรกรรมจะถูกจับกุมได้ก็ตาม โดยหัวหน้ากลุ่มโจรกรรมที่ถูกจับได้ก็คือ เซอร์จิโอ เพเรรา ไอเรส (Sergio Pereira Ayres) หรือมักรู้จักกันในชื่อ เซอร์จิโอ เพราลตา (Sergio Peralta) มีอาชีพเป็นนายธนาคาร และเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอล Cube Atletico Mineiro เพราะเป็นผู้เริ่มวางแผนการ

โดยชักชวนอดีตตํารวจผู้หนึ่งชื่อ ฟรานซิสโก ริเวรา (Francisco Rivera) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ซิโก บาร์บูโด (Chico Barbudo) กับนักตกแต่งบ้านคนหนึ่งชื่อ โฮเซ ลูอิซ วิเอรา (Jose Luiz Vieira) หรือรู้จักกันในชื่อ ลูอิซ บิโกเด (Luiz Bigode) ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นผู้ที่ลงมือบุก เข้าไปในอาคารสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลภายหลังจากที่ยามกะกลางคืนเดินตรวจตราโดยรอบเสร็จสิ้นลงแล้วจึงทําการโจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ พร้อมทั้งถ้วยสําคัญใบอื่นๆอีก 2 ใบออกจากอาคารแห่งนั้น โดยมีผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งคือ แอนโตนิโอ เซ็ตตา (Antonio Setta) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ โบรอา (Broa) ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นนักไขตู้เซฟ เป็นผู้เปิดสลักกุญแจให้

แต่ต่อมาภายหลังเมื่อถูกจับได้โบรอาก็อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจาก เซอร์จิโอ เพราลตา จริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศชาติ เพราะถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศ และพี่ชายของเขาก็เสียชีวิตเพราะเกิดอาการดีใจสุดขีดจนหัวใจวายตายในวันที่ทีมบราซิลได้รับชัยชนะในฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1970 ครั้งนั้นด้วย เขาจึงเกิดสํานึกขึ้นไม่ขอร่วมมือในการทําลายศักดิ์ศรีของชาติงานนั้นด้วย และโบรอานี้เองที่น่าจะเป็นคนทําข่าวรั่วจนผู้ร่วมกระบวนการโจรกรรมครั้งนี้ถูกจับตัวได้

ภายหลังจากตํารวจบราซิลได้สืบทราบจนแน่ชัดแล้ว จึงเข้าทําการจับกุม เซอร์จิโอ เพราลตา ชิโก บาร์บูโด และ ลูอิซ บิโกเด ได้ทั้ง 3 คน และจากการถูกเค้นอย่างหนักทั้งสามจึงให้การตรงกันว่าถ้วย จูลส์ ริเมต์ ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยถูกส่งให้ ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ (Juan Carlos Hernandez) ซึ่งเป็นช่างทองไปหลอมละลายเป็นทองคําแท่ง แล้วนํามาแบ่งกัน แต่เมื่อ เฮอร์นันเดซ ถูกจับกุม เขากลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทําการตรวจพิสูจน์หลักฐานเบ้าหลอมทองที่โรงงานของเฮอร์นันเดซก็ไม่พบหลักฐานของเศษทองใดๆที่ตรงกับทองซึ่งมาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่อย่างใด

ส่วนคําให้การเรื่องที่ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ถูกหลอมเป็นทองคําแท่งก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลนัก เพราะจากการเปิดเผยของทางฟีฟานั้น ถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็ไม่ได้ทําจากทองคําบริสุทธิ์แต่อย่างใด หรือถ้าหากนํามาหลอมเพื่อแยกเอาเฉพาะเนื้อทองออกมาได้ มันก็ไม่น่าจะมีราคาค่างวดอะไรมากนักเท่ากับปล่อยให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ถ้วย จูลส์ ริเมต์ จึงจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเสียอีก เมื่อผู้ร่วมในแผนการนี้ทั้งหมดถูกส่งฟ้องศาลรวมไปถึงตัว ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ ช่างทองด้วยนั้น ทุกคน ต่างก็ถูกตัดสินจําคุกตามขนาดความผิดของตน แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็หลบหนีออกจากเรือนจําได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1985 แอนโตนิโอ เซ็ตตา นักเปิดเซฟเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ ซิโก บาร์บูโด ก็ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเรื่องกันในบาร์เหล้าในปี ค.ศ. 1989 ลูอิซ บิโกเด ถูกจับกุมได้ในภายหลังและถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจํา แต่ต่อมาก็หลบหนีไปได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1998 โดยที่ไม่มีใครทราบข่าวอีกเลย ส่วน เซอร์จิโอ เพราลตา นั้นหลบหนีออกจากเรือนจํา ได้ในปี ค.ศ. 1998 และลอยนวลอยู่ได้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายในปี ค.ศ. 2003 สําหรับคนสุดท้ายที่ร่วมอยู่ในขบวนการนี้ซึ่งถูกซัดทอดด้วยคือช่างทอง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้น ตํารวจไม่อาจที่จะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้จึงไม่ได้รับโทษจําคุกอย่างเช่นคนอื่นๆ

แต่ภายหลังจากเหตุการณ์โจรกรรมถ้วย จูลส์ ริเมต์ ไม่นาน เขาก็เกิดร่ำรวยขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไม่มีใครทราบแหล่งที่มาของเงินซึ่งเขานํามาจับจ่ายซื้อหาข้าวของมากมายอย่างเศรษฐีได้ เขาซื้อบ้านสุดหรูหลังหนึ่งในย่านของคนรวยจนน่าสงสัย แต่ที่มาของความร่ำรวยนี้อาจไม่ได้มาจากถ้วย จูลส์ ริเมต์ ก็เป็นได้ ถ้าหากถ้วยใบนั้นไม่ได้ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์อย่างที่มีการเปิดเผยออกมา มันจะมีมูลค่ามากมายได้อย่างไร จึงเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของเขาอาจมาจากทางอื่น เพราะภายหลัง ฮวน คาร์ลอส เฮอร์นันเดซ นั้นถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1998 ในโทษฐานพัวพันกับการค้ายาเสพติด และต้องโทษจําคุกอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และออกจากเรือนจําในปี ค.ศ. 2005 จึงเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา

จนถึงทุกวันนี้เรื่องถ้วย จูลส์ ริเมต์ ที่หายไปก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่ากลุ่มโจรกรรมจะบอกว่ามันได้ถูกหลอมละลายไปแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยเชื่อว่ามันอาจตกอยู่ในการครอบครองของเศรษฐีนักสะสมคนหนึ่งคนใดในโลกนี้ และเก็บความลับนั้นเอาไว้มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

การชกกับ โจ ฟราเซียร์ ครั้งที่ 2 นั้นนับเป็นไฟต์แห่งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เกิดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1974 ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนิวยอร์ก อีกเช่นเคย ศึกครั้งนี้เรียกว่า “ซุปเปอร์ไฟต์ 2 (Super Fight II)” การชกไฟต์นี้อาลีสามารถล้างแค้น โจ ฟราเซียร์ ได้สําเร็จ แม้จะชกกันครบ 12 ยกและไม่สามารถเอาชนะน็อคกันได้ แต่อาลีก็ได้คะแนนจากกรรมการทั้ง 3 คนอย่างเป็นเอกฉันท์ Continue reading Muhammad Ali: The Greatest หนึ่งในบุคคลของโลกผู้เป็นตำนานของวงการมวย

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

หลังจากที่พ้นข้อกล่าวหามาแล้ว แจ็คกี้ก็ถูกย้ายไปประจําค่ายทหารในรัฐเคนตัคกี และด้วยความสามารถทางกีฬาในขั้นสูงของแจ็คกี้นั่นเองจึงทําให้เขาได้รับภารกิจเป็นครูฝึกกีฬาให้แก่เหล่าทหาร ซึ่งต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้เล่นของทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส (Kansas City Monarchs) ทีมเบสบอลมีชื่อเสียงในลีกของคนผิวดําคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้จึงบอกให้เขาเขียนจดหมายแนะนําตัวเพื่อขอสมัครเข้าร่วมทีม กระทั่งหลังจากปลดประจําการแล้วแจ็คกี้ก็ยังไม่ได้รับคําตอบจากทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส แต่อย่างใด เขาจึงออกหางานทําโดยไปเป็นโค้ชให้กับทีมบาสเกตบอลระดับมัธยมอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อได้รับคําตอบจาก แคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ยอมรับเขาร่วมทีมแล้ว แจ็คกี้จึงเข้าร่วมกับทีมแคนซัส ซิตี โมนาร์ชส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 Continue reading Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 2

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 1

Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว

กว่าที่การต่อสู้ของคนผิวดําจะประสบความสําเร็จ และมีการยกเลิกกฎหมายจํากัดสิทธิ์ของคนผิวดําลงไปโดยสิ้นเชิงนั้น การต่อสู้ของคนผิวดําต้องผ่านเหตุการณ์และการเคลื่อนไหวต่างๆมานับไม่ถ้วน ในประวัติศาสตร์ อาจมีการจารึกชื่อของนักต่อสู้ที่มีความโดดเด่นเช่น มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) ผู้ซึ่งเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่ชาวมุสลิมผิวดําในสหรัฐฯ โรซา พาร์คส (Rosa Parks) ผู้ซึ่งจุดประกายการต่อสู้ด้วยการไม่ยอมรับกฎหมายจํากัดสิทธิคนผิวดําในการใช้บริการสาธารณะ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูนียร์ (Martin Luther King Jr.) ผู้ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นเดินประท้วงและต่อต้านกฎหมายจํากัดสิทธิ์คนผิวดําไปทั่วทุกหนทุกแห่ง Continue reading Jackie Robinson นักเบสบอลผิวดำผู้ทำลายกำแพงแห่งการแบ่งแยกสีผิว ตอนที่ 1

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

สหรัฐอเมริกาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเสรีที่ถือเป็นต้นแบบของเสรีภาพในเรื่องต่างๆ และยังมีการกําหนดลงไปอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในรัฐธรรมนูญของประเทศด้วยว่า พลเมืองชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในการพูด มี เสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร มีเสรีภาพในการชุมนุม รวมถึงมีเสรีภาพในการร้องทุกข์ ข้อบัญญัติเหล่านี้ทําให้ประเทศสหรัฐอเมริกาดูคล้ายเป็นดินแดนในฝันของเสรีภาพที่ไม่มีที่ไหนในโลกเทียบได้ Continue reading Jim Crow Laws กฎหมายแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิวในดินแดนแห่งเสรีภาพ

เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

จอห์น เอฟ. เคนเนดี มีน้องชายคนหนึ่ง คือ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี (Robert F. Kennedy) หรือ “บ็อบบี (Bobby)” มีตําแหน่งเป็นอัยการสูงสุดในคณะรัฐบาลของเคนเนดี นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาคนสนิทที่คอยช่วยพี่ชายตัดสินใจในแทบทุกเรื่องอีกด้วย มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบ็อบบีทราบตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับเรื่องที่มาริลีนเริ่มลงลึกในความสัมพันธ์กับพี่ชายดี และเพื่อปกป้องพี่ชายไม่ให้เพลี่ยงพล้ำกับเรื่องนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น เขาจึงต้องกันพี่ชายให้ออกห่างจากเรื่องที่กําลังจะฉาวโฉ่ขึ้นระหว่างแจ็คกับมาริลีน ซึ่งในช่วงหลังๆนั้นมาริลีนเองก็มักจะมีพฤติกรรมที่ล้ำเส้นมากขึ้น Continue reading เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตปริศนาของ มาริลีน มอนโร

ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ในปี ค.ศ. 1956 มาริลีน มอนโร กลับคืนสู่ฮอลลีวูดอีกครั้งหลังจากข้อตกลงใหม่กับฟ็อกซ์ลงตัว โดยฟ็อกซ์ยอมเริ่มสัญญา 7 ปีฉบับใหม่โดยมอบผลประโยชน์ให้ตามที่เธอเรียกร้อง การกลับคืนฮอลลีวูดครั้งนี้ยิ่งทําให้เส้นทางในการแสดงของเธอโชติช่วงขึ้นไปอีก ซึ่งทางฟ็อกซ์ก็รีบมอบบท ภาพยนตร์เรื่องใหม่ให้เธอในทันทีคือเรื่อง บัส สต็อป (Bus Stop) โดยแสดงคู่กับ ดอน เมอร์เรย์ (Don Murray) ซึ่งก็เป็นภาพยนตร์ที่ทํารายได้สูงอีกเรื่องหนึ่ง Continue reading ข่าวซุบซิบถึงความสัมพันธ์ลับๆระหว่างมาริลีนกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

จากนางแบบนู้ดในหน้านิตยสาร Playboy สู่การเป็น 1 ในดาราตัวท็อปที่ทำเงินสูงสุด

The seven year itch

ภายหลังจากเรื่อง เลดีส์ ออฟ เธอะ คอรัส แล้ว มาริลีน มอนโร ก็ไม่ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องใดกับ โคลัมเบียอีกเลย จนกระทั่งหมดสัญญาแล้วเธอก็ไม่ได้ต่อสัญญาอีก มาริลีนจึงเข้าหา จอห์นนี ไฮด์ (Johnny Hyde) ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทนายหน้าดารา วิลเลียม มอร์ริส เอเจนซี (Wiiam Morris Agency) ที่เป็นตัวแทนให้กับดาราฮอลลีวูดมากมาย มาริลีนได้ขอให้ จอห์นนี ไฮด์ เป็นตัวแทนให้กับเธอ เชื่อกันว่าเธอต้องมีข้อเสนออะไรที่สมน้ำสมเนื้อเวลานั้น จอห์นนีจึงยินยอมตกลงรับเธอเข้าสังกัด Continue reading จากนางแบบนู้ดในหน้านิตยสาร Playboy สู่การเป็น 1 ในดาราตัวท็อปที่ทำเงินสูงสุด

Marilyn Monroe กับเส้นทางอาชีพนักแสดงที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

before-marilyn-monroe-norma-jeane-mortenson-photos-28

ชีวิตในวัยเด็กของ มาริลีน มอนโร ค่อนข้างยากลําบากมาก เธอต้องย้ายไปย้ายมาระหว่างบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์หลายบ้านเพราะแม่ของเธอไม่มีเวลาเลี้ยงดูตอนอายุเพียงไม่กี่ขวบ เมื่อแม่ต้องไปทํางานต่างเมือง จึงได้นําเธอไปฝากให้ครอบครัวโบเลนเดอร์ (Bolender) เลี้ยง โดยเธอจะกลับมาดูลูกบ้างเป็นบางครั้งเมื่อปลีกตัวมาได้ จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบแม่จึงได้พาเธอกลับมาเลี้ยงดูเอง โดยไปเช่าบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่แถบฮอลลีวู้ด ซึ่งมีเจ้าของบ้านคือครอบครัวแอตกินสัน (Atkinson) แต่ก็เลี้ยงดูเธออยู่ได้ไม่นาน แม่ของเธอก็เริ่มมีอาการทางประสาทและเริ่มล้มป่วยลง จึงต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ Continue reading Marilyn Monroe กับเส้นทางอาชีพนักแสดงที่เต็มไปด้วยขวากหนาม

กระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presley ทั้งในวงการเพลงและภาพยนตร์

เอลวิสนั้นมีความเฉลียวฉลาดที่จะดึงบุคลิกอันมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเขามาตรึงแฟนเพลงให้เคลิ้มไปกับเขาด้วยการแสดงอารมณ์ที่ค่อนข้างจะยั่วยวน เมื่อใดที่เขาออกลีลาท่าเต้นเหล่านั้นบนเวที เสียงกรีดร้องจะดังสนั่นออกมาจากปากของเหล่าแฟนเพลงในทันที โดยเฉพาะแฟนเพลงสาวๆของเขานั้นก็ต้องถึงกับเข่าอ่อนในทันทีเมื่อเห็นเขาแสดงท่าทาง “โยก (Rock)” และ “คลึง (Roll)” พร้อมกับลีลาการเล่นกับกีตาร์และโยกเขย่าไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างสนุกสนานและบาดอารมณ์คละเคล้ากัน Continue reading กระแสคลั่งไคล้ในตัว Elvis Presley ทั้งในวงการเพลงและภาพยนตร์

Heartbreak Hotel เพลงที่สร้างปรากฎการณ์เอลวิสฟีเวอร์

Heartbreak Hotel เพลงที่สร้างปรากฎการณ์เอลวิสฟีเวอร์

เมื่อเพลง That’s all right mama โด่งดังขึ้นแล้ว แซม ฟิลลิพส์ จึงได้รีบเตรียมแผนที่จะบันทึกเสียงเพลงต่อไปและจัดการให้เอลวิสออกเปิดตัวตามที่ต่างๆในทันที เมื่อถึงตอนนี้เอลวิสก็ต้องลาออกจากงานประจําเพื่อมาสานฝันของเขาให้สําเร็จต่อไป รวมถึง สก็อตตี มัวร์ และ บิลล์ แบล็ค ด้วยที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อร่วมกับเอลวิสหรือไม่ หรือจะกลับไปเล่นดนตรีในคลับตามเดิม

ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะไปต่อ จึงได้ขอลาออกจากคณะที่เขาเล่นประจําอยู่ในคลับเพื่อมาร่วมทีมกับเอลวิสอย่างเป็นการถาวร และเริ่มผลิตผลงานชิ้นใหม่ออกวางขายพร้อมกับวางตารางออกทัวร์คอนเสิร์ต Continue reading Heartbreak Hotel เพลงที่สร้างปรากฎการณ์เอลวิสฟีเวอร์

That’s all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

That's all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

เอลวิส เพรสลีย์ มีชื่อเต็มว่า เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ (Elvis Aaron Presley) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1935 ที่เมืองทูเพโล (Tapelo) มิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา เขามีพี่น้องฝาแฝดแต่เสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอดอีกคนหนึ่ง จึงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ เวอร์นอน เพรสลีย์ (Vernon Presley) กับ แกลดีส สมิธ (Gladys Smith) เอลวิสเติบโตขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงบลูส์และกอสเปล (Gospel) ของคนผิวดําที่ดังกังวานอยู่ทั่วไปในเมืองที่เขาเกิด เพราะมิสซิสซิปปีเป็นรัฐที่มีคนผิวดําอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งคนผิวดําจะมีดนตรีของตัวเองที่มักใช้ร้องตลอดเวลา ไม่ว่ายามทํางาน ยามพักผ่อน หรือแม้ยามเข้าโบสถ์ก็ตาม ไม่ว่าจะไปที่ไหนในถิ่นของคนผิวดําก็มักได้ยินเสียงเพลงบลูส์จากคนผิวดําอยู่เกือบจะตลอดเวลา Continue reading That’s all right mama เพลงฮิตเพลงแรกของ Elvis Presley

ชีวิตในช่วงบั้นปลายของนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

charlie chaplin queen elizabeth II

เมื่อชาร์ลีสามารถก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นแล้ว เขาก็มีอิสระมากขึ้นที่จะทําภาพยนตร์เรื่องต่างๆตามที่ตนต้องการ และนอกจากเขาจะเป็นผู้เขียนบท เป็นโปรดิวเซอร์ และเป็นผู้กํากับเองทุกเรื่องแล้ว เขายังเป็นคนแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ทุกเรื่องอีกด้วย จากประสบการณ์ด้านต่างๆที่หลากหลายซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่เด็กแล้วจึงทําให้เขามีความสามรถที่รอบด้านและเหมาเอางานด้านการผลิตแทบจะทั้งหมดเข้ามาทําด้วยตัวเองได้อย่างแคล่วคล่อง สําหรับภาพยนตร์ที่ชาร์ลีสร้างขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสต์ส นั้นมีอยู่ 8 เรื่องด้วยกัน เป็นหนังที่มีขนาดยาวทั้งหมด Continue reading ชีวิตในช่วงบั้นปลายของนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

เรื่องของฟุตบอลโลกนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มักเป็นที่สนใจของผู้คน แต่มักไม่มีใครทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนักก็คือเรื่องของถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกที่เรียกว่า “เวิร์ลด คัพ โทรฟี (World Cup Trophy)” ซึ่งจัดสร้างขึ้นโดยฟีฟาเพื่อมอบให้แก่ผู้ชนะเลิศเป็นแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งหมุนเวียนกันครอบครอง ถ้วยที่ใช้มอบกันอยู่ในปัจจุบันนี้นับว่าเป็นถ้วยรางวัลใบที่ 2 ถ้วยใบแรกนั้นมีชื่อเรียกว่า “จูลส์ ริเมต์ โทรฟี (Jules Rimet Trophy)” ซึ่งตั้งขึ้นมาตามชื่อของนาย จูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นประธานฟีฟาคนที่ 3 และเป็นผู้ที่นั่งอยู่ในตําแหน่งนี้ยาวนานที่สุดถึง 33 ปี Continue reading เหตุการณ์โจรกรรมถ้วยฟุตบอลโลก Jules Rimet ที่ยังคงหายสาบสูญจนทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

หากจะกล่าวถึงกีฬาชนิดใดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากคนทั้งโลกเหนือกว่ากีฬาชนิดอื่นๆก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฟุตบอล” ที่คนทั่วโลกต่างก็รู้จักกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างดี และมีการเล่นกีฬาชนิดนี้กันในทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทวีปหรือบนเกาะก็ตาม โดยน่าจะกล่าวได้ว่าคงไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่ไม่รู้จักกับกีฬาฟุตบอล และก็น่าจะมีน้อยประเทศเต็มที่ที่ไม่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลขึ้นภายในประเทศ หรือไม่มีสมาคมฟุตบอลเกิดขึ้นที่ในประเทศนั้นๆเลย Continue reading ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และสถิติประเทศที่ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก

Ali refuses Vietnam การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอาลีที่ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก

Muhammad Ali

ในเรื่องของความคิดเห็นทางการเมืองนั้น มูฮัมหมัด อาลี ก็นับเป็นบุคคลลําดับต้นๆของสังคมอเมริกันเช่นกันที่รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวอย่างเข้มข้น อาลีมักที่จะหัวเสียทุกครั้งเวลาที่เขาอ่านข่าวแล้วพบว่ามีการทําร้ายหรือกลั่นแกล้งคนผิวดํา หรือแม้แต่การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ คนผิวดําโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนๆก็ตาม เขาถึงกับเคยโยนเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้รับมาจากการแข่งขันโอลิมปิกในอิตาลี ปี ค.ศ. 1960 ลงในแม่น้ำโอไฮโอไปอย่างไม่ใยดีเมื่อตอนที่เขากลับไปเยี่ยมบ้านในหลุยส์วิลล์แล้วเอาเหรียญไปอวดคนที่บ้านเกิด  Continue reading Ali refuses Vietnam การประกาศจุดยืนทางการเมืองของอาลีที่ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์

มูฮัมหมัด อาลี ในขณะยังใช้ชื่อ แคสเซียส เคลย์ นั้นเริ่มต้นขึ้นชกในสังเวียนมวยอาชีพครั้งแรกภายหลังที่กลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1960 นั้นเอง โดยเริ่มเดินหน้าท้าชกนักมวยรุ่นพี่คนอื่นๆจนสามารถกําชัยชนะมาได้โดยตลอดในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1963 โดยมีสถิติการขึ้นชกทั้งหมด 19 ไฟต์ และชนะทั้งหมด 19 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้สักครั้งเดียว ซึ่งในจํานวนนี้เป็นการชนะน็อคคู่ต่อสู้ถึง 15 ครั้ง ชัยชนะครั้งสําคัญที่ทําให้ แคสเซียส เคลย์ ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากในการชกมวยอาชีพช่วงแรกๆของเขาก็คือไฟต์ที่เขาขึ้นชกกับ ลามาร์ คลาร์ก (Lamar Clark) นักมวยรุ่นเฮฟวีเวตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 Continue reading Fight of the century การชกนัดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อให้ แคสเซียส เคลย์